แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ scifi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ scifi แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime No.86 : 86 エイティシックス

 สวัสดีครับ สำหรับเรื่องที่จะรีวิวเป็นเรื่องที่ 86 นี่ก็จะเป็นเรื่องไหนไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่อง 86 (ไม่ได้กวนอะไรนะครับ มันชื่อ 86 エイティシックス จริงๆ) ซึ่งแท้ๆแล้วผมก็ล็อกเอาไว้รีวิวเป็นเรื่องที่ 86  นี่แหละ เฮอๆ ว่าแล้วก็มาลองดูกันเลยครับ

 


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวสงครามระหว่างสาธารณรัฐซานแม็กโนเลียกับอานาจักรไกแอด โดยไกแอดได้ใช้จักรกลหุ่นยนต์ที่เรียกว่า"ลีเจี้่ยน"ในการรุกรานสาธารณรัฐซานแม็กโนเลีย แม้ตอนแรกทางซานแม็กโนเลียจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่ก็มีการสร้างยานขับจักรกลของตัวเองเรียกว่า"จากาน๊อต"โดยมีการบังคับคนกลุ่มน้อยจากเขต 86 ให้มาเป็นคนขับ และบอกกับประชาชนว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างมาจากหมู!! จึงไม่ต้องสนใจว่าพวก86จะเป็นจะตายอย่างไร พันตรี วลาดีเลน่า มิลเลเซ่ (ชื่อเล่นเลน่า) ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น"แฮนด์เดอร์ล"ผู้ควบคุมสื่อสารผ่านทางเสียงกับผู้บังคับจากาน๊อต แม้จะรู้สึกขัดแย้งที่รู้ว่ายังไงๆคนพวกนี้ก็เป็นมนุษย์แต่ยังคงต้องทำหน้าที่แฮนด์เดอร์ลต่อไป จนเธอได้มาเป็นแฮนด์เดอร์ลของหน่วย"สเปียร์เฮด" หน่วยที่เก่งที่สุดของพวก 86 และได้ทำความรู้จักกับ ชิเน โนเซ็น หัวหน้าหน่วยผู้เก่งเกจฉายา"อันเดอร์เทคเกอร์=สัปเร่อ" แม้ทั้งคู่จะไม่เคยเห็นหน้าตากันจริงๆแต่ก็ได้พูดคุยกันผ่านทางวิทยุสื่อสารจนเริ่มเกิดความสัมพันธ์กันในสงครามอันโหดร้ายนี้นี่เอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวไซไฟสงครามจักรกล ตัวเซ็ตติ้งของโลกของโลกก็ทำออกมาได้ดีมาก ความลึกซึ่้งของเนื้อหาก็กินใจและสะท้อนถึงพิษภัยของสงครามด้วย ผมคิดว่าเขาน่าจะเอาเรื่องราวจากสงครามโลกครั้งที่สองมาเป็นแนวในการเขียนบทอยู่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องการยกชนชาติตนเหนือกว่าคนอื่นและด้อยค่าชนชาติอื่นให้ต่ำกว่าตน (ก็เหมือนพวกนาซีเยอรมันที่ทำกับคนยิวนั่นแหละ หรือก็อาจจะเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมที่ตอนนั้นเกณฑ์คนจากประเทศใต้อาณัติมารบแทนด้วย)  เรื่องราวระหว่างเลน่ากับอันเดอร์เทคเกอร์นี่ก็เป็นเรื่องราวที่งดงามและตราตรึงใจมากๆ(เพราะทั้งคู่ไม่ได้เจอกันเลยได้ยินแต่เสียงละนะ) ด้านงานภาพสวยงาม ฉากแอ๊คชันก็ทำได้ดี ดนตรีก็เร้าอารมณ์ได้ดีทีเดียว คนชอบแนวไซไฟสงครามจักรกลก็น่าชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยากละครับ


ข้อด้อย:

      เนื่องจากเนื้อเรื่องเป็นแนวสงครามจึงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะโหดร้ายและหดหู่อยู่พอสมควร ก็เลยจะไม่เหมาะกับคนดูที่เป็นเด็กๆละนะ อีกอย่างคือดูๆไปมักจะมีตอนรีแคป(เล่าย้อน)อยู่สองสามตอน คงเป็นเพราะตอนออกฉายคงมีเหตุให้หยุดออกอากาศอยู่บ่อยๆ เลยต้องมีตอนเล่าย้อนอยู่เรื่อยๆ (จะข้ามไปก็ได้อะครับ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลักเท่าไรหรอก) พอดูจบดูเหมือนในไลท์โนเวลจะมีต่อ แต่อนิเมะดูเหมือนจะจบอยู่เท่านี้แหละครับ 

     กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟสงครามจักรกล เนื้อหาลึกซึ้งกินใจเตือนภัยสงคราม ใครชอบแนวนี้ก็ลองหามารับชมได้ครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime No.85 : Full Metal Panic ! フルメタル・パニック!

 สวัสดีครับ สำหรับเรื่องที่จะรีวิวในวันนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนชาวต่างชาติเคยแนะนำให้ดูเมื่อนานมาแล้ว มันแปลกตรงที่ว่าไอ้เพื่อนคนนี้นี่ไม่รู้จักการ์ตูนดังๆหลักๆอย่างดราก้อนบอล คนเก่งฟ้าประทาน โดราเอม่อน แต่ดันรู้จักเรื่องนี้ซะงั้น(อาจจะเพราะต่างประเทศไม่ได้ฉายการ์ตูนเหมือนไทยละนะ) ผมเองพึ่งนึกออกก็เลยลองหามาดูช่วงนี้แหละ เรื่องที่ว่าก็คือ Full Metal Panic ! フルメタル・パニック! มาลองรีวิวกันนะครับ


 

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ จิโดริ คานาเมะ  สาวน้อยมัธยมโรงเรียนจินไดที่ถูกผู้ก่อการร้ายหวังจะลักพาตัว หน่วยมิทริลผู้พิทักษ์ความสงบของโลกจึงส่งทหารรับจ้าง เมลิซ่า เมา  หัวหน้าหน่วย ครูซ เวบเบอร์ มือแม่นปืน และ โซซุเกะ ซาฮาระ หน่วยกล้าตายซึ่งอายุใกล้ๆกับจิโดริ จึงทำหน้าที่แฝงตัวเข้าไปคอยอารักขาเธอโดยไม่ให้รู้ตัว แต่เพราะโซซุเกะไม่เคยใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเลยมักจะทำอะไรที่เกินเลยไปหน่อยจนทำให้จิโดริต้องปวดหัวอยู่เป็นประจำ

 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวแอ็คชันไซไฟผสมกับแนวรอมคอม มีการใช้ AS (Arm Slave) หุ่นยนต์ที่ขับมาสู้กันได้อารมณ์เหมือนกันดัม บรรยากาศในเรื่องก็จะคล้ายกับโลกปัจจุบันที่สงครามเย็นยังคงดำเนินอยู่ ในเรื่องมีผู้ก่อการร้าย องค์กรทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอะไรหลายๆอย่างที่ให้ความสมจริงและมีมิติ ส่วนของมุกรอมคอมก็ว่าขำๆดีละนะ เขาคงจะใส่มาให้ตัดอารมณ์ไม่ให้เครียดเกินไปนะแหละ ส่วนตัวผมให้คะแนนของส่วนไซไฟส่วนของแม็คคานิกส์เยอะกว่าละนะ ถือว่าทำได้ดีทีเดียว 


 

ข้อด้อย:

    ต้องบอกก่อนว่าภาคแรกเนี่ยเป็นแนวแอ็คชัน แต่พอภาคสองกลายเป็นแนวรอมคอมตลกโป๊กฮาล้วนๆเลย ภาคสามภาคสี่ถึงกลับเป็นแอ็คชันดร่ามา(สปอลย์นิดหน่อย ภาคสี่นี่มีมาไทยด้วยนะ แถมยังเอาเรื่องจริงของตำรวจไทยไปเล่นซะอีก เฮอๆ) ตัวเนื้อเรื่องอาจจะเป็นประเภทเจ้าหญิงโดนลักพาตัวแล้วเจ้าชายต้องตามไปช่วยอยู่มากเกินไปซะหน่อย ฉากแอ็คชันทำได้ดีแต่ก็อาจจะโหดไปสำหรับเด็กๆด้วยละนะ

    กล่าวโดยสรุป ใครที่ชอบแนวไซไฟหุ่นยนต์รบแบบสมจริงหน่อย หรืออนิเมะแนวแอ็คชันยุค 90 ที่สมจริงสมจังหน่อยเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องที่คุณน่าจะชอบได้ไม่ยาก ลองหามารับชมได้นะครับ แถมท้ายอีกนิดหนึ่ง มันจะตัวมาสคอตโมฟุ(モッフル)ที่อยู่ในเรื่องนี้แล้วมันก็ไปโผล่ในเรื่อง Amagi Brilliant Park ด้วย เพราะว่าสตูดิโอที่ทำอนิเมะนี่คือเกียวอนิ Kyoto Animation Studio เจ้าเดียวกันนั่นแหละครับ (ณ.วันที่เขียนบล็อกนี่เรื่องนี้ออกมาสี่ภาค ภาคห้าไม่ทราบว่ามาเมื่อไรแต่ดูเหมือนจะมีภาคสปินออฟมาก่อนนะครับ)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

Anime No.80 : Sword Art Online ソードアート・オンライン

 สวัสดีครับ พูดถึงกระแส AI ที่กำลังมาแรง จนใครหลายๆคนก็กังวัลกันว่าสักวันมันจะครองโลกทำคนตกงานกันหรือเปล่า ผมว่ามันก็ไม่แน่หรอกนาย เอาเป็นว่าวันนี้เรามาดูอนิเมะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และเมตาเวิร์สกันบ้างดีกว่า นั่นก็คือเรื่อง Sword Art Online ソードアート・オンライン (เรียกย่อๆว่า SAO) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี 2022 เมื่อมีการเปิดตัวเกมสวมบทบาทออนไลน์เสมือนจริง(VRMMORPG)ชื่อ Sword Art Online ซึ่งผู้เล่นจะสวมอุปกรณ์ที่เรียกว่าเนิร์ฟเกียร์ NerveGear และจะสามารถเข้าสู่เกมได้โดยใช้ความรู้สึกนึกคิดในการควบคุมตัวละคร ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ในการเปิดตัวเกมอย่างเป็นทางการ มีผู้เล่นเกือบ 10000 คนล็อกอินเข้าเกม ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ คายาบะ อากิฮิโกะ ผู้สร้างเกมและเนิร์ฟเกียร์จะโพล่ออกมาในเกมและบอกว่าต่อจากนี้ผู้เล่นทุกคนจะล็อกเอ้าท์ออกจากเกมไม่ได้ และจะต้องเอาชนะบอสที่อยู่ชั้นที่100ของหอคอยไอคราดถึงจะออกจากเกมได้และถ้าหากผู้เล่นคนไหนเกิดตายในเกม ในชีวิตจริงก็จะถูกคลื่นไมโครเวฟจากเนิร์ฟเกียร์ทำลายสมองตายไปด้วยเช่นกัน ท่ามกลางความโกลาหล ผู้เล่นคนหนึ่งชื่อ"คิริโตะ"ซึ่งเคยเป็นผู้เล่นทดสอบระบบเกมก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวหาทางรอดจากเกมมรณะนี้ไห้ได้นั่นเอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นอนิเมะแนวไซไฟแนวพจญภัย(หรือจะว่าเป็นแนวไปต่างโลกในเกมก็ว่าได้) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะดังทีเดียว ผมคิดว่ามาร์คซักเกอร์เบิร์กเองอาจจะได้ดูเรื่องนี้แล้วก็ได้แรงบันดาลใจอยากจะพลักดันเรื่อง Metaverse ให้เป็นจริงก็ได้ (แต่มันก็แป้กละนะ เพราะเทคโนโลยีมันยังไม่ถึงน่ะแหละ) โดนส่วนตัวผมชอบไอเดียเรื่องระบบ VR ในเรื่องรวมถึง AI ที่จะมีการกล่าวถึงในภาค Alicization ซึ่งค่อนข้างจะเป็นไอเดียที่ตรงกับ AI ในโลกความเป็นจริงของเราอยู่พอสมควร ไม่แน่ว่าสักวัน ChatGPT ก็อาจจะกลายเป็นเหมือน AI ในเรื่องก็เป็นได้ สำหรับเรื่องงานภาพก็ถือได้ว่าสวยงามดี ฉากแอ็คชันก็อลังการ เพลงเปิดปิดก็ไพเราะแล้วก็ดังพอๆกับตัวอนิเมะละนะ

ข้อด้อย :

    ปัญหาน่าจะอยู่ที่การเดินเรื่องที่บางทีรู้สึกเหมือนคนเขียนบทขี้เกียจเขียนต่อก็หักมุมให้เรื่องมันคลี่คลายไปอีกทางซะงั้น แถมพอเรื่องดำเนินไปก็กลายเป็นอนิเมะแนวฮาเร็มซะอีก เพราะมีแต่ตัวละครหญิงโผล่มาติดพันคิริโตะเยอะแยะเต็มไปหมด (ในชีวิตจริงมันจะมีผู้หญิงที่ไหนมาเล่นเกมเยอะแยะอะไรขนาดนั่นเชียว) สงสารก็แต่นางเอกที่นอกจากบทบาทจะจางลงๆ ก็ยังมักจะโดนลวนลามเป็นฉากเซอร์วิสคนดูซะงั้น(ซึ่่งก็ไม่เห็นจะจำเป็นขนาดนั้นละนะ) 

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นแนวไซไฟแฟนตาซีที่ผสมเกมออนไลน์ เมตาเวิร์ส และAIเข้าไปได้อย่างลงตัว ส่วนตัวผมคิดว่าด้วยความดังของเรื่องSAOนี่แหละที่ทำให้เกิดกระแสอนิเมะแนว"ต่างโลก" 異世界 มันบูมขึ้นมาในระยะหลังๆ (ก็ว่าเลียนแบบ SAO กันนี่แหละ ถ้าตัวเอกเรื่องไหนใส่ชุดสีดำถือดาบใหญ่ๆนี่มันก็คือโคลนของคิริโตะละนะ เฮอๆ ) ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ก็อาจจะมีเรื่องของการติดเกมมากเกินไป หรือการแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือเกมอันไหนคือโลกจริงๆ ซึ่งก็เป็นปัญหาของเด็กยุคนี้ด้วยละนะ สำหรับอนิเมะเรื่องนี้ก็ออกมาหลายภาค มีภาคแยกนู้นนั่นนี่เต็มไปหมด ผมเองก็หามาดูได้ไม่หมดหรอกครับ ถ้าสนใจยังไงก็ลองหามาดูกันได้นะครับ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

Anime No.77 : Trigun Stampede トライガン・スタンピード

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ก็ว่างเว้นจากการแนะนำอนิเมะแนวไซไฟไปพอสมควร(หลังๆมันก็มีแต่แนวไปต่างโลกกับแนวรอมคอมอะนะ) วันนี้ก็เลยไปลองหาอนิเมะแนวไซไฟที่อยากจะแนะนำมารีวิวกัน ก็เลยได้มาเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ Trigun Stampede トライガン・スタンピード เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของนักข่าวรุ่นพี่ โรเบิร์ต เดอ เนโร กับนักข่าวสาวรุ่นน้องจอมเหวี่ยง เมริล สเตริฟ ที่เผอิญดวงซวยไปเจอกับ วาซ เดอะ สแตมพีค มือปืนระดับพระกาฬผู้มีค่าหัวถึง 6 หมื่นล้านดับเบิลดอลล่า ทุกๆที่ที่เขาไปจะต้องเจอกับหายนะจนได้รับฉายาว่า Humanoid Typhoon (มนุษย์หายนะระดับไต้ฟุ่น) หลังผ่านเหตุการณ์ต่างๆในที่สุดทั้งสามคนก็ออกเดินทางไปที่ต่างๆด้วยกันพร้อมกันต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักล่าที่ต้องการค่าหัวของวาชไปด้วยนั่นเอง

 




ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวไซไฟแอคชันที่รีเมคมาจากอนิเมะไตรกันซึ่งโด่งดังมากในยุคประมาณปี 2000 (ผมเองก็เคยดูแล้วก็มีมังงะครบด้วยแหละ) ตัวเนื้อเรื่องก็อาจจะไม่เหมือนต้นฉบับซะทีเดียวแต่ก็ยังเดินตามโครงเรื่องเดิมอยู่ละนะ พูดถึงตัวคุณภาพของอนิเมะแล้วต้องบอกว่าสุดยอดมากเพราะเป็นอนิเมะแบบ 3D ตูนเชดที่เคลื่อนไหวได้เนียนตาระดับที่เรียกได้ว่าดีกว่าภาพยนต์3Dของทางฝั่งฮอลลิวูดดังๆหลายเรื่องด้วยซ้ำ ฉากแอ๊คชันก็ทำได้ดีทีเดียว เรียกว่าคนที่เคยดูไตรกันฉบับดังเดิมมาดูแล้วก็คงไม่ผิดหวังละนะ


 

ข้อด้อย:

     สำหรับข้อด้อยก็คงเป็นรายละเอียดบางอย่างที่มันขาดหายไปพอสมควร เพราะอนิเมะฉบับดังเดิมนี่มีหลายตอนก็เลยมีรายละเอียดอะไรใส่มาได้เยอะ แต่พอรีเมค(อาจจะเพราะงบทำอนิเมะสมัยนี้มันไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อก่อน)จำนวนตอนก็เลยเหลือน้อยลง ตัวละครเอย รายละเอียดบางอย่างก็พลอยโดนลดหายไปด้วยโดยปริยายละนะ (อีกอย่างที่ขัดใจคือทรงผมไม้กวาดหัวตั้งของวาชมันก็ดันเป็นทรงนกหัวจุกเปียกน้ำไปแทนอะนะ) 

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้คงเหมาะสำหรับคนที่ชอบแนวแอ็คชันไซไฟ คนที่เคยดูไตรกันมาแล้วก็กลับมาดูได้ไม่มีปัญหา สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมนี่คนที่จะดูน่าจะฟังภาษาญี่ปุ่นออกสักหน่อยเพราะทีมพากย์ค่อนข้างจะพากย์เร็วแล้วก็ซับซ้อน(อารมณ์เหมือนอนิเมชันพิกซ่าเลยนะแหละ) ถ้าคุณมัวแต่อ่านซับนี่จะไม่ทันได้ดูภาพแน่ๆ นอกนั้นก็ดีหมดละครับ ลองหามารับชมกันได้ (ภาคจบจะมาประมาณปีหน้านะครับ )

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568

Anime No.68 : Bullbuster ブルバスター

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ก็มีเริ่มมีข่าวการกลับมาระบาดหนักอีกครั้งของปลาหมอคางดำ รวมถึงความหนักหนาสาหัสของมลพิษ PM2.5 มันก็ทำให้นึกได้ว่าจริงๆมันเป็นภัยพิบัติตามธรรมชาติหรือมีเงามืดอะไรบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังอยู่หรือเปล่า ก็เลยทำให้นึกถึงอนิเมะเรื่องหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือเรื่อง  Bullbuster ブルバスター เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นที่เกาะริวกังชิม่าเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เมื่อมีเหตุแก็สพิษประหลาดปกคลุมไปทั่วเกาะพร้อมการพบเห็น"สัตว์ยักษ์"สัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนจะกลายพันธุ์ไปเพราะแก็สพิษนั่นเอง สัตว์ยักษ์เหล่านั้นได้เข้าทำร้ายชาวบ้านที่อยู่อาศัยในเกาะจึงทำให้ต้องมีการอพยพออกจากเกาะทำให้เกาะริวกังชิม่ากลายเป็นเกาะร้างไป ชาวบ้านจึงได้จ้างวานบริษัทนามิโทเมะบริษัทเล็กๆที่ใช้หุ่นยนต์ขนาดใหญ่ให้มาช่วยกำจัดและตรวจหาสาเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด เท็สซึโร่ โอคิโนะ วิศวกรหนุ่มผู้ออกแบบหุ่นบูลบัสเตอร์จึงได้โอกาสร่วมงานกับพนักงานบริษัทนามิโทเมะเพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านนั่นเอง


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวไซไฟหุ่นยนต์ยักษ์สู้กับสัตว์ประหลาด ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบดีไซน์ของบูลบัสเตอร์เพราะว่ามันดูจะเป็นหุ่นยนต์ที่เป็นไปได้ที่สุดสำหรับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน ถ้าจะเป็นหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ที่คนขึ้นไปบังคับได้ก็น่าจะประมาณเหมือนในเรื่องนี้ละครับ(ถ้าเป็นแบบกันดัมหรือพวกที่สัดส่วนเหมือนคนไปเลยมันดูจะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไรในเชิงวิศวกรรมอะนะ) อีกส่วนหนึ่งที่ดีในเรื่องก็คงเป็นเรื่องที่สะท้อนการดำเนินการของบริษัทเล็กๆในญี่ปุ่นซึ่งจะทำอะไรทีก็ติดเรื่องงบประมาณบ้างละ ติดต้องเดินเรื่องไปทางบริษัทแม่บ้างละ เรื่องของพนักงานแต่ละคนที่มีเรื่องมีราวคล้ายๆกับจะเจอได้ในชีวิตจริง ผมเองก็เคยทำงานในบริษัทญี่ปุ่นที่คล้ายๆกับในเรื่องก็เลยค่อยข้างจะอินหน่อยๆเพราะเขาถ่ายทอดมาได้ค่อนข้างจะตรงทีเดียว(ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเองก็เหมือนตัวเอกที่ไม่ได้ชอบวัฒนธรรมการทำงานแบบเก่าๆของคนญี่ปุ่นด้วยละนะ)

ข้อด้อย:

    ตัวเนื้อเรื่องเองไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ดูๆไปสักพักก็น่าจะพอเดาได้ว่าใครเป็นตัวต้นเหตุละนะ ตอนท้ายๆเรื่องดูจะรู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันอีหยังวะไปสักนิดแต่ก็คงหยวนๆแหละ อีกประเด็นก็คงเป็นตัวหุ่นยนต์เนี่ย CG ดูดีนะแต่ตัวสัตว์ประหลาดทำออกมาดูหยาบๆไปสักหน่อย ไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่าไร

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี่ก็คงเหมาะสำหรับคนที่ชอบแนวไซไฟหุ่นยนต์ที่สมจริงหน่อยไม่เวอร์เกินไป ผมรู้สึกว่ามันให้อารมณ์คล้ายๆกับ Patlabor อยู่นิดๆนะ ใครชอบแนวๆนี้ก็ลองหามารับชมได้นะครับ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ก็มีออกมาหนึ่งซีซันนะครับ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Anime No.61 : Blue Archive The Animation ブルーアーカイブ

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีแต่ข่าวชาวไทยติดหนี้กันอ่วม จนดูเหมือนหนี้สาธารณะของเราสูงถึง 120% ต่อ GDP กันแล้ว (คิดแบบชาวบ้าน ตอนนี้คนไทยทำมาหากินมาได้ร้อยบาทต้องจ่ายหนี้ร้อยยี่สิบ เท่ากับรายได้ติดลบยี่สิบบาทอะนะ) ก็เลยคิดถึงอนิเมะที่เกี่ยวกับเรื่องหนี้สินที่พึ่งดูไปเมื่อไม่นานมานี้ นั่นก็คือเรื่อง Blue Archive The Animation ブルーアーカイブ เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเริ่มต้นที่ ชิโรโกะ ซุโนโอคามิ สาวน้อยผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกสภานักเรียนแห่งโรงเรียนอาบิโดส โรงเรียนที่กำลังประสบปัญหาติดหนี้สินมหาศาลและกำลังจมอยู่ในกองทะเลทรายที่รุกคืมมาเรื่อยๆ ส่งผลทำให้มีนักเรียนเหลืออยู่แค่ห้าคน ระหว่างที่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนชิโรเกะได้พบกับชายคนหนึ่งกำลังจะเป็นลมแดด เมื่อชิโระโกะพาไปที่โรงเรียนจึงทราบว่าชายคนนี้คือ เซนเซ คุณครูที่ถูกส่งจากซาเล่ต์องค์การนักเรียนเพื่อมาช่วยเหลือกู้สถานการณ์ที่เลวร้ายของทางโรงเรียน ทั้งหกคนก็เลยต้องทำทุกวิธีทางเพื่อจะรักษาโรงเรียนอาบิโดสเอาไว้ให้ได้


ความคิดเห็น:

    ก่อนอื่นต้องบอกว่าอนิเมะเรื่องนี้เป็นอนิเมะที่สร้างมาจากเกม คนที่ไม่เคยเล่นเกมนี้(อย่างข้าพเจ้า)ก็อาจจะไม่รู้รายละเอียดหรือที่มาที่ไปมากนัก เท่าที่ดูก็น่าจะเป็นแนวกลยุทธใช้เหล่านักเรียนสาวๆมายิงกันนะแหละนะ อย่างไรก็ดีตัวเนื้อเรื่องของอนิเมะก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ตัวละครมีเรื่องราวและความสัมพันธ์กันในแนวอนิเมะโรงเรียนสาวน้อย ตัวภาพสวยงาม ฉากแอ็คชันก็พอดูได้ ตัวละครก็น่ารัก(แนวสาวน้อยโมเอะทั้งหลายแหละ) สาวๆแต่ละคนมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ก็เรียกได้ว่าคนที่ไม่เคยเล่นเกมก็คงจะดูได้เพลินๆไม่เสียหายอะไร

ข้อด้อย:

    เนื่องจากเป็นเซ็ทติ้งที่มาจากเกมก็เลยอาจจะมีหลายๆอย่างไม่อยู่ในหลักเหตุผลเท่าไร เช่น ทำไมต้องให้นักเรียนมาตีกันด้วย หรือไม่มีผู้ใหญ่คนไหนมาช่วยเด็กๆปลดหนี้บ้างเลยรึอย่างไร เรียกได้ว่าถ้าไม่คิดอะไรมากปล่อยผ่านๆไปก็คงดูสนุกขึ้นละนะ แต่ผมว่าคนที่เล่นเกมนี้มาก่อนก็คงจะอินกับอนิเมเรื่องนี้มากกว่าคนที่ไม่เคยเล่นแน่ๆแหละ

    กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณชอบเกม Blue Archive ก็น่าจะชอบอนิเมะด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นอย่างผมก็คงจัดให้อยู่ในแนวไซไฟแฟนตาซีบวกแนวสาวน้อยฮาเร็ม(เพราะมีคุณครูเป็นผู้ชายอยู่คนเดียวในโรงเรียนหญิงล้วนอะนะ) เนื้อเรื่องอาจจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไรแต่ก็พอดูรู้เรื่อง มีตัวละครน่ารักๆหูหมาหูแมวเยอะแยะ ถ้าชอบแนวๆนี้ก็ลองหามาดูกันได้นะครับ 

ส่งท้ายขายของครับ ตำนานแมงสี่หูห้าตาฉบับนวนิยาย ->

 

Thumbnail Seller Link
4 Ears 5 Eyes Monster Tale ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย
Ataya P
www.mebmarket.com
จากตำนานเล่าขานแมงสี่หูห้าตาของชาวล้านนา สู่เรื่องราวในฉบับนวนิยายที่เรียบเรียงใหม่ให้มีความสมจริง สนุกสนาน อ่านได้สนุกทุกเพศทุกวัย เชิญลองมาอ่านกันเน...
Get it now

ซื้อที่กูเกิลบุ๊ค -> ตรงนี้ <-


วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

Anime No.60 : A Certain Scientific Railgun とある科学の超電磁砲

สวัสดีครับ ช่วงนี้ไถ่ติ๊กต็อกไปก็มักจะเจอเพลง Only My Railgun อยู่บ่อยๆ ว่าแล้ววันนี้ก็เลยจะมารีวิวอนิเมะเรื่องที่เพลงนี้เป็นเพลงเปิดกันดีกว่า นั่นก็คือ  A Certain Scientific Railgun とある科学の超電磁砲 (ชื่อภาษาไทย เรลกันแฟ้มลับคดีวิทยาศาสตร์) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ

 


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองแห่งการศึกษา สถานที่ที่รวมโรงเรียนสถาบันวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเหล่ามนุษย์ที่มีพลังเหนือมนุษย์ หนึ่งในนั่นคือ  มิโคโตะ มิซากะ สาวน้อยผู้มีพลังระดับเลเวล5 ผู้สามารถควบคุมไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์และยิงเรลกัน(ปืนพลังแม่เหล็กไฟฟ้า)ที่มีพลังทำลายล้างสูงได้จนติดอันดับ 3 ในสุดยอดระดับเวเวล5ทั้งเจ็ดคนได้  โดยเธอเองก็มีรุ่นน้อง คุโระโกะ ชิราอิ ผู้มีพลังในการเทเลพอร์ทคอยตามติดเป็นคู่หู และยังมี คายาริ อุยฮารุ สาวน้อยเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลและ รุยโกะ ซาเต็น สาวน้อยเลเวล0ที่ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรแต่คอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ทั้งสี่คนต้องคอยสืบสวนและแก้ปัญหาที่เกียวเนื่องกับผู้มีพลังเหนือมนุษย์นั่นเอง 



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวแอ็คชันไซไฟแนวพลังเหนือมนุษย์ ผมว่าเรื่องมันก็จัดได้อยู่ในประเภทอนิเมะผู้มีพลังจิตเหมือนที่ฮิตๆกันช่วงปี90ปลายๆ (อ่านได้ตรงนี้) เรื่องราวมีการวางพล็อตได้ซับซ้อน ตัวดีตัวร้ายก็ไม่ได้ดีสุดๆร้ายสุดๆก็สลับๆกันไป ตัวละครก็มีพัฒนาการไปเรื่อยๆ ก็ว่าดูได้สนุกดีครับ งานภาพสวยงาม ฉากแอ็คชันก็ทำได้ดีสวยงามอลังการ คนทีชอบแนวไซไฟหรือแนวพลังจิตพลังเหนือมนุษย์ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยากละครับ

ข้อด้อย:

    สำหรับคนที่เป็นแฟนมาร์เวลพอดูเรื่องนี้แล้วก็อาจจะรู้สึกได้ว่ามันเหมือน X-Men เวอร์ชันสาวน้อยมัธยมญี่ปุ่นJKอยู่เหมือนกัน อย่างมิซากะนี่ก็คือเหมือนแม็กนิโตเลย คุโรโกะก็เหมือนไนท์ครอเลอร์เป็นต้น อีกเรื่องก็ตัวเนื้อเรื่องบางตอนมันก็ดาร์กๆไปหน่อย ถ้าให้เด็กๆเล็กๆดูก็คงจะไม่เหมาะสมเท่าไรละนะครับ

    กล่าวโดยสรุป สำหรับอนิเมะเรื่องนี้ก็จัดได้ว่าเป็นอนิเมะชื่อดัง เพลงประกอบก็ดัง มีภาคต่อภาคแยกมากมาย (รวมถึงเรื่อง INDEX คัมภีร์คาถาต้องห้าม) ผมเองก็ตามดูไม่หมดหรอกครับ แต่คิดว่าโดยรวมแล้วก็จัดเป็นจักรวาลเรลกันเหมือนกับจักรวาลมาร์เวลอะนะ ใครกำลังหาอนิเมะแนวไซไซแนวพลังเหนือมนุษย์ก็ลองหามาดูกันได้นะครับ น่าจะชอบกันน่ะแหละ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 14 : มาครอสกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริง 現実の歴史とマクロス

 สวัสดีครับ วันนี้ก็กลับมาพูดถึงอนิเมะเรื่องโปรดของผมกันอีกครั้งนั่นคือเรื่องมาครอส วันนี้ก็จะขอรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่ผมคิดว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อเนื้อเรื่องของมาครอส เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาดูกันเลยครับ

*** Spoiler Alert !! มีการสปอยล์เนื้อเรื่องด้วยนะครับ ใครยังไม่ได้ดูมาครอสครบทุกภาคก็ไปดูกันก่อนได้เลย อนึ่งเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ถูกผิดไม่ถูกใจประการใดก็ต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วย

 



1. สงครามเย็นกับมาครอส

    เนื่องด้วยมาครอสภาคแรกนี่ถูกสร้างขึ้นประมาณช่วงเวลาที่สงครามเย็นใกล้ๆจะจบ(มาครอสออกฉายปี 1982 ส่วนโซเวียตล่มสลายประมาณปี 1991) ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นได้ว่าพวกมนุษย์ต่างดาวชาวเซ็นทราดี้นี่จะออกแนวบ้าสงคราม ไม่มีวัฒธรรมของตัวเอง ไม่รู้จักดนตรีการบันเทิงเริงรมย์ ผมเลยพออนุมาณได้ว่าเขาออกแบบเซ็นทราดี้ให้เป็นตัวแทนของพวกคอมมิวนิสต์นี่แหละ เพราะภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์นี่คือการไม่เอาวัฒนธรรมไม่เอาศาสนาใดๆ (นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขมรตอนที่เขมรแดงเรืองอำนาจก็กวาดล้างแหล่งวัฒนธรรมของตัวเองจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เลย ตอนนี้ถึงชาวกัมพูชาจะพยายามจะฟื้นคืนวัฒนธรรมตัวเองขึ้นมาแต่ก็สับสนไปแล้วว่าวัฒนธรรมตัวเองดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นยังไงกันแน่ เขาถึงชอบมาเครมของบ้านเราเอานี่แหละ) อีกอย่างหนึ่งถ้าดูเครื่องแบบของพวกเซ็นทราดี้ให้ดีก็จะเห็นว่ามันออกโทนเขียวๆแดงๆ เทาๆ ซึ่งก็เป็นโทนเดียวกับเครื่องแบบของทหารโซเวียตนะแหละ(ซึ่งผมว่าพวกซีออนในเรื่องกันดัมก็ดูจะใส่โทนนี้เหมือนกันนะ) ซึ่งแน่นอนพวกมนุษย์โลก UN Spacy ก็จะเป็นตัวแทนของโลกเสรี เรามีวัฒธรรมทั้งภาพยนต์ ดนตรี ไอดอล เหมือนกับที่พวกอเมริกันพยายามสร้างภาพขายของ American Pop Culture ในช่วงสงครามเย็น  ซึ่งในเนื้อเรื่องตอนจบพวกเซ็นทราดี้ก็จะยอมแพ้และเข้าร่วมกับพวกมนุษย์ คล้ายๆกับเป็นการทำนายว่าสุดท้ายสงครามเย็นจะจบลงและฝ่ายโลกเสรีจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งสุดท้ายกำแพงเบอร์ลินก็ถูกทำลาย(ปี1989) โซเวียตก็ล้มสลายตามลงมาจริงๆ (หรือจะมองว่ามาครอสเป็นโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งของอเมริกากับญี่ปุ่นที่ร่วมมือกันก็อาจจะมองได้อะนะ แต่เรื่องแนวไซไฟหุ่นยนต์รบสมัยนั้นก็มาแนวๆนี้แหละอย่างกันดัมเป็นต้น) 



 

2. เหตุการณ์รอสเวลกับมาครอส

     ประมาณปี 1947 มีเหตุการณ์ยานบินประหลาดตกที่รอสเวลรัฐนิวแม็กซิโกในบริเวณฐานทัพอากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา จนเป็นข่าวล่ำลือกันว่าที่ตกนั้นเป็นยาน UFO จากต่างดาวและนั่นเองเป็นสาเหตุให้อเมริกามีเทคโนโลยีการบินและการทหารล้ำหน้ากว่าชาติอื่นๆเพราะได้ชำแหละซากยานอวกาศแล้ววิเคราะห์เอาเทคโนโลยีมนุษย์ต่างดาวมาใช้งาน แม้ภายหลังทางกองทัพจะออกมาปฎิเสธว่าเป็นเพียงบอลลูนวิเคราะห์สำรวจสภาพอากาศตกก็เหอะ แต่ชาวบ้านก็จินตนาการไปไหนต่อไหนกันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ที่รอสเวลนี่ก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับยานมาครอสที่เป็นยานต่างดาวที่ตกลงมาบนโลกเช่นกัน และทำให้มนุษย์ชาติรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีิวิตต่างดาวที่ทรงภูมิปัญญาร่วมถึงยังเอาเทคโนโลยีจากยานมาครอสมาพัฒนาอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆจนได้เป็นเครื่องบินรบแปลงร่างได้อย่าง Valkyrie VF0 (ปรากฎตัวในมาครอสเซโร่) โดยเขาจะใช้ศัพท์การเอาเทคโนโลยีต่างดาวมาเป็นของตัวเองอย่างนี้ว่า Over Technology ซึ่งก็น่าจะมีที่มาจากเรื่องมาครอสนี่แหละครับ  



 3. ระเบิดนิวเคลียร์กับมาครอส

    อย่างที่ทราบกันว่า(ณ.ตอนที่เขียนบทความนี้ในปี 2024) ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่โดนทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถึงสองลูกที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิตอนใกล้จบสงครามโลกครั้งที่2 ความหายนะและสิ่งเลวร้ายในตอนนั้นก็คงจะส่งผลกระทบกับจิตใจคนญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย แม้แต่ในมาครอสก็จะมีเนื้อเรื่องตอนที่เอะอะสู้ไม่ได้แล้วก็จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ซะเลยดีกว่า (ถ้าจำไม่ผิดจะมีในมาครอสเซโร่ที่ดูเหมือนจะสู้มนุษย์นกไม่ได้แล้วก็งัดเอาระเบิดนิวเคลียร์ออกมายิง หรือในมาครอสเซเว่นก็มีคำสั่งให้แม็กซ์เอาระเบิดนิวเคลียร์ไประเบิดดาวของพวกโปรโตเดวิลทิ้งซะ แล้วก็ในมาครอสฟรอนเทียร์ก็จะมีการวางแผนล่อให้งัดระเบิดนิวเคลียร์ออกมาจัดการพวกวาจูร่า หรือแม้แต่ในมาครอสเดลต้าก็จะมีการทิ้งระเบิดมิติที่เป็นสาเหตุทำให้พวกวินด์เดอรเมียร์โกรธแค้นมนุษย์โลก) แน่นอนว่าในเนื้อเรื่องจะไม่พูดว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์หรอกเพราะมันคงกระทบจิตใจคนดูที่เป็นคนญี่ปุ่น เขาก็จะเปลี่ยนชื่อเป็นระเบิดปฏิภาคเอยระเบิดมิติเอยนะแหละ (แต่คนดูก็รู้ว่ามันเป็นระเบิดนิวเคลียร์ละนะ) หรือแม้แต่มาครอสภาคแรกจะมีฉากที่มาครอสพยายามจะเปิดบาเรียแบบคลุมทั้งตัวแต่ผิดพลาดทำให้เมืองระเบิดหายไปทั้งเมือง ทำให้คากิซากิหนีไม่ทันก็ตายไปตอนนั้นด้วย ซึ่งถ้าดูให้ดีมันก็คือการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์นะแหละ ซึ่งจะว่าไปเมสแซสที่ผู้เขียนบทมาครอสต้องการสื่อสารก็อาจจะเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์แบบพร่ำเพรื่อโดยไม่สนใจผลที่จะตามมามันเป็นเรื่องเลวร้ายมากกว่าที่คิดก็เป็นได้ 

 


4.ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์กับมาครอส

    อันนี้ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริงแต่อย่างใด แต่เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวของผมเองแหละ คืออย่างที่แฟนๆมาครอสน่าจะทราบว่ามาครอสภาคหลักๆเนี่ยเขาจะสร้างซีรี่ย์แบบฉายทางทีวีก่อนแล้วต่อมาก็จะสร้างฉบับภาพยนตร์หนังโรงออกมาฉาย ซึ่งภาคหนังโรงเนี่ยก็แทบจะมีเนื้อหาเหมือนภาคทีวีเลย (ก็เดาได้ว่าตอนเป็นซีรีย์ภาคทีวีเนี่ยมีเวลาสร้างจำกัดคงมีการเผางานไปบ้างไม่มากก็น้อย ก็เลยค่อยมาเรียบเรียงเนื้อหาแล้วทำภาคหนังโรงที่คุณภาพสูงกว่าออกมาทีหลังละนะ) ตอนแรกผมก็ว่าภาคหนังใหญ่มันก็คงเป็นการรีเมคเนื้อหาเฉยๆนะแหละ แต่พอดูภาคหนังโรง Macross 7 : Galaxy is calling me แล้วเนี่ย ผมก็เอ๊ะอะไรบางอย่างขึ้นมา ในตอนที่บาซาร่าพูดคุยกับเอมิเลีย(พี่สาวของมิเลน) เธอบอกว่าเธอเคยดูหนังเรื่องราวของมินเมย์ตอนที่เธอเป็นเด็กๆแล้วก็เกิดประทับใจต่อไอดอลนักร้องที่หยุดสงครามได้ก็เลยอยากจะเป็นนักร้องนักดนตรีบ้าง พอผมไปย้อนดูมาครอสภาคแรกทั้งที่เป็นซีรีย์หรือภาคหนังใหญ่ Do you remember love แล้วก็รู้สึกว่ามินเมย์ไม่เคยเล่นหนังที่เกี่ยวกับสงคราม Space war I เลยนี่หว่า มีแต่เล่นหนังแอ็คชันกังฟูไอ้หนุ่มมังกรขาวน้อย 小白龍(シャオパイロン) แค่นั้นแหละ ก็เลยคิดได้ว่า หรือจริงๆแล้วภาคหนังใหญ่เนี่ยก็คือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำจากเรื่องที่เกิดขึ้นจากภาคทีวีซีรีย์ละหว่า ? คือสมมุติว่าภาคทีวีซีรีย์นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทม์ไลน์จริง เสร็จแล้วก็มีคนเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วมาทำเป็นหนังใหญ่ออกฉายละ ? ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหนังที่เอมิเลียได้ดูตอนเด็กๆจริงๆก็คือหนังใหญ่ Macross : Do you remember love ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์จากมาครอสทีวีซีรีย์ภาคแรกแล้วละก็น่าจะสมเหตุสมผลหรือเปล่า (เหมือนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้วก็มีคนเอามาทำเป็นหนัง Saving private ryan อะไรแบบนั้นแหละ) ถ้ามันเป็นยังงั้นจริงๆก็อาจจะเป็นอารมณ์แบบว่ามีผู้กำกับหนังที่ไปเจรจาซื้อลิขสิทธ์จากใครสักคนในเรื่อง เช่น มินเมย์ รันกะ เชอร์ริล วงวาลคิวเร่ แล้วเอามาเขียนบทใหม่ให้จบแบบประทับใจเพิ่มเพลงใหม่ๆทำเป็นภาพยนตร์ออกมาฉาย เราเลยอาจจะได้นั่งดูหนังใหญ่พร้อมๆกับตัวละครที่ขายลิขสิทธิ์ไปทำหนังก็ได้ (งงมัยครับเนี่ย)  หมายความว่าในไทม์ไลน์จริงๆแล้วทั้งรันกะ เชอร์ริล แอลโต้ ก็เหมือนตอนจบภาคทีวีคือทั้งสามคนก็อยู่สะบายดี(อยู่กันสามคนผัวเมีย) แค่พอผู้กำกับซื้อลิขสิทธิ์เนื้อเรื่องเอาไปทำเป็นหนังใหญ่แล้วเขาอาจจะเขียนบทให้ตอนจบเป็นว่าเชอร์ริลนอนเป็นผัก แอลโต้หายสาบสูญ เหลือแต่รันกะ พอดูหนังจบออกจากโรงหนังตัวเชอร์ริลอาจจะบ่นๆว่าอะไรวะตูกลายเป็นผักหรอเนี่ย ก็เป็นไปได้นะ (ส่วนสาเหตุที่มาครอสเซเว่นไม่มีหนังใหญ่แบบรีเมคก็คงเป็นเพราะว่าตอนท้ายเรื่องรักสามเศร้าทั้งสามคน บาซาร่า มิเลน แกมลินดันหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ ผู้กำกับหนังก็เลยไม่รู้จะไปซื้อลิขสิทธิ์หนังกับใครหรือเปล่า เฮอๆ)  แต่ก็นั่นแหละครับ ทั้งหมดก็คือการมโนของผมเองล้วนๆ เอาเข้าจริงดูเหมือนว่าภาคต่อๆของมาครอสจะสร้างต่อจากภาคหนังใหญ่มากกว่าจะเป็นภาคทีวีซีรีย์ละนะ (ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครอย่างเอ็กเซลดอนในมาครอสภาคแรกฉบับทีวีซีรีย์จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดาเลย แต่พอในภาคหนังใหญ่ Do you remember love จะกลายเป็นตัวสีเขียวหัวสมองใหญ่ๆ พอไปปรากฎตัวเป็นที่ปรึกษาในมาครอสเซเว่นก็จะมีรูปร่างตัวเขียวๆหัวใหญ่ๆเหมือนที่อยู่ในภาคหนังใหญ่นะแหละ) 




สำหรับวันนี้ก็คงจะเขียนประมาณนี้นะครับ อย่างที่บอกว่าเนื้อหาที่เขียนผมมโนปะติดปะต่อเอง อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ ใครที่เป็นแฟนมาครอสเหมือนผมอ่านแล้วคิดเห็นประการใดก็บอกกล่าวกันได้นะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมนะครับ

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2567

Anime No.52 : Knights of Sidonia シドニアの騎士

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีหนังไทยแนวไซไฟเข้าฉายในโรง(แต่คงทำรายได้ไม่เท่าหนังผีหนังตลกละนะ ประชาชนชาวไทยก็คงดูรู้เรื่องแค่แนวๆนั้นแหละ เฮอๆ ) บวกกับมีข่าวเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยที่กำลังโคจรมาใกล้ๆเฉียดๆโลก ก็เลยทำให้นึกถึงอนิเมะแนวไซไฟอวกาศขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งนั่นคือเรื่องที่จะมารีวิวกันในวันนี้ Knights of Sidonia シドニアの騎士 (ชื่อภาษาไทย อัศวินอวกาศ) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ 


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

        เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 3394 หนึ่งพันปีหลังจากที่สิ่งมีชีิวิตปริศนาเกาน่าได้เข้ามาทำลายล้างโลก ยานอวกาศซิโดเนียได้ออกเดินทางลี้ภัยไปในห้วงอวกาศอย่างโดดเดี่ยวและอาจจะเป็นยานอวกาศลำสุดท้ายที่มนุษยชาติยังเหลือรอดอยู่ ในช่วงเวลานี้เองที่ นากาเตะ ทานิกาคาเซะ เด็กหนุ่มที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ใต้ดินโดยคุณปู่โดยลำพังซึ่งให้เขาหัดขับหุ่นโมริโตะในระบบซิมูเลชันมาตลอด แต่เมื่อคุณปู่ของเขาเสียชีิวิตเขาจึงต้องออกมาหาอาหารด้านบนและจับพลัดจับผลูต้องมาขับหุ่นโมริโตะในตำนานรุ่น"ซึกุโมริ"เข้าต่อสู้กับเกาน่าที่เข้ามารุกรานยานซิโดเนียอีกครั้งในรอบ 100 ปี

 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟอวกาศหุ่นยนต์รบและเอเลี่ยนรุกรานโลก หลังจากได้ดูแล้วรู้สึกว่าด้านวิทยาศาสตร์ทำได้ดีสมเหตุสมผลเลยทีเดียว เช่น การที่ดัดแปลงให้มนุษย์สืบพันธุ์ได้โดยไม่ใช่เพศ  การที่สามารถเลือกเพศได้ภายหลังหรือให้สังเคราะห์แสงไม่ต้องกินข้าวเยอะๆก็อยู่ได้ หรือแม้แต่ยานซิโดเนียที่เหมือนสร้างอยู่บนอุกกาบาต(หรือเป็นเศษเสี่ยวของโลกที่แตกไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)แต่มันก็ตัดปัญหาเรื่องการสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองไปได้ สำหรับเนื้อเรื่องอาจจะออกแนวดาร์คๆเข้าใจยากอยู่บ้างแต่สำหรับคนชอบดูหนังไซไฟดูแล้วก็น่าจะพอรู้เรื่องเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งละนะ

 

ข้อด้อย :

    อย่างแรกก็เพราะมันเป็นอนิเมะโมเดล3Dแนว Toon Shade ที่บางทีก็ดูจะเคลื่อนไหวไม่เนียนเท่าไรก็เลยอาจจะขัดๆตาอยู่บ้าง แสงเงาดูจะมืดๆไปหน่อยเลยดูไม่ค่อยออกในฉากต่อสู้หลายๆฉาก อีกอย่างคือตัวละครดูจะคล้ายๆกันหมด(ส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นการโคลนนิ่งอะนะ) ตัวเนื้อเรื่องดูจะงงๆอยู่บ้างโดยเฉพาะตัวเกาน่าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแถมเดาไม่ถูกว่ามีเป้าหมายอะไรจะทำอย่างงั้นไปทำไม(จนบางครั้งมันก็ดูอีหยังวะอยู่บ้าง) แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าดูได้สนุกดีอยู่ละครับ

     กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณชื่นชอบอนิเมะหรือนิยายแนวไซไฟอวกาศ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่คุณจะพลาดไม่ได้ ยังไงก็ลองหามารับชมกันได้นะครับ  (เรื่องนี้มีเป็นซีรี่ย์สองซีซันบวกกับภาคหนังใหญ่เป็นภาคจบสรุปทุกอย่างนะครับ)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2567

Anime No.50 : Kaina of the Great Snow Sea 大雪海のカイナ

สวัสดีครับ ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนเต็มๆแล้ว ดูข่าวก็จะมีแต่ข่าวน้ำท่วมราวกับว่าน้ำจะท่วมโลกกันแล้วรึ ก็เลยพาลทำให้นึกไปถึงอนิเมะเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา นั่นคือเรื่อง Kaina of the Great Snow Sea 大雪海のカイナ (ชื่อภาษาไทย ไคนะแห่งทะเลหิมะอันยิ่งใหญ่) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ

Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราว ไคนะ เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่บนรากต้นไม้วงโคจรบนชั้นบรรยากาศ(ต้นไม้ยักษ์ที่มีรากกลับหัวไปอยู่บนท้องฟ้า) ที่ซึ่งกลุ่มมนุษย์ค่อยๆลดจำนวนลงและเหลือเพียงแต่หมู่บ้านที่ไคน่าอยู่เท่านั้น วันหนึ่งไคน่าได้ช่วยเหลือสาวน้อยคนหนึ่งจากแพลงตอนบอลลูนที่กำลังจะลอยหลุดไป ปรากฎว่าสาวน้อยคนนั้นคือเจ้าหญิง ริริฮะ แห่งอาณาจักรแอทแลนด์ เธอบอกว่าเธอมาตามหานักปราชญ์ในตำนานเพื่อให้มาช่วยเหลือจากการรุกรานของพวกวาลเกียร์ผู้ป่าเถื่อน แม้รู้ว่าอาจจะทำอะไรไม่ได้มากนักไคนะก็ตัดสินใจตามริริฮะลงไปช่วยเหลือเธอ การพจญภัยของทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นเช่นนี้นี่เอง


 

 

ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟแฟนตาซี ดูแล้วโดยรวมให้อารมณ์คล้ายๆอนิเมะ Nausicaä of the Valley of the Wind ของสตูดิโอจิบุลิบวกกับหนังเรื่อง Water World ละนะ (ไม่แน่ใจว่าโลกที่จมน้ำอยู่นี่คือโลกของเราหรือดาวดวงอื่น) เนื้อเรื่องเป็นแนวพจญภัย เรื่องก็ลื่นไหลดูได้สนุกสนานดี ก็น่าจะดูได้ทุกเพศทุกวัยไม่มีปัญหาอะไรละครับ

ข้อด้อย:

    เนื่องจากเป็นอนิเมะแบบโมเดล 3D ดููแรกๆก็จะดูขัดๆตาหน่อย (เพราะส่วนตัวผมไม่ค่อยชินกับอนิเมะญี่ปุ่นที่เป็น 3D อยู่ดี ยังไงก็ว่าอนิเมะวาดมือ 2D มันดูสะบายตากว่าละนะ)แต่ดูไปเรื่อยๆก็จะชินเองละครับ เนื้อเรื่องจบเร็วไปนิด แถมยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่ ไม่แน่ใจว่าจะมีภาคต่อออกมาหรือเปล่าด้วยละนะ

    กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณเป็นคนชอบอนิเมะแนวไซไฟแฟนตาซีในโลกแบบดิสโทเปียหน่อยๆ ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ละครับ หลังๆมานี้ก็ไม่ค่อยมีคนทำอนิเมะแนวนี้ออกมาสักเท่าไรแล้วด้วย ดูแล้วชอบไม่ชอบยังไงก็ลองมาพูดคุยกันได้นะครับ 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime No.45 : Black Bullet ブラック・ブレット

 สวัสดีครับ ก่อนหน้านี้เขียนถึงเรื่องยุคสมัยกับแนวอนิเมะไป ก็เลยนึกออกว่าจริงๆมันมีอนิเมะอยู่เรื่องหนึ่งที่เคยดูซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเรื่องนี้มันรวมๆแนวอนิเมะเกือบทั้งหมดมาไว้ในเรื่องเดียว เรื่องนั้นก็คือเรื่อง Black Bullet ブラック・ブレット (ชื่อภาษาไทย กระสุนมรณะ นัยน์ตาอสูร) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


 

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

     เรื่องเริ่มขึ้นในปี 2021 เมื่อสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จากไวรัสแกสเทียได้เข้ารุกรานมนุษยชาติ ทำให้มนุษย์ต้องอาศัยอยู่หลังกำแพงโมโนลิทซึ่งสร้างจากเหล็กวาราเนี่ยมที่สามารถกันสิ่งมีชีิวิตกลายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตามมีทารกที่ติดเชื้อไวรัสแกสเทียตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ที่คลอดออกมาจะมีดวงตาสีแดงและมีแต่เพศหญิง แต่ก็จะมีพลังเหนือมนุษย์ติดตัวมาด้วย หากระดัับไวรัสแกสเทียเพิ่มขึ้นมากเกินไปเด็กผู้หญิงเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด ด้วยเหตุนี้เองเด็กผู้หญิงเหล่านี้เลยถูกเรียกว่า"เด็กที่ถูกสาป" และถูกบูลลี่เกลียดชังจากมนุษย์บางส่วนด้วย สิบปีให้หลังด้านกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชนก็ได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จากไวรัสแกสเทีย หนึ่งในนั้นมี Promoter หนุ่ม ม.ปลายชื่อ เรนทาโร่ ซาโทมิ และเด็กสาวที่ถูกสาปเป็น Initiator คู่หูของเรนทาโร่ชื่อว่า เอนจุ ไอฮาร่า ทั้งคู่อยู่ในสังกัดของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนเทนโดซึ่งมี คิราร่า เทนโด เพื่อนวัยเด็กของเรนทาโร่เป็นเจ้าของ ทั้งเรนทาโร่และเอนจุต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์และผู้คนที่เกลียดชังเด็กที่ถูกสาปด้วยนั่นเอง 


 

ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟที่เหมือนจะรวมอนิเมะหลายๆแนวเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งแนวสัตว์ประหลาดยักษ์ แนวมนุษย์ดัดแปลง แนวต่อสู้  แนวพลังจิตพลังเหนือมนุษย์ แถมด้วยความรักแบบโลลิคอนหน่อยๆ ดูแล้วก็สนุกดี ผมว่าเขาผสมผสานเรื่องหลายๆแนวเข้าไว้ด้วยกันได้ดีและลงตัวพอสมควรแหละ ในส่วนของไซไฟผมก็ว่าสมเหตุสมผลดี ไม่ได้เวอร์อะไรเกินไป (ฉากต่อสู้อาจจะเวอร์ไปนิดนึงก็เหอะ)

ข้อด้อย :

    พอเนื้อเรื่องดำเนินไปจะรู้สึกได้ว่ามันดาร์กขึ้นเรื่อยๆ เรื่องชะตากรรมของเด็กที่ต้องสาปก็คงโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้ชมที่เป็นเด็กๆ ผมว่าตัวเด็กต้องสาปก็อาจจะเหมือนกับภาพสะท้อนของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส HIV ที่โดนสังคมรังเกียจหรือแม้แต่สมัยที่โควิดระบาดหนักก็มีการเหยียดเชื้อชาติคนเอเชียหนักเลยเหมือนกัน เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน การที่คนเราจะไปเกลียดชังคนอื่นด้วยเหตุผลที่เขาแค่สีตาสีผมไม่เหมือนกับเราหรือติดเชื้ออะไรแบบนี้มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินไปจริงๆนะแหละ 

     กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นไซไฟแอ็คชันที่ดูได้สนุกดีครับ เนื้อเรื่องอาจจะขมไปหน่อยเลยไม่เหมาะสำหรับให้เด็กๆดู แต่ก็มีข้อคิดแทรกอยู่บ้างไม่ถึงกับว่าสู้กันอย่างเดียวอะไรแบบนั้น ตอนจบเหมือนจะยังมีต่อแต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะทำภาคต่อหรือให้ไปอ่านไลท์โนเวทเอาเองละนะ ถ้าชอบแนวๆนี้ก็ลองหามาชมกันได้นะครับ

Official Anime Website -> https://www.black-bullet.net/index.html

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 11 : แนวอนิเมะกับยุคสมัย アニメジャンルと時代

 สวัสดีครับ เพราะเป็นคนที่อยู่มานาน ก็เลยเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในสังคมรวมไปถึงแนวอนิเมะที่เป็นที่นิยมในแต่ละยุคสมัย วันนี้ก็ลองมีรวบรวมเขียนเอาไว้ดู เพราะว่าเป็นความเห็นส่วนตัวซะเยอะหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ


1. ยุค70-80 ยุคแห่งอนิเมะแนวไซไฟ 

    ยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มหลังญี่ปุ่นผ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ ก็กำลังเข้าสู่เฟสของการฟื้นฟูประเทศ จึงเป็นยุคที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีความต้องการนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นายช่าง เป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่อนิเมะในยุุคนี้จะเน้นไปที่แนวไซไฟกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น เจ้าหนูอะตอม มาชินก้าแซด รวมมาถึงเรื่องที่แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังดังอยู่อย่างโดราเอม่อน กันดัม หรือมาครอสก็ตามที (แม้แต่หนังที่มีคนแสดงอย่างอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง หรือพวกขบวนการมนุษย์ไฟฟ้า ตำรวจอวกาศก็ยังจัดอยู่ในหมวดไซไฟอยู่ดีแหละ)

Source : https://tezukaosamu.net/jp/anime/44.html


2. ยุค90ตอนต้น ยุคแห่งอนิเมะแนวต่อสู้

    ช่วงต้นๆยุคนี้แนวอนิเมะที่โดดเด่นขึ้นมาก็จะออกแนวต่อสู้ซะเป็นส่วนมาก ตั้งแต่เรื่องคินนิคุแมน ดราก้อนบอล เซนต์เซย่า หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ แม้แต่อนิเมะแนวขำขันรักๆใคร่ๆก็ยังตั้งมีการใส่เซ็ตติ้งการต่อสู้เข้าไปเช่นเรื่องรันม่า1/2 ส่วนสาเหตุที่ทำไมแนวต่อสู้ถึงได้เป็นที่นิยมขึ้นมาก็ไม่แน่ชัดนัก สันนิฐานเป็นการส่วนตัวว่าช่วงนี้เด็กๆญี่ปุ่นเจนเอ็กซ์น่าจะอินกับการศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นมวยปล้ำที่มีมาก่อนยุคนี้แล้ว(อนิเมะที่สะท้อนความนิยมมวยปล้ำยุคเก่าๆหน่อยก็หน้ากากเสือนะแหละ ยุค80-90ก็จะเป็นคินนิคุแมน) หรือแม้แต่กีฬาต่อสู้อย่างคาราเต้ ซูโม่ มวย และคิกบอกซิ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุคนี้ด้วย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอิทธิพลจากภาพยนต์แนวกังฟูฮ่องกงที่กำลังดังอยู่ก็มีส่วนอยู่ไม่มากก็น้อย ก็เป็นไปได้ว่าทางทีมผู้สร้างมังงะอนิเมะก็คงจะมองเห็นความนิยมที่ว่าในหมู่เด็กๆก็เลยสร้างงานประเภทนี้ขึ้นมาตอบสนองตลาดก็เป็นได้ (แม้แต่ตลาดเกมก็ยังออกพวกเกมต่อสู้อย่าง Street Fighter เลยด้วยซ้ำ) มองอีกด้านหนึ่งก็คงอยากจะสอนกลายๆให้เด็กๆรู้จักอดทนรู้จักฝึกฝนตัวเองเหมือนพวกตัวเอกก็เป็นได้

Credit : Dragon Ball

 

 

3. ยุค 90 กลางๆถึงปลายๆ ยุคแห่งอนิเมะแนวพลังจิต

    กลางๆยุค90ไปจนถึงเกือบปลายๆ ก็ยังมีบรรยากาศของสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต หนึ่งในหัวข้อยอดฮิตในยุคนี้ก็คือเรื่องการค้นคว้าด้านพลังจิต ทั้งสองฝ่ายก็มีข่าวว่ามีการใช้ผู้มีพลังจิตในการสอดแนมหรืออ่านใจคู่ต่อสู้ด้วย(ใครดู Spy x Family มันก็คืออาหมวยอาเนียจังนะแหละนะ) ในช่วงนี้ก็เลยมีข่าวพวกที่อ้างว่ามีพลังจิต สามารถขยับข้าวของได้โดยไม่แตะ สะกดจิตอ่านใจได้ หรือแม้แต่มุขใช้พลังจิตงอช้อนได้ก็มาจากช่วงนี้แหละ จึงไม่แปลกที่อนิเมะยุคนี้จะมีตัวเอกที่มีพลังจิตอยู่เยอะแยะไปหมด เท่าที่จำได้ก็อย่างเรื่อง Orange road , มามิ สาวน้อยพลังจิต และที่ดังสุดๆก็เรื่อง AKIRA นะแหละ (จริงๆจะรวมพวกสาวน้อยเวทมนต์อย่างเซลเลอร์มูนเข้าไปก็ได้อะนะ เพราะพลังของเหล่าเซเลอร์มันก็ออกแนวพลังจิตมากกว่าเป็นเวทมนต์ที่ต้องร่ายเวท หรือแม้แต่อีวานเกเลี่ยนพวกม่านพลังAT-Fieldก็เหมือนเป็นพลังจิตมากกว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย) ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกเด็กๆยุคนี้ก็คงจะอินกับพวกพลังจิตอะไรแบบนี้จนคนแต่งเรื่องเขาก็ต้องอิงกระแสตามระเบียบละ

Credit : AKIRA

 

4. ยุคต้นปี 2000  ยุคของแนวโมเอะ

     จริงๆพวกโอตาคุนี่ก็มีมานานแล้ว แต่ช่วงยุคต้นปี 2000 นี่แหละที่ว่าเป็นยุคทองของเหล่าโอตาคุก็ว่าได้ สาเหตุหนึ่งก็เพราะละครเรื่อง Train Man (電車男:Densha Otoko)ที่มีตัวเอกเป็นโอตาคุตัวพ่อซึ่งมันก็ดังพอสมควรเลยทีเดียว สังคมเลยเริ่มยอมรับการมีอยู่ของเหล่าโอตาคุซึ่งเมื่อก่อนก็จะโดนดูถูกสารพัดจากสังคมแต่ไปๆมาๆสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้กลับกลายเป็นการจับจ่ายใช้ส่อยสินค้าจากอนิเมะเรื่องโปรดของเหล่าโอตาคุนี่แหละ(พูดได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเกลียดปลาไหลแต่ก็กินน้ำแกงละนะ) อนิเมะในช่วงเวลานี้ก็เลยจะตอบสนองความต้องการของเหล่าโอตาคุเป็นพิเศษ มันก็จะออกแนวโมเอะแนวน่ารักตาโตตาหวานกันซะเยอะ รวมถึงพวกแนวฮาเร็มแนวนางเอกซึนเดเระก็เริ่มมีเยอะขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างก็เช่นเรื่อง Love Hina , Chobits, Full metal panic, Digicharat, The Melancholy of Haruhi Suzumiya และอื่นๆอีกมากมาย 

credit : Love Hina


5. ยุคหลังปี 2010 ยุคของแนวต่างโลก

    หลังปี 2000 ต้นๆเป็นต้นมาอนิเมะก็มีความหลากหลายขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบาลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เล็งเห็น subculture ของพวกโอตาคุว่าอนิเมะมันทำรายได้เข้าประเทศได้นิหว่า ช่วงประมาณปี 2013 ก็มีนโยบาย Cool Japan ของนายกอาเบะ ซึ่งก็เป็นการเอาของดีของญี่ปุ่นเป็นจุดขายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก็มีทั้งโอท๊อปสินค้าท้องถิ่น อาหารญี่ปุ่นและก็รวมอนิเมะอยู่ในนั่นด้วย(คล้ายๆกับตอนนี้ที่รัฐบาลไทยชี้นิ้วไปไหนก็เป็น Soft Power ไปซะหมดนะแหละ) จนกระทั้งการมาถึงของอนิเมะแนวต่างโลก(異世界 : Isekai) ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องแรกแต่คิดว่าเรื่องที่น่าจะดังๆเลยก็คงเป็นเรื่อง Sword Art Online ที่เป็นแนวไปต่างโลกในเกมเสมือนจริง กับอีกเรื่องก็คงเป็นเรื่อง RE:Zero ที่ตัวเอกก็ไปพจญภัยตายซ้ำตายซากในโลกแฟนตาซีน่ะแหละ นับจากนั้นเป็นต้นมาอนิเมะแนวไปต่างโลกนี่ก็พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำตกเขื่อนแตก ให้เดาก็คงเป็นเพราะว่าเด็กๆรุ่นปัจจุบันนี้น่าจะโตมากับเกมออนไลน์และภาพยนต์แนวแฟนตาซีอย่าง Lord of the rings หรือ แฮรี่พอตเตอร์ ก็เลยน่าจะขายแนวๆแฟนตาซีเวทมนต์อะไรแบบนี้ได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆละกระมัง 

credit : Re:Zero

 

    กล่าวโดยสรุป ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีแนวผลงานที่โดดเด่นออกมามากกว่าแนวอื่นๆ ซึ่งก็คงเป็นไปตามสมัยนิยมละครับ สำหรับผมที่เป็นเด็กที่โตมากับแนวไซไฟแนวต่อสู้ก็คงจะอินกับแนวแบบนี้มากกว่าแนวอื่นๆ ส่วนคนอื่นจะชอบแนวไหนก็คงไม่มีผิดไม่มีถูกอะไร ถ้าดูแล้วสนุกมีความสุขก็ดูไปเถอะครับ


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Anime No.41 : Astra Lost In Space 彼方のアストラ

 สวัสดีครับ สัปดาห์ก่อนเขียนถึงเรื่องการไปทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น ก็เลยลองนึกถึงเรื่องที่มีการเดินทางไปเข้าแคมป์แบบแปลกๆหน่อย สุดท้ายก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือเรื่อง Astra Lost In Space 彼方のアストラ (ชื่อภาษาไทยคือ อัสตร้าหลงจักรวาล) เพราะก็เล่นไปเข้าค่ายกันในต่างดาวไปเลย เรื่องราวจะเป็นยังไงมาลองดูกันครับ

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2063 เมื่อกลุ่มเด็กนักเรียน9คนของโรงเรียนแคร์ดกำลังจะไปตั้งแคมป์บนดวงดาวแม็คปา หนึ่งในนั้นมี คานาตะ โฮชิจิมะ ผู้มีความสามารถด้านกีฬาและมีความเป็นผู้นำ แอรีส สปริงค์ สาวน้อยสดใสที่เป็นนักเรียนใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามา เมื่อทั้ง9คนเดินทางไปถึงดาวแม็คปา ระหว่างที่กำลังจะตั้งแคมป์อยู่นั้นเองทั้งหมดก็โดนลูกกลมสีดำประหลาดจู่โจมทำให้วาร์ปไปยังกลางอวกาศเหนือดวงดาวปริศนา ตอนนั้นเองที่ได้พบยาวอวกาศที่ถูกทิ้งไว้ลำหนึ่ง เมื่อทั้งหมดขึ้นไปบนยานจึงพบว่ายานลำนี้ยังใช้งานได้และรู้ว่าตัวเองอยู่ห่างจากดาวบ้านเกิดถึง 5012 ปีแสง ทั้งเก้าคนจึงต้องพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนำพาตัวเองกลับไปยังบ้านเกิดให้จนได้



ความคิดเห็น :

    ดูตอนแรกดูเหมือนจะเป็นอนิเมะแนวผจญภัยในอวกาศคล้ายๆกับเรื่อง 21เอมอน(ของอ.ฟูจิโกะเอฟฟูจิโอผู้เขียนเรื่องโดราเอมอน) แต่จริงๆแล้วเป็นแนวสืบสวนสอบสวนหาผู้ร้ายที่แฝงอยู่ในกลุ่มเด็ก 9 คนนี่แหละ เนื้อเรื่องก็จะนำเสนอความผูกพันมิตรภาพของตัวละคร ความสำคัญของความสามัคคี และการยอมรับความแตกต่างของเพื่อนๆ โดยรวมต้องถือว่านำเสนอออกมาได้ดีระดับหนึ่งทีเดียว ดูแล้วก็ได้ข้อคิดหลายๆอย่างเลยครับ

ข้อด้อย :

    ถ้าจะมีข้อด้อยก็อาจจะเป็นตอนที่เฉลยเรื่องราวตอนท้ายๆเรื่องนะแหละ ที่ดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าเหตุผลดูจะไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่  แถมดูเฉลยแล้วเรื่องมันก็จะออกทะเลสเกลใหญ่กว่าเรื่องของเด็กหลงในอวกาศไปเยอะเลยทีเดียว แต่ก็คงพอหยวนๆกล้อมแกล้มไปได้ละมังครับ

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ดูได้สนุกมีข้อคิดหลายๆอย่าง ผมว่าน่าจะดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กๆก็ดูได้ไม่ได้มีฉากหวาดเสียวฉากเซอร์วิสอะไรมากมายนัก จริงๆก็อยากจะให้มีอนิเมะแนวไซไฟตลุยอวกาศออกมาให้มากกว่านี้หน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะว่าเด็กสมัยนี้คงไม่อินกับแนววิทยาศาสตร์เหมือนกับสมัยก่อนเท่าไรแล้ว สมัยนี้ก็เลยมีแต่แนวแฟนตาซีไปต่างโลกออกมาเยอะจนขี้เกียจจะดูแล้วละนะ เฮอๆ 

       สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 9 : เพลงเพราะๆที่ตัวเอกมาครอสไม่ได้ร้อง マクロス主人公の歌ではないいい曲

 สวัสดีครับ วันนี้ก็กลับมาเขียนเกี่ยวกับอนิเมะเรื่องโปรดของผมอีกครั้ง นั่นก็คือซี่รี่ยมาครอสนั่นเอง ช่วงนี้ก็นั่งฟังเพลงจากมาครอสอยู่หลายๆเพลง มันก็เลยคิดสนุกลองคิดดูดีๆว่ามีเพลงที่ตัวเอกไม่ได้ร้องแต่เป็นเพลงที่ไพเราะบ้างหรือเปล่า ว่าแล้วก็ลองรวบรวมมาดูลองมาฟังกันดูนะครับ

*** Spoiler Alert : มีการสปอยล์เนื้อหาจากซี่รี่ย์มาครอสอยู่บ้างนะครับ ใครยังไม่ได้ดูไปดูมาก่อนก็ได้นะครับ


1. Macross ภาคแรก : Runner

มาครอสภาคแรกนี่มีนักร้องอยู่คนเดียวก็คือลินน์มินเมย์ ก็น่าจะมีเพลงของเธอคนเดียวแต่จริงๆแล้วเพลงเปิดและเพลงปิดของมาครอสร้องโดยนักร้องชาย เพลงเปิด "超時空要塞マクロス" มีคุณมาโกโตะ ฟุจิฮาระ เป็นคนร้อง อารมณ์เพลงเหมือนเพลงปลุกใจทหารหน่อยๆแหละ ก็ว่าเป็นแนวที่ชอบแต่งให้อนิเมะหุ่นรบยักษ์สมัยยุค 70-80 สำหรับเพลงปิดเป็นเพลงบัลลาดเศร้าๆ ランナー Runner ขับร้องโดยคุณมาโกโตะ ฟุจิฮาระเช่นกัน เนื้อหาเป็นการบอกว่าขอยอมแพ้ไม่วิ่งตามเงาของเธอผู้ห่างไกลไปเสียแล้ว ซึ่งก็เข้ากับความรู้สึกของฮิคารุที่คิดว่ามินเมย์กลายเป็นไอดอลที่เขาไม่อาจจะเอื้อมมือไปถึงแล้ว เพลงไพเราะเนื้อหากินใจมาก สำหรับภาพประกอบก็เป็นมือของคนจริงๆคนหนึ่งกำลังเปิดอัลบัมรูป(ซึ่งจริงๆเป็นอัลบัมรูปของฮิคารุที่เก็บรูปของลินล์มินเมย์ในเนื้อเรื่องน่ะแหละ) เรียกได้ว่ามันกลายเป็นแนวเพลงปิดสำหรับซี่รี่ย์มาครอสไปเลย คือจะต้องเอาภาพจริงๆเข้ามาประกอบ อาจจะเป็นฉากหลังในชีวิตจริง สิ่งของจริงๆหรือภาพนักร้องตัวจริงมาใส่ มาครอสภาคหลังๆก็จะทำเพลงปิดตามแนวนี่ละนะ

 


 

2. Macross 7 : Galaxy

    มาครอสเซเว่นเป็นภาคที่มีเพลงประกอบหลากหลายมากที่สุด ไม่เฉพาะเพลงของวง Fire Bomber  แต่มีเพลงของนักร้องอื่นๆที่อาจจะไม่ได้มีบทอะไรเท่าไรก็มี สำหรับเพลงที่ผมประทับใจก็คือเพลง Galaxy ของ Alice Holiday (ผมไม่ทราบว่านักร้องตัวจริงชื่ออะไรอะนะ) ซึ่งในเนื้อหาของมาครอสเซเว่นอลิสจะเป็นนักร้องที่มิเลนชื่นชอบและเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากจะเป็นนักร้องนักดนตรีด้วย ในอนิเมะจะเห็นอลิสร้องอยุ่แค่ประโยคท้ายๆ "Hmm~ Again~" น่ะแหละนะ แต่พอไปหาฟังทั้งเพลงดูปรากฎว่าเป็นเพลงที่ไพเราะมาก เนื้อหาประมาณว่าคิดถึงคนรักที่ห่างไกลจากกันและหวังว่าเราจะได้มาเจอกันอีกครั้ง มาลองฟังกันดูนะครับ


 3. Macross Frontier : Ninjin Love You Yeah !

        มาครอสฟรอนเทียร์นี่มีไอดอลอยู่สองคนคือเชอริลกับรันกะ เรียกได้ว่าสองคนนี้ก็เหมาร้องเพลงประกอบหมดทั้งเรื่องแหละ ไม่มีนักร้องคนอื่นโพล่มาในเรื่องเลย (จะมีเพลงของบาซาร่ามาเปิดประกอบบ้างนิดหน่อย เพราะฮอสม่าชอบวง Fire Bomber อะนะ)  ผมเลยเลือกเพลงที่ไม่ใช่เพลงหลักมาให้เพลงหนึ่งนั่นก็คือเพลง Ninjin Love You Yeah ! (人参 Ninjin = แครอท ร้องโดยคุณเมกุมิ นากาจิมะ คนพากษ์คนร้องเป็นรันกะนะแหละครับ) เป็นเพลงที่รันกะร้องตอนเป็นไอดอลฝึกหัดแล้วต้องมาขายแครอทเจ็ดสีแต่ก็ไม่มีใครอยากจะกินแครอทเลยสักคน เนื้อหาเป็นเหมือนเพลงเด็กว่าแครอทดียังงั้นยังงี้กินแล้วจะมีพลัง ผมก็ว่ามันก็น่ารักดีละนะ ว่าแล้วก็มาลองฟังกันดูนะครับ


4. Macross Delta : AXIA

    สำหรับมาครอสเดลต้าก็มีนักร้องอยู่แค่วงเดียวนั่นก็คือวงวัลคิวเร่(ถ้าไม่นับองค์ชายที่เป็นนักร้องแห่งสายลมอะนะ) ดังนั้นถ้าให้เฟรย่ากับมิกุโมะเป็นนักร้องหลักแล้วละก็ผมจะขอเลือกเพลงที่ไม่ใช่นักร้องหลักเป็นคนร้อง นั่นก็คือเพลง AXIA ของคานาเมะสมาชิกชุดสีเหลืองผู้อาวุโสสุดในวง(ขับร้องโดยคุณคิโยโนะ ยาสุโนะ) เนื้อหาเป็นการคิดถึงคนรักที่ทำให้ทั้งรักทั้งเกลียด เป็นเพลงโซโล่ของคานาเมะและเพลงโปรดของเมเซอร์ด้วย ยิ่งมาร้องประกอบตอนที่เมเซอร์ตายด้วยแล้วยิ่งมีความหมายกินใจเข้าไปใหญ่ ลองฟังกันดูนะครับ 


     หลักๆก็คงจะประมาณนี้ ผมไม่ได้รวมเพลงจากภาคพิเศษหรือภาคหนังใหญ่เพราะว่าพอเพลงมันฟังแค่รอบเดียวแล้วเวลาเปิดเพลงมันก็น้อยกว่าภาคซีรี่ย์ก็เลยทำให้ติดหูยากหน่อยละครับ (ถ้าฉากประกอบมันไม่อลังการแล้วเปิดเพลงนานๆเหมือนเพลง 愛おぼえていますか Do you remember love แล้วละก็) ไว้โอกาสหน้าผมจะมาเขียนเกี่ยวกับมาครอสอีกนะครับ หวังว่าจะยังไม่เบื่อกัน

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 8 : พระเอกตัวจริงของซีรี่ย์มาครอส マクロスの本当の主人公

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีข่าวดีว่าทาง Disney+ คว้าลิขสิทธิ์นำมาครอสทุกภาคมาฉายบนบริการสตรีมมิ่งของตัวเอง(รู้สึกจะยกเว้นมาครอสภาคแรกกับหนังใหญ่ Do you remember love เพราะยังติดลิขสิทธิ์กับทางบริษัทเจ้าปัญหาทางอเมริกาอยู่) ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้มีโอกาสดูมาครอสนอกญี่ปุ่นได้แบบถูกลิขสิทธิ์ละนะ ว่าแล้วก็มาคุยกันเรื่องเกี่ยวกับมาครอสกันหน่อยดีกว่า หลังจากที่ผมดูมาครอสครบทุกภาคแล้ว ผมก็รู้สึกว่าจริงๆแล้วพระเอกมาครอสตัวจริงมันไม่ใช่พระเอกประจำภาคที่เป็นหนึ่งในความรักสามเศร้าแต่กลับเป็นผู้ชายคนหนึ่งต่างหาก คนๆนั้นก็คือ ....  Maximilian Jenius เฮียแม็กซ์ของเรานั่นเอง ทำไมผมถึงคิดเช่นนั้นมาลองดูกันครับ


 

*** Spoiler Alert : จะมีการสปอยล์เนื้อเรื่องของมาครอสหลายภาคอยู่นะครับ ใครยังไม่ได้ดูก็ไปดูกันก่อนก็ได้นะครับ


1. เฮียแม็กซ์หล่อกว่าพระเอกทุกภาคเสียอีก

อย่างแรกเลยคือเฮียแม็กซ์เป็นคนเดียวที่ลินน์มินเมย์ชมว่าหล่อในตอนที่ฮิคารุพาแม็กซ์กับคาคิซากิมาอวดว่าตัวเองมีลูกน้องในสังกัดแล้วในงานวันเกิดของมินเมย์ ซึ่งในซีรี่ย์มาครอสคนที่ถูกสาวๆนางเอกตัวหลักชมว่าหล่อนี่เท่านี่จำได้ก็มีแต่เฮียแม็กซ์คนเดียวนี่แหละ(ยกเว้นอัลโตที่โดนรันกะชมว่าสวยอะนะ!!) แสดงว่าแกต้องหน้าตาดีมากกว่าเหล่าพระเอกประจำภาคเยอะเลยละ ขนาดว่าตอนมีลูกสาวเจ็ดคนอายุน่าจะเกือบๆ60แล้วได้เป็นกัปตันยาน Macross 7 สาวๆบนสะพานเดินเรือก็ยังแอบกรี๊ดเฮียแกอยู่เลย



2.เฮียแม็กซ์ไม่เคยถูกยิงตกเลยสักครั้ง

ไม่ทราบว่าทุกท่านสังเกตุหรือเปล่าว่าตัวเอกในแต่ละภาคจะต้องโดนยิงเครื่องตกสักครั้งนึงแหละ และก็จะเป็นเหตุให้นางเอกมาเยี่ยมดูอาการที่โรงพยาบาล แต่ด้วยความเป็นนักบินอัจฉริยะของเฮียแม็กซ์แกเลยไม่เคยโดนยิงจนถึงขั้นเครื่องตกโหม่งโลกเลยสักครั้ง ตั้งแต่ภาคแรกที่ถ้าไม่นับตอนที่แอบไปช่วยป้ามิสะออกมาจากการโดนพวกเซ็นทราดี้จับไปแล้วโดนยิงจนเครื่องไม่ทำงานแล้วก็ระเบิดไป แกก็ไม่เคยโดนยิงจนร่วงในการต่อสู้กลางอากาศเลยสักครั้ง แม้แต่ในภาคมาครอสเซเว่นในฉากสุดท้ายที่ทุกคนโดนยิงร่วงกันเป็นว่าเล่นแต่เฮียแม็กซ์ก็ขับเครื่องหลบหลีกได้สะบายๆ ขนาดพระเอกอย่างบาซาร่าที่ว่าขับวาลคีรี่ไปร้องเพลงไปได้ก็ยังโดนเสียบจนเครื่อง VF-19 Fire  Valkyrie ยังระเบิดเป็นชิ้นๆไปด้วยซ้ำ รวมไปถึงภาคเดลต้าหนังใหญ่ Zettai Live ก็มีฉากที่เฮียแม็กซ์(ซึ่งอายุน่าจะเกิน80ไปแล้ว)ซ้อมรบกับพวกหลานๆเจนแซด ก็ยังไม่มีใครยิงแกโดนสักคน เรียกได้ว่าบินให้เด็กมันดูหน่อยละนะ

 


3. เฮียแม็กซ์เป็นสุดยอดปาป๋า

นอกจากความเป็นนักบินอัจฉริยะแล้วแกยังมีความเป็นแฟมิลี่แมนสูงด้วย ในภาคแรกจะมีฉากที่ฮิคารุกับมิสะจะไปเยี่ยมบ้านของแม็กกับมิเรีย เฮียแกก็ถามว่าหัวหน้าอยากกินอะไรบอกมาได้เลย ผมทำได้หมดแหละ อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่งอิตาลี่อะไรก็ว่ามา จะเห็นได้ว่าแกเป็นผู้ชายที่ทำกับข้าวกับปลาเป็น(รู้สึกเหมือนว่าจะเคยทำงานพิเศษในร้านอาหารมาก่อนด้วยนะ) เรียกได้ว่าใครได้เป็นสามีนี่สะบายไปทั้งชาติแหละ เฮอๆ แถมยังเป็นพ่อลูกดกมีลูกสาวตั้งเจ็ดคน (ตรงนี้ก็มีคนว่าเพราะเลือดพวกเมลทราดี้น่าจะข่มเลือดของมนุษย์โลก ถ้าผู้ชายมนุษย์โลกแต่งงานกับเมลทราดี้ก็จะได้แต่ลูกสาว เท็จจริงประการใดไม่ทราบแต่เท่าที่ดูในเรื่องก็มีลูกๆของแม็กซ์กับมิเรีย7คนเป็นลูกสาวหมด รันกะ มิราจก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น) แถมดูๆไปแล้วลูกสาวคนสุดท้องอย่างมิเลนก็ยังสนิทสนมกับปาป๋าแม็กซ์มากกว่ามาม๋ามิเรียด้วยซ้ำ อย่างตอนที่แอบตามบาซาร่าไปเจอเขากำลังพยายามร้องเพลงปลุกซิวิลอยู่ แทนที่มิเลนจะไปฟ้องแม่ที่เป็นนายกเทศมนตรีแต่กลับไปบอกพ่อแทนอะนะ แถมในภาคเดลต้าเฮียแกก็ยังอุตส่าห์แบกสังขารกลับมาช่วยหลานมิราจตอนกำลังเดือดร้อนด้วย


    ลูกสาวทั้งเจ็ดคน(ก็น่าจะล้อเลียนคนแคระทั้งเจ็ดของสโนไวท์แหละ) ก็จะมีรายชื่อกับปีเกิดดังนี้

   1. Komilia Maria Fallyna Jenius - 2011 (เป็นลูกครึ่งมนุษย์โลกกับเมลทราดี้คนแรก ในซีรี่ย์มาครอสภาคแรกจะได้เห็นตอนยังเป็นทารกอยู่)
   2. Miracle Jenius - 2017
   3. Muse Jenius - 2022 (ฝาแฝด)
   4. Therese Jenius - 2022 (ฝาแฝด)
   5. Emilia Jenius - 2024 (จะโผล่มาในมาครอสเซเว่นภาคหนังใหญ่ The Galaxy is calling me )
   6. Miranda Jenius - 2026 (คนนี้คือแม่ของมิราจครับ ในรูปคือคนที่จับเบาะอยู่มุมล่างซ้ายนะ)
   7. Mylene Flare Jenius - 2031 (ลูกสาวคนสุดท้องนางเอกจอมเหวี่ยงในมาครอสเซเว่น สังเกตุว่าหล่อนแหกคอกผมสีชมพูอยู่คนเดียว ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)

นอกจากนี้ก็ยังมีรับลูกบุญธรรมอีกคนคือ Moaramia Fallyna Jenius (น่าจะเป็นเนื้อหาในเกม) แล้วก็มีหลานที่ทราบชื่ออีกหนึ่งคนคือ Mirage Farina Jenius ลูกสาวของมิรันดาเกิดปี 2049 ขอรับ

(ลูกๆของแม็กซ์กับมิเรียถ้าไม่มีบทในอนิเมะก็จะมีบทบาทในเกมหรือนิยายภาคแยกครับ)

 

4. เฮียแมกซ์เป็นคนรักเดียวใจเดียว

 พระเอกมาครอสนี่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกโลเลไม่รู้จะเด็ดบัวตูมบัวบานอยู่นั่นนะแหละ แต่เฮียแม็กซ์ไม่ใช่คนแบบนั้น ตั้งแต่เห็นมิเรียที่ร้านเกมอาเขตแกก็รู้ตัวเลยว่านี่คือรักแรกพบ แล้วก็ขอเดทขอแต่งงานทันทีเลยด้วย(คนเลยมักจะจำว่าแกเป็นมนุษย์โลกคนแรกที่แต่งงานกับมนุษย์ต่างดาว) เรียกได้ว่าไม่ใช่ผู้ชายประเภทเจ้าชู้คบสาวๆไปทั่วจนเลือกไม่ถูกแน่ๆ (ทั้งๆที่แกหล่อเลือกได้อะนะ) ถึงแม้หลังจากนั้นจะมีข่าวลือว่าทั้งคู่ระหองระแหงกันมีข่าวว่าจะหย่ากันไม่รู้กี่รอบ (ทั้งในภาค Macross 7 และภาค Delta แถมมีข่าวว่าแอบมีเมียน้อยในมังงะ Macross 7 Trash ซะอีก) แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ข่าวลือนะแหละ  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าแกนับถือคริสต์คาโทริกก็เลยอาจจะหย่าไม่ได้หรือไม่อยากจะหย่าเองก็ได้อะนะ (อนึ่งถ้านับตามไทม์ไลน์การสร้างซีรี่ย์มาครอส เฮียแมกซ์จะจัดว่าเป็นคนยุคเบบี้บูมเมอร์ซึ่งก็เป็นคนยุคที่มีความอดทนสูง ไม่ใช่เอะอะทะเลาะกันก็หย่ากันง่ายๆเหมือนคนยุคนี้แหละนะ) 

 

ก็เอาเป็นว่าที่ได้กล่าวมาทั้งหมดก็เป็นเหตุผลที่ทำไมผมถึงคิดว่าเฮียแมกซ์นี่แหละคือพระเอกตัวจริงของซีรี่ย์มาครอส ไม่รู้ว่าภาคที่กำลังจะสร้างใหม่นี่จะยังมีบทของแกอยู่ด้วยหรือเปล่าแต่ก็อยากให้แกยังอยู่อะนะ ว่าที่จริงตอนแรกผมคิดว่าคาแร็คเตอร์ของเฮียแมกซ์น่าจะได้รับอิทธิผลจาก Pete Mitchell จากเรื่อง Top Gun ที่เฮียทอมครุยซ์เล่นหรือเปล่า เพราะก็เป็นคนหล่อใส่แว่นกันแดดขับเครื่องบินรบเก่งเหมือนกัน แต่พอไปดูปีที่หนัง Top Gun ฉายปรากฎว่าหนังเข้าโรงปี 1986 ส่วนมาครอสภาคแรกฉายปี 1982 เลยกลายเป็นว่า Pete Mitchell นั่นแหละที่อาจจะได้อิทธิพลจากเฮียแมกซ์แทน !! (ความเห็นส่วนตัวนะเท็จจริงประการใดก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน) สำหรับใครที่อยากรู้จักเฮียแมกซ์ให้มากขึ้น แนะนำให้หามาครอสภาคแรกