แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ special แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ special แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569

Anime Special 23 : รีวิวอนิเมะครบ 100 เรื่อง !! やっと紹介した100 アニメ!!

 สวัสดีปีใหม่ครับ ในที่สุดก็แนะนำอนิเมะไปครบร้อยเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็เลยจะมารีแคปมารวบรวมกันหน่อยว่าได้แนะนำเรื่องอะไรไปบ้าง เอาตั้งแต่เรื่องแรกไปเลยกันดีกว่า

 

Source : The Melancholy of Haruhi Suzumiya

 

Anime No.1 : Sakura Quest サクラクエスト

Anime No.2 : Cells At Work! はたらく細胞

Anime No.3 : Siver Spoon 銀の匙

Anime No.4 : Macross Frontier マクロスフロンティア

Anime No.5 : Girls' Last Tour 少女終末旅行

Anime No.6 : Taisho Otome Fairy Tale 大正処女御伽話

Anime No.7 : Macross 7 マクロス7

Anime No.8 : How Heavy Are the Dumbbells You Lift? ダンベル何キロ持てる?

Anime No.9 : Mobile Suit Gundam: The Witch from Mercury 機動戦士ガンダム 水星の魔女

Anime No.10 : Macross Δ マクロスデルタ

Anime No.11 : I'm Quitting Heroing 勇者、辞めます

Anime No.12 : Are You Lost ? ソウナンですか?

Anime No.13 : Macross Zero マクロス ゼロ  

Anime No.14 : The Journey of Elaina 魔女の旅々

Anime No.15 : Re-Main リメイン

Anime No.16 : A Place Further than the Universe 宇宙よりも遠い場所

Anime No.17 : The Two Girls Met in the Ruins of Damaged Dream 白い砂のアクアトープ

Anime No.18 : BOCCHI THE ROCK! ぼっち・ざ・ろっく!

Anime No.19 : Macross Plus マクロスプラス  

Anime No. 20 : Darling In The Franxx ダーリン・イン・ザ・フランキス  

Anime No. 21 : Deaimon であいもん

Anime No.22 : Laid-Back Camp ゆるキャン

Anime No.23 : Maiko-san Chi no Makanai-san 舞妓さんちのまかないさん 

Anime No.24 : Akudama Drive アクダマドライブ

Anime No.25 : Macross II : Lovers Again マクロスII  

Anime No.26 : Hakozume (Police In A Pod) ハコヅメ~交番女子の逆襲~ 

Anime No.27 : I Got a Cheat Skill in Another World and Became Unrivaled in The Real World, Too 異世界でチート能力を手にした俺は、現実世界をも無双する ~レベルアップは人生を変えた~

Anime No.28 : Kaguya-sama: Love Is War かぐや様は告らせたい ~天才たちの恋愛頭脳戦~

Anime No.29 : Super Spacetime Fortress Macross 超時空要塞マクロス  

Anime No.30 : Mieruko-chan 見える子ちゃん

Anime No.31 : Koufuku Graffiti 幸腹グラフィティ

Anime No.32 : Campfire Cooking in Another World with My Absurd Skill とんでもスキルで異世界放浪メシ スイの大冒険 

Anime No.33 : Diary of Our Days at the Breakwater 放課後ていぼう日誌  

Anime No.34 : The Hero Is Overpowered but Overly Cautious この勇者が俺TUEEEくせに慎重すぎる 

Anime No.35 : Let's Make A Mug Too やくならマグカップも 

Anime No.36 : Otaku Elf 江戸前エルフ

Anime No.37 : Frieren: Beyond Journey's End 葬送のフリーレン

Anime No. 38 : Long Riders ! ろんぐらいだぁす! 

Anime No.39 : And You Thought There Is Never a Girl Online? ネトゲの嫁は女の子じゃないと思った? 

Anime No. 40 : Heaven's Design Team 天地創造デザイン部 

Anime No.41 : Astra Lost In Space 彼方のアストラ

Anime No.42 : Hyouka 氷菓 

Anime No.43 : Hensuki 可愛ければ変態でも好きになってくれますか?

Anime No.44 : Hokkaido Gals Are Super Adorable! 道産子ギャルはなまらめんこい 

Anime No.45 : Black Bullet ブラック・ブレット

Anime No.46 : K-ON! けいおん!

Anime No. 47 : Ippon Again! もういっぽん!

Anime No.48 : The God Of High School 갓 오브 하이스쿨

Anime No.49 : The Masterful Cat Is Depressed Again Today デキる猫は今日も憂鬱 

Anime No.50 : Kaina of the Great Snow Sea 大雪海のカイナ  

Anime No.51 : Yuri !!! On Ice ユーリ!!! on ICE

Anime No.52 : Knights of Sidonia シドニアの騎士

Anime No. 53 : Level 1 Demon Lord and One Room Hero Lv1魔王とワンルーム勇者  

Anime No.54 : Miss Kobayashi's Dragon Maid 小林さんちのメイドラゴン

Anime No.55 : Lycoris Recoil リコリス・リコイル  

Anime No. 56 : TenPuru: No One Can Live on Loneliness てんぷる

Anime No. 57 : The Ice Guy and His Cool Female Colleague 氷属性男子とクールな同僚女子 

Anime No. 58 : Tada Never Falls In Love 多田くんは恋をしない 

Anime No. 59 : My Roommate Is a Cat 同居人はひざ、時々、頭のうえ  

Anime No.60 : A Certain Scientific Railgun とある科学の超電磁砲 

Anime No.61 : Blue Archive The Animation ブルーアーカイブ 

Anime No. 62 : The Angel Next Door Spoils Me Rotten お隣の天使様にいつの間にか駄目人間にされていた件  

Anime No. 63 : Studio Apartment, Good Lighting, Angel Included ワンルーム、日当たり普通、天使つき。 

Anime No.64 : The Helpful Fox Senko-san 世話やきキツネの仙狐さん 

Anime No. 65 : The Melancholy of Haruhi Suzumiya 涼宮ハルヒの憂鬱

Anime No. 66 : Boku wa Tomodachi ga Sukunai 僕は友達が少ない 

Anime No.67 : The Girl I Like Forgot Her Glasses 好きな子がめがねを忘れた  

Anime No.68 : Bullbuster ブルバスター

Anime No.69 : Golden Kamuy ゴールデンカムイ

Anime No.70 : Anima Yell ! アニマエール!  

Anime No.71 : Onimai: I'm Now Your Sister! お兄ちゃんはおしまい!

Anime No.72 : Dan Da Dan ダンダダン 

Anime No.73 : Hakuoki 薄桜鬼

Anime No.74 : Daily Lives of High School Boys 男子高校生の日常  

Anime No.75 : Spy x Family スパイファミリー

Anime No.76 : How I Attended an All-Guy's Mixer 合コンに行ったら女がいなかった話

Anime No.77 : Trigun Stampede トライガン・スタンピード  

Anime No.78 : Amagi Brilliant Park 甘城ブリリアントパーク 

Anime No.79 : From Bureaucrat to Villainess: Dad's Been Reincarnated! 悪役令嬢転生おじさん 

Anime No.80 : Sword Art Online ソードアート・オンライン  

Anime No.81 : The Rising of the Shield Hero 盾の勇者の成り上がり

Anime No.82 : School Babysitters 学園ベビーシッターズ 

Anime No.83 : Bakemonogatari 化物語

Anime No.84 : Иногда Аля внезапно кокетничает по-русски 時々ボソッとロシア語でデレる隣のアーリャさん 

Anime No.85 : Full Metal Panic ! フルメタル・パニック!

Anime No.86 : 86 エイティシックス

Anime No.87 : Tomo-chan Is a Girl! トモちゃんは女の子! 

Anime No. 88 : Me & Roboco 僕とロボコ 

Anime No.89 : The Noble Farmer 百姓貴族

Anime No.90 : The Saint's Magic Power Is Omnipotent 聖女の魔力は万能です  

Anime No.91 : Uma Musume Pretty Derby ウマ娘 プリティーダービー  

Anime No.92 : Aho-Girl アホガール

Anime No.93 : Super Cub スーパーカブ

Anime No.94 : Blend S ブレンド・S 

Anime No.95 : บ้าน bâan - 大人の彊界 -

Anime No.96 : Aharen-san Is Indecipherable 阿波連さんははかれない 

Anime No.97 : Witch Watch ウィッチウォッチ

Anime No.98 : Asobi Asobase あそびあそばせ 

Anime No.99 : My Deer Friend Nokotan しかのこのこのここしたんたん  

Anime No.100 : Himouto! Umaru-chan 干物妹!うまるちゃん 


ใครสนใจเรื่องไหนก็ลองหามารับชมดูได้นะครับ อนึ่งจริงๆมันก็มีเรื่องอื่นๆที่ผมได้ดูแต่ก็จะไม่รีวิวไว้ในบล็อกเหตุก็เพราะบางเรื่องมันก็ติดเร็ทหรือเนื้อหาโหดเกินไปอะนะ  อีกประเภทหนึ่งที่ไม่รีวิวก็คือแนวโชเน็งที่เรื่องมันยาวฉายเป็นสิบๆปีเหตุก็เพราะกลัวจะไปเฝ้าพระอินทร์ก็จะได้ดูตอนจบละนะ เฮอๆ


สำหรับดาว (Ataya's Star )ที่ให้ถ้าเป็น 3 ดาวก็จะหมายถึงพอดูได้แต่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่อะไร ถ้าเป็น 4 ดาวก็คือสนุกดีแต่ยังไม่สุดเท่าไร ถ้าเป็น 5 ดาวก็คือสนุกมากอาจจะได้ความรู้เพิ่มเติมหรือดูแล้วประทับใจละนะ

พอรีวิวมาครบ 100 เรื่องแล้วก็ถือว่าผมบรรลุเป้าหมายแล้ว ต่อจากนี้ก็อาจจะมารีวิวเพิ่มถ้ามีเรื่องที่ได้ดูละนะครับ (แต่คงจะไม่มาถี่ๆเท่าไรแล้ว) ยังไงก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านกันนะครับ เอาไว้พบกันตอนต่อไปนะครับ つづく

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ สติกเกอร์ไลน์ "นาย A" จากมังงะเรื่อง Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

 

  

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime Special 22 : บ้าน bâan - 大人の彊界 -

 สวัสดีครับ หลังจากที่ผมเขียนบล็อกเนื้อหาเกี่ยวกับว่าทำไมเราถึงยังไม่มีอนิเมะไทยสักทีไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ช่วงนี้ก็มีข่าวดีที่คุณ Garnt Maneetapho เจ้าของช่องยูทูป Gigguk ประกาศสร้างอนิเมะ  Baan (บ้านนะแหละ เชื่อเต็มๆก็ Bâan -The Boundaries of Adulthood-)  ซึ่งจะมีความเป็นไทยผสมอยู่เป็นหลักเลยด้วย ผมเลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คนี้มาดูครับ


สำหรับคุณ Garnt Maneetapho ก็เป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษที่ทำช่องยูทูบ Gigguk เป็นช่องที่ทำเกี่ยวกับการรีวิวและวิเคราะห์อนิเมะ ซึ่งช่องนี่ก็มีผู้ติดตามหลักล้านเลยทีเดียว(แต่คุณ Garnt แกพูดภาษาอังกฤษอะนะก็เลยไม่แปลกที่คนไทยทั่วไปจะไม่รู้จัก รวมถึงผมด้วย แฮะๆ) สำหรับโปรเจ็ค Baan นี่ผมลองเข้าไปดูที่คลิปที่คุณ Garnt พูดถึงก็พอจะแปลได้ว่า (ภาษาอังกฤษผมก็สเน็คๆฟิชๆอาจจะพิดพลาดไปประการใดก็ขออภัยด้วย) แกเคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีคนอยากจะทำ MV เป็นอนิเมะก็เลยหอบเงินกับไอเดียไปญี่ปุ่นแล้วก็คุยกับสตูดิโอที่นั่นเลย เสร็จแล้ว MV นั่นก็สร้างออกมาได้สำเร็จจนได้ ผมว่าแกก็เลยเอาบ้างละนะ คงจะไปคุยกับสตูดิโอเรื่องโปรเจ็ค Baan นี่แหละ โดยเรื่องนี้ได้ผู้กำกับ โอฮาชิ โยชิมิซึ ผู้กำกับ Code Geass: Rozé of the Recapture และคุณ Kevin Penkin เป็นผู้ประพันธ์เพลง (มีผลงานจากเรื่อง Made in Abyss) สร้างโดย Daisy Studio (แฝนสาว 100 คน เชนซอว์แมน) โดยเนื้อเรื่องจะเป็นแนวต่างโลก ความยาวประมาณ 14 นาที ซึ่งจะฉายวันที่ 24 สิงหาคมนี่ที่โรงภาพยนต์ที่โตเกียว(เข้าใจว่าคงฉายแค่โรงเดียวสำหรับให้แฟนๆดูละนะ) หลังจากนั้นจะเอามาลงยูทูป Gigguk ให้ได้ดูกันครับ
    สำหรับเนื้อเรื่องก็พอจะทราบคร่าวๆแต่ผมยังไม่พูดมากไว้รอดูกันเองดีกว่า อย่างไรก็ดีผมว่ามันก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่ความเป็นไทยจะเริ่มเข้าไปในอนิเมะของญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่มักจะมีแต่ตัวละครไทยที่เป็นตัวร้ายตัวประกอบแล้ว สมัยนี้บทของคนไทยในอนิเมะญี่ปุ่นก็เริ่มจะโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างล่าสุดก็เนี้ยง(ยัยเมี้ยวข้าวมันไก่)ในกันดัมจีควักซ์น่ะแหละนะ นี่ก็เป็นระดับบทนางเอกB=นางรองแล้ว แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นอนิเมะญี่ปุ่นยังไงๆบทตัวเอกก็คงจะสงวนไว้ให้เป็นคนญี่ปุ่นอยู่ดีนะแหละ ผมเองก็ยังเฝ้ารออนิเมะที่คนไทยสร้างแบบ 100 % อยู่นะครับ หวังว่าจะได้เห็นก่อนจะไปเฝ้าพระอินทร์ละนะ เฮอๆ 
 

ส่งท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ยัยจอมตื้อ จากมังงะเรื่อง Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->


วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime Special 21 : ทำไมถึงไม่มีอนิเมะไทยสักที ? どうしてタイのアニメがないの?

 สวัสดีครับ หลังจากดูอนิเมะจากญี่ปุ่นมาน่าจะเป็นหลักหลายร้อยเรื่องแล้ว มันก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วทำไมไทยเราถึงไม่มีอนิเมะแบบทางญี่ปุ่นเขาบ้าง? ว่าแล้วก็ลองมารวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับอนิเมะแบบไทยๆกันดูว่ามีบ้างหรือเปล่า

    เริ่มจากอนิเมชันเรื่องแรกของไทย ถ้าถามกูเกิลดูจะได้คำตอบว่าคือเรื่อง"เหตุมหัศจรรย์"ของท่าน ปยุต เงากระจ่าง เป็นอนิเมชันสั้นๆ ฉายเมื่อปีพ.ศ 2498 (ค.ศ 1955)


แต่ถ้าเป็นอนิเมชันเรื่องยาว ในความเข้าใจของผมก็คงจะต้องเป็นเรื่อง"สุดสาคร" ออกฉายเมื่อปี ๒๕๒๒ (ค.ศ 1979) กำกับโดยท่าน ปยุต เงากระจ่าง เช่นเคย (ซึ่งท่านก็ได้รับฉายาว่าเป็น"วอลท์ ดิสนีย์ เมืองไทย"เลยทีเดียว)

 


อย่างไรก็ดี สองเรื่องนี้ก็เก่ามากขนาดว่าผมเองยังเกิดไม่ทันได้ดูเลย ถ้าถามว่าอนิเมะไทยที่ผมเคยดูตอนเด็กๆคือเรื่องอะไร มานึกดูตอนนี้น่าจะเป็นเรื่อง"ม้าเหล็ก"เป็น MV ของพี่หนุ่ยอำพลลำพูน เป็นอนิเมะแบบไทยๆแท้ๆที่แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังจำเนื้อร้องท่อนฮุกได้อยู่เลยอะนะ

หลังจากผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว ช่วงวัยรุ่นของผมก็จะประมาณปีค.ศ 2000 ช่วงนั้นจริงๆเป็นช่วงที่มังงะไทย(เขาก็เรียกหนังสือการ์ตูนไทยน่ะแหละ)กำลังบูม ในความทรงจำของผม ก็จะมีพวก Thai comics ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ หรือมังงะที่เขียนโดยคนไทยที่แทรกอยู่ในนิตยสารการ์ตูนพวก Boom หรือ C-kids ก็มี แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้ทำออกมาเป็นอนิเมะ(หรือมีทำแล้วผมไม่ทราบก็ไม่รู้เหมือนกัน)  หลังจากนั้นมาด้วยกระแสอะไรต่างๆที่เข้ามาในไทยทั้ง J-pop,K-pop สุดท้ายมังงะแบบไทยๆก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นเคย 

ในเวลาต่อมามันก็มีคนที่ทำอนิเมชันออกมาให้ชมอย่าง สุดสาคร(ถ้าใครจำเพลงจ๋ามะทะจิงจาได้ก็นั่นแหละ) ก้านกล้วย ปังปอนด์ นาค ซึ่งส่วนตัวผมก็ว่ามันหนักไปทางเป็นการ์ตูนเด็กหรือให้ความรู้สึกเหมือนอนิเมชัน 3D ฝั่งฮอลี่วูดเสียมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนิเมะละนะ 

ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครสักคนคิดที่จะทำอนิเมะไทย (เอาแบบ2Dวาดมือเป็นตอนๆมีเพลงเปิดปิดเหมือนของญี่ปุ่นน่ะ) ทั้งที่เมื่อก่อนอนิเมะญี่ปุ่นที่ดังๆอย่าง Dragon Ball เองก็เคยผลิตในประเทศไทยนี่แหละ เรื่องฝีมือคนไทยผมว่าทำได้แน่นอน เท่าที่พอจะคิดออกก็คงจะมีสาเหตุประมาณนี้

1. ขาดต้นฉบับที่ดี ก่อนจะเป็นอนิเมะได้อย่างแรกเลยมันก็ต้องมีต้นฉบับ ซึ่งก็อาจจะเป็นไลท์โนเวลหรือมังงะที่ขายได้ดีในระดับหนึ่งก่อนถึงจะถูกเอามาทำเป็นอนิเมะได้ อย่างไรก็ดีในยุคสมัยนี้ที่หนังสือการ์ตูนไทยแทบจะหาอ่านไม่ได้แล้วเรื่องต้นฉบับที่ดีก็ไม่ต้องพูดถึง ส่วนไลท์โนเวลก็แทบจะเหลือแต่แนววายแนวยูรินะแหละที่ยังขายได้(ครั้นจะเอาแนวนี้มาทำอนิเมะก็คงไม่พ้นกองเซ็นเซอร์จนดูไม่รู้เรื่อง ไม่ก็ได้ฉายรอบดึกละนะ) 

2. ผู้ใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็คือสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่มีเรทมีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับภาพยนต์เรื่องหนึ่งนะแหละ พอคิดว่ามันเป็นแค่การ์ตูนเด็กก็อาจจะไม่เห็นศักยภาพว่าอนิเมะเรื่องหนึ่งสามารถต่อยอดไปทำอะไรได้หลายอย่างก็เลยไม่ได้ลงทุนลงแรงสร้างอนิเมะไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อนิเมะเรื่อง Yuru Camp ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยที่ชอบไปออกแคมปิ้งก็ยังสามารถขายของอุปกรณ์ตั้งแคมป์ของกินของฝากต่างๆเข้ามาในเรื่องได้ด้วย รวมถึงโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ ยังไม่นับรวมพวกฟิกเกิยร์ของเล่นเอยอะไรเอยอีกละนะ ส่วนคนที่เถียงว่าใช้ละครไทยบ้านเราโปรโมทเอาก็ได้นิ มันก็จริง แต่ดาราเนี่ยยังไงก็มีวันแก่ อาจจะมีข่าวคาวเรื่องซุบซิบนินทาได้จนเสียภาพพจน์ภายหลังได้ แต่ตัวละครอนิเมะน่ะเป็นอมตะ(ถ้าไม่วาดให้แก่ละก็นะ) ดียังไงก็ยังดียังงั้น ไม่มีทางเสื่อมเสียแน่น่อนแหละ

 3. เงินไม่มางานไม่มี เท่าที่เคยได้ยินมาอนิเมะแบบคุณภาพกลางๆ 12 ตอนแบบที่เราเห็นๆอยู่ทุกวันนี้จะต้องใช้เงินสร้างตกอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท(ใช้เวลาสร้างอีก1-2ปี) ถ้าไม่มีวิธีที่จะขายงานได้แบบอนิเมะญี่ปุ่น จู่ๆจะมีเศรษฐีโอตาคุที่ไหนควักเงินตัวเองออกไปก่อนล้านนึงจะเจ๊งก็ช่างช่วยสร้างอนิเมะไทยให้หน่อย มันก็คงจะไม่มีน่ะแหละนะ (แม้แต่อนิเมะญี่ปุ่นเองที่เห็นออกมาซีซันเดียวแล้วไม่มีภาคต่อเลย มันก็เรื่องเงินนะแหละ ถ้าออกมาแล้วขายไม่ได้ไม่ดังก็ไม่ได้ไปต่อละนะ) สุดท้ายมันก็จะกลับไปที่ต้องมีต้นฉบับที่มันต้องศักยภาพพอที่นักลงทุนจะมั่นใจว่าพอเอามาทำอนิเมะแล้วจะขายได้แน่ๆก่อนละครับ

4.เนื้อเรื่องโบราณเกินไป จริงๆก็มีโปรเจ็คอนิเมชันหลายๆอย่างที่ได้ทุนให้เปล่ามาทำ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวอนุรักษ์นิยมจนเกินไปอย่างโขน รามเกียรติ์ หรือแนวสอนธรรมะ ซึ่งมันก็ไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอกเพียงแต่คนเขาก็ไม่ค่อยจะดูกันนะแหละ ถ้าอยากจะทำให้ปังจริงๆ ก็ควรจะประยุกต์เนื้อเรื่องให้ดูง่ายสนุกสนานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โดราเอม่อน แม้จะเป็นแนวไซไฟชีวิตประจำวัน แต่ผมว่าจริงๆแล้วโดราเอม่อน มันคือการ์ตูนคุณธรรมต่างหาก ทุกครั้งที่โนบิตะทำอะไรไม่ดีก็มักจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ตอนจบ อาจารย์ฟูจิโกะฟูจิโอะแกก็ไม่ได้บอกโต้งๆท้ายเรื่องว่า กมฺมุนา วตฺตตีโลโก กรรมใดใครก่อกรรมนั่นย่อมตอบสนอง ใช่มัยละ เนื้อเรื่องมันสอนเป็นนัยอยู่แล้วไม่ต้องมาท่องบาลีให้ฟังหรอก (หรือพอพล็อตมันไม่ธรรมะจ๋าๆแล้วผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะไม่ให้ผ่านหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ) หรืออย่างรามเกียรติ์ ถ้าเอามาทำโต้งๆก็ไม่มีใครดูหรอกครับ เนื้อเรื่องมันเอาท์ไม่เข้ายุคเข้าสมัยเสียแล้ว (สมัยนี้ไม่มีใครนิยมเอาลิงมาฆ่าล้างโคตรเพื่อแย่งผู้หญิงคนเดียวกันแล้วเฟ้ย) ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเอามาประยุกต์กับแนวชีวิตประจำวันอาจจะดีกว่า เช่น ให้พระรามเป็นนักเรียน ม.ปลาย สีดาเป็นดาวโรงเรียน ทศกัณฐ์เป็นนักเลงประจำโรงเรียน พระลักษณ์เป็นบราคอน อะไรแบบนี้มันคงจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าละนะ 

เท่าที่คิดออกก็คงจะประมาณนี้ ช่วงหลังๆนี้ผมเองก็เห็นผลงานอนิเมะแบบไทยๆที่คนไทยสร้างมาเรื่อยๆ(แต่เป็นคลิปสั้นๆอะนะ) คุณภาพก็โอเคเลย เอาเข้าจริงๆถ้าจะทำออกมาเป็นตอนๆก็คงจะได้แหละ ยังไงถ้ามีเศรษฐีโอตาคุที่พร้อมจะเจ๊งมาอ่านบล๊อกนี้ก็รบกวนให้การสนับสนุนอนิเมะไทยให้ได้สร้างกันด้วยละกันนะครับ (รวมถึงรัฐบาลที่เอาแต่พูดซอฟต์พาว์เวอร์ๆด้วยนะ เฮอๆ)

 


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2568

Anime Special 20 : 53rd National Book Fair งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53

สวัสดีครับ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่พม่าซึ่งส่งกระทบมาถึงประเทศไทยโดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพมหานคร ผมเผอิญมีธุระต้องเข้ากรุงช่วงนี้พอดีก็เลยมาสำรวจพื้นที่คร่าวๆว่าเป็นยังไงบ้าง ดูๆไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือมีผลกระทบอะไร ว่าแล้วก็แวะไปดูงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติสักหน่อย มันก็มีส่วนที่เกี่ยวๆกับอนิเมะอยู่บ้างก็เลยเอามาเขียนในบล็อกนี้ซะเลยละกันนะครับ 

ป้ายหน้างานขอรับ


เดินขึ้นมาจากรถไฟฟ้าใต้ดินก็เจอผู้คนมากันเยอะเลย

ป้ายงานปีนี้เป็นยักษ์อ่านหนังสือน่ะนะ

บริจาค 5 บาทจะได้โบว์ชัวร์งานละขอรับ



ผมมางานวันที่ 7 เมษา คนก็เยอะเหมือนทุกปีครับ

มาซื้อหนังสือสอนภาษาเกาหลีที่บูธ TPA

จริงๆผมจะมาซื้่อหนังสือ"น้ำพริก"ให้คุณแม่แต่พนักงานบอกหมดแล้วจ้า

ผลงานนักเขียนมังงะไทยก็มีนะ

บรรยากาศในงานก็ประมาณนี้แหละ

ฟิกเกียร์จากอนิเมะเรื่องดังๆก็มีจำหน่ายเช่นกัน

มุมบอร์ดเกมก็มี

เล่นยังไงหว่า ?

บูธบอร์ดเกมเหมือนจะมีเยอะขึ้นกว่าปีก่อนๆ คงจะได้รับความนิยมละนะ

เหมือนมีงานเสวนาหรือแจกรางวัลอะไรสักอย่าง

บูธหมีเนยขอรับ

ขายอะไรหว่า ?

น่ารักจุงเบย

มีพวกกุญแจตัวละครจากอนิเมะด้วยนะขอรับ

หนังสือที่ซื้อมาครับ

นั่งพักซะครู่ก็กลับแล้วครับ

มีถ่ายวิดิโอบรรยากาศในงานไว้นิดหน่อยครับ ->


เท่าที่สังเกตุดูส่วนใหญ่หนังสือนิยายหรือมังงะแนวYแนวยูรินี่ดูจะได้รับความนิยมเช่นเคย จนบางทีผมยังคิดว่าหรือเราต้องมาเขียนแนวนี้บ้างถึงจะขายออกบ้างละน้อ เฮอๆ เอาเถอะครับ การได้อ่านก็คือว่าเป็นสิ่งที่ดีละนะ(งานสัปดาห์หนังสือปีนี้จัดวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2568 แต่เหมือนจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหนเลยขยายเวลาไปถึงวันที่ 8 เมษายน ครับ )

ส่งท้ายขายของ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

 


วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

Anime Special 19 : Macross Heroine Audition 新マクロス超時空歌姫オーディション2025

 สวัสดีครับ วันนี้ก็มีข่าวอัพเดทเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องโปรดของผม นั่นก็คือซีรี่ย์มาครอสครับ ตอนนี้มีการประกาศรับสมัครออดิชันนักร้องที่จะมารับบทเป็นนักร้องในซีรีย์มาครอสภาคต่อไปครับ

Image courtesy of Bigwest

รายละเอียดที่พอจะทราบก็คือเขารับสมัครนักร้องหญิงอายุ 13 - 22 ปี(นับถึงวันที่ 1 เมษา 2025)เป็นผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเท่านั้น โดยเขาจะให้ร้องเพลงเดโมที่แต่งขึ้นมาใหม่สำหรับซีรี่ย์นี้โดยเฉพาะคือเพลง Ai to Ai พร้อมทั้งรูปถ่ายแล้วส่งเข้าประกวดภายในวันที่ 2 มีนาจนถึงวันที่ 30 เมษา โดยการตัดสินรอบสองจะจัดขึ้นตอนปลายเดือนมิถุนายน(น่าจะออนไลน์) และรอบสุดท้ายจะจัดขึ้นปลายเดือนกรกฎาคมที่โตเกียว(แบบเจอหน้ากรรมการ)


สำหรับแฟนๆมาครอสน่าจะพอรู้ข่าวกันแล้วว่า ภาคใหม่นี่เขาจะให้สตูดิโอ Sunrise (ที่ทำกันดัม กินทามะน่ะแหละ)เป็นคนรับผิดชอบงานภาพ ส่วนงานด้านดนตรีก็จะเป็น Lantis กับ Flying Dog เช่นเคยกับภาคที่แล้ว (ไม่แน่ใจว่าเหล่าแฟนพันธุ์แท้จะรับได้หรือเปล่า เพราะไม่รู้ว่าผู้กำกับโชจิคาวาโมริจะรับหน้าที่กำกับอยู่หรือเปล่านะ ถ้าแกไม่รับงานเดี๋ยวภาคใหม่นี่ก็อาจจะมีชะตาเดียวกับภาค Macross II อะนะ) 

 


    สำหรับเนื้อเรื่องแนวทางของมาครอสภาคใหม่จะเป็นยังไงนั้นก็ยังไม่มีข่าวอะไรหลุดออกมาแต่อย่างใด  แต่พอฟังเพลง Ai to Ai แล้วนี่ผมรู้สึกว่ามันมีกลิ่นไอความเป็นร็อกอยู่พอสมควร ทั้งเสียงกีต้าร์ที่เด่นออกมา ก็เลยพลอยจะอดคิดไม่ได้ว่าหรือมันจะเป็นเพลงที่ให้ลูกสาวของบาซาร่าร้องหรือเปล่าหว่า ?? ยิ่งท่อนแรกร้องว่า 渾身の歌をきけーー!(จงฟังเพลงที่ร้องสุดใจนี่ซะ) มันดูคล้ายๆคำพูดติดปากของบาซาร่าที่ว่า 俺の歌をきけーー!!(จงฟังเพลงของข้าซะ) อยู่นะแต่ก็นั่นแหละนะ บาซาร่าถ้าจะกลับมาในภาคต่อไปก็คงอายุปาไปสัก 40-50 ปีแล้ว แต่ถ้าเป็นลูกสาวก็น่าจะได้อยู่แหละ เดาๆมั่วๆกันไป เฮอๆ 

สำหรับใครที่เป็นสุภาพสตรีแล้วอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ลองสมัครเข้าประกวดได้นะครับ เพราะเขาก็ไม่ได้ระบุสัญชาติด้วยว่าต้องเป็นคนญี่ปุ่นหรือเปล่าอะนะ หวังว่าจะได้รับชมมาครอสภาคใหม่ในเร็ววันนี้นะครับ 

Audition Website -> https://macross-aud.jp

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Anime Special 18 : ตามรอยฮิจิกาตะโทชิโซที่ฮาโกดาเตะ 函館にある土方歳三の影

 สวัสดีครับ หลังจากโพสต์คราวก่อนผมพาไปเดินเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่ซับโปโรกันแล้ว วันต่อมาเราก็ย้ายกันไปที่ฮาโกดาเตะ เมืองท่าของฮอกไกโด ส่วนหนึ่งที่มาพักที่เมืองนี้เพราะผมจะมาตามรอยบุคคลท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ก็มีอิทธิผลส่วนหนึ่งต่อวงการอนิเมะด้วย นั่นก็คือท่านรองปีศาจ ฮิจิกาตะโทชิโซ 土方歳三 เดี๋ยวเรามาดูรูปแล้วก็เรื่องราวความเป็นมาของเขากันครับ (Spoiler Alert !! ผมจะมีการพูดถึงอนิเมะเรื่องกินทามะ กับ โกลเด้นคามุยด้วยนะครับ ใครไม่อยากถูกสปอยล์ก็ไปดูก่อนแล้วมาอ่านต่อกันได้นะครับ)

กลายเป็นมาสคอตของฮาโกดาเตะไปซะแล้วท่านรอง !!


วิวที่มองจากโรงแรมจะเห็นท่าเรือชัดเจน

เมืองฮาโกดาเตะ 函館 เป็นเมืองท่าที่อยู่ตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างชาตินั้นตรงเมืองท่าฮาโกดาเตะยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองที่เปิดรับการค้าขายกับต่างชาติอยู่(อีกเมืองหนึ่งน่าจะเป็นโยโกฮาม่า หรือไม่ก็เมืองนางาซากิ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ) ทำให้เมืองฮาโกดาเตะค่อนข้างจะมีความเจริญและมีความเป็นฝรั่งตะวันตกค่อนข้างสูงเลยทีเดียว สังเกตุได้จากตึกรามบ้านช่องสมัยก่อนก็จะออกแนวๆยุโรปน่ะแหละ


นั่งรถรางไปเที่ยวกัน

ตึกโบราณสไตล์ยุโรป คุ้นๆเหมือนธนาคารในเรื่องโกลเด้นคามุยที่ท่านรองฮิจิกาตะมาเอาดาบคืนละนะ

บรรยากาศหลังหิมะตกหนัก

ตอนแรกก็ว่าจะมาพิพิธภัณฑ์ของชาวไอนุ แต่ดันหลงทางก็เลยมาไม่ทันเวลาปิด(ฤดูหนาวปิด 5 โมงเย็น ปิดเร็วไปมัยขอรับ)

ไว้คราวหน้าแล้วกันนะครับ

ภูเขาฮาโกดาเตะและเนินที่เดินไปถึง(ไม่แน่ใจใช่เนินดังในเรื่อง Fan Day หรือเปล่าอะนะ)

เดินไปซื้่อของฝากที่ย่านตึกแดง 金森赤レンガ倉庫

เสร็จแล้วก็ต้องมากินเบอร์เกอร์ไก่ที่ร้านลักกี้ปิแอโร่

เป็นร้านที่เปิดสาขาอยู่เฉพาะในฮาโกดาเตะเท่านั้นก็เลยต้องมากินให้ได้ละครับ (เขารับแต่เงินสดนะขอรับ)

ก็อร่อยดีนะ คล้ายๆไก่ทอดคาราเกะใส่ซอสเค็มๆหวานๆ

ขากลับผ่านศาลเจ้าลอยน้ำ 金森神社  ดูเหมือนจะขึ้นชื่อเรื่องขอพรด้านความรัก

ความรักไม่สน ขอถูกหวยดีกว่านะท่าน สาธุๆ

กลับมาถึงโรงแรมใกล้สถานีฮาโกดาเตะก็มืดซะแล้ว(หน้าหนาวนี่สี่ห้าโมงก็มืดแล้วละนะ)

    วันรุ่งขึ้นตอนเช้าผมก็เดินจากโรงแรมไปยังจุดสุดท้ายที่ท่านรองฮิจิกาตะมีชิวิต ก่อนอื่นต้องเล่าประวัติคร่าวๆของท่านรองฮิจิกาตะซะก่อน ท่านรองนี่เกิดวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1835 ในครอบครัวชาวนาในโตเกียวที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีและมีพี่น้องอยู่ 10 คน(ท่านรองเป็นลูกคนสุดท้อง แต่บ้างก็ว่าถ้าไม่นับพี่น้องที่ตายตอนคลอดหรือไม่รอดตอนเป็นเด็กทารกก็จะจัดว่าเป็นลูกคนที่ 6 ละนะ) ตอนเด็กๆพ่อแม่ของฮิจิกาตะก็เสียชีวิตไปไล่ๆกัน ฮิจิกาตะก็เลยต้องอยู่ในความดูแลของพี่ชายคนรอง ว่ากันว่านิสัยฮิจิกาตะในวัยเด็กนิสัยไม่ค่อยจะดีเท่าไร(ก็คงเป็นเพราะเป็นเด็กขาดความรักจากพ่อแม่ละนะ) ออกจะเป็นคนไม่สนใจใครแม้แต่ครอบครัว จนกระทั้งวันนึ่งเขาได้เห็นซามูไรคนหนึ่งที่ถูกให้คว้านท้องสำเร็จโทษ ฮิจิกาตะถึงกับหลั่งน้ำตาในงานศพของชายคนนั่น และนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิจิกาตะอยากเป็นนักรบซามูไร 

    ต่อมาฮิจิกาตะก็ได้พบกับ คนโดะ อิซามิ แห่งโรงฝึกชิเอกัง และก็ได้ก่อตั้งกลุ่มชินเซ็นกุมิเพื่อพิทักษ์โชกุนขึ้นในภายหลัง หลังผ่านเหตุการณ์ต่างๆนาๆ สุดท้ายคนโดะก็ได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มชินเซ็นกุมิเต็มตัว ส่วนฮิจิกาตะก็ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า เพราะฮิจิกาตะต้องทำหน้าที่ดำรงกฎเหล็กของกลุ่มชินเซ็นกุมิอย่างเคร่งครัด (ในกินทามะที่ท่านรองมักจะพูดว่าคนทำผิดต้องคว้านท้องก็เพราะตัวจริงเขาก็เป็นแบบนั้นแหละ) จนเป็นที่เกรงกลัวของคนในกลุ่มจนได้รับฉายาว่า ท่านรองปีศาจ 鬼の副長 เป็นฉายาติดตัวฮิจิกาตะไปตลอดชีวิตแหละนะ

     กาลเวลาผ่านไป เกมการเมืองก็เปลี่ยนไป สุดท้ายอำนาจของโชกุนก็หมดลง กองทัพใหม่ขององค์จักรพรรดิก็ไล่ต้อนกลุ่มกองกำลังที่เหลือของโชกุนจนคนโดะต้องยอมแพ้และถูกประหารชีวิตตัดหัวเสียบประจาน ท่านรองฮิจิกาตะเลยต้องนำกำลังที่เหลือหนีไปฮอกไกโด ฮิจิกาตะเข้ายึดป้อมห้าแฉก 五稜郭 ที่ฮาโกดาเตะ ก่อนที่กองทัพของรัฐบาลใหม่จะนำกองกำลังบุกขึ้นมาจากท่าเรือ ท่านรองก็เลยขี่ม้านำกองกำลังที่เหลืออยู่เข้าปะทะ แต่ระหว่างทางกลับโดนกระสุนปืนยิงเข้าและตกลงจากม้าเสียชีิวิต เป็นอันจบประวัติอันโลดโผนของท่านรองฮิจิกาตะไว้เช่นนี้นี่เอง (เสียชีวิตวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1869 อายุ 34 ปี)


เจอเสาหน้าท่านรองกลางหิมะ

ก็มีประวัติท่านรองเขียนอยู่นะ

ตัวป้ายจุดสุดท้ายที่ท่านรองมีชีิวิตจะอยู่เข้ามาในสวนหน่อยนะครับ


ที่ว่าเป็นป้ายบอกจุดสุดท้ายที่ท่านรองมีชีิวิตไม่ใช่ป้ายสุสานเพราะว่าไม่พบศพท่านรองละนะ หลังจากโดนยิงตกม้าก็ไม่รู้ว่าร่างหายไปไหน ป้ายหินตรงนี้เลยเป็นจุดที่ท่านรองน่าจะโดนยิงตกม้าที่ตรงนี้แหละ



หลังจากนั้นผมก็ย้อนรอยนั่งรถรางกลับไปที่ป้อมห้าแฉก 五稜郭

เดินมาสัก10กว่านาทีก็ถึง ขึ้นไปดูวิวป้อมห้าแฉกได้แต่ผมไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้ขึ้นน่ะครับ

เข้ามาในตัวอาคาร ในที่สุดก็ได้เจอรูปปั้นท่านรองฮิจิกาตะแล้ว

เสื้อผ้าท่านรองนี่ก็ใส่ชุดแบบฝรั่งตะวันตกเลยไม่ได้ใส่กิโมโนแบบญี่ปุ่นอะไรแล้ว (ผมเดาว่าในกินทามะถึงให้หน่วยชินเซ็นกุมิใส่ชุดเครื่องแบบสีดำแบบฝรั่งมากกว่าจะเป็นชุดคลุมสีฟ้าขาวแบบดั่งเดิมละนะ)

ว่ากันว่าท่านรองเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มชินเซ็นกุมิที่ยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย คนอื่นๆถ้าไม่ตายไปก่อนก็ยอมแพ้แปรพักตร์กันหมด คนถึงได้ยอมรับนับถือว่าฮิจิกาตะนี้เป็นคนจริงที่น่านับถือละนะ

รูปถ่ายท่านรอง ดูๆไปแล้วก็ค่อนข้างจะเป็นผู้ชายน่าตาดีละนะ ในมังงะอนิเมะถึงชอบวาดให้ฮิจิกาตะออกเท่ๆหล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกัน

อันนี้คงเป็นเรือที่ใช้ในการศึก


 ถ่ายคลิปไว้นิดหน่อยครับ ตามนี้เลย ->



 

สำหรับการตามรอยฮิจิกาตะก็จบละด้วยประการละชะนี้ จริงๆถ้าเข้าไปในป้อมห้าแฉกก็น่าจะมีอะไรแสดงอยู่มากกว่านี้แต่เพราะผมเองไม่มีเวลาเท่าไรก็เลยมาได้เท่านี้ละครับ แถมให้นิดหน่อย ผมเคยดูสารดีเกี่ยวกับท่านรองฮิจิกาตะโทชิโซอยู่อันหนึ่ง จับใจความได้ว่าหลังที่คนโดะตายไปแล้วท่านรองต้องมานำกองกำลังเองนี่ มีคนในกลุ่มชินเซ็นกุมิเขียนจดหมายถึงทางบ้านว่าท่านรองฮิจิกาตะนี่ใจดีห่วงใยลูกน้องยิ่งกว่าแม่แท้ๆของเขาเสียอีก เป็นไปได้ว่าจริงๆแล้วฮิจิกาตะเองอาจจะเป็นคนใจดีไม่ได้เป็นเข้มงวดโหดร้ายอะไรแบบที่ได้รับฉายาท่านรองปีศาจก็เป็นได้ เพียงแต่ว่าตอนที่คนโดะเป็นหัวหน้าหน่วยชินเซ็นกุมิ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจดีกับลูกน้อง(เห็นได้ในเรื่องกินทามะเลยนะแหละ) ฮิจิกาตะเลยต้องสวมบทบาทเป็นคนใจร้ายเข้มงวดก็เป็นได้(คล้ายๆกับ Good Cop Bad Cop นะแหละนะ มีตำรวจใจดีก็ต้องมีตำรวจใจร้าย)  พอไม่มีคนโดะแล้วเขาถึงได้แสดงนิสัยจริงๆออกมาละนะ 

Credit : Gintama

    สำหรับในเรื่องกินทามะ เขาก็จะให้ชื่อว่าฮิจิกาตะ โทชิโร่(คงเพราะมันเป็นอนิเมะล้อเลียนขำๆ ก็เลยไม่ใช่ชื่อจริงฮิจิกาตะโทชิโซอะนะ) ความหล่อความเท่ก็คงจะก็อปมาจากตัวจริงล้วนๆน่ะแหละ ส่วนเรื่องที่ชอบสูบบุหรี่กินทุกอย่างที่ราดมายองเนสนี่ก็ไม่รู้ว่าเหมือนตัวจริงหรือเปล่าอะนะ


Credit : Golden Kamuy

    สำหรับเรื่องโกลเด้นคามุย เนื่องจากในชีวิตจริงเราไม่พบศพของท่านรองฮิจิกาตะ มันก็มีข่าวลือบางสายว่าท่านรองอาจจะมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ ในเรื่องโกลเด้นคามุยผู้แต่งก็เลยเขียนบทให้ฮิจิกาตะยังไม่ตายและถูกจับไปอยู่ในคุกอาบาชิริ ก่อนจะกลายเป็นผู้นำฝ่ายนักโทษแหกคุกที่ออกตามหาทองคำที่ซ่อนอยู่ ภาพลักษณ์ของฮิจิกาตะในเรื่องก็จะเป็นซามูไรเฒ่าที่ยังเก๋าอยู่ ในบางฉากก็จะแสดงให้เห็นความเฉียบขาดสมฉายาท่านรองปีศาจ หรือบางทีก็แสดงความห่วยใยลูกน้อง มีความอ่อนโยนที่มีให้กับเด็กๆเล็กๆ ซึ่งผมว่าเป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจดีครับ

 

ส่งท้ายขายของอีกเช่นเคย ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย ->

Thumbnail Seller Link
4 Ears 5 Eyes Monster Tale ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย
Ataya P
www.mebmarket.com
จากตำนานเล่าขานแมงสี่หูห้าตาของชาวล้านนา สู่เรื่องราวในฉบับนวนิยายที่เรียบเรียงใหม่ให้มีความสมจริง สนุกสนาน อ่านได้สนุกทุกเพศทุกวัย เชิญลองมาอ่านกันเน...
Get it now

ซื้อที่กูเกิลบุ๊ค -> ตรงนี้ <-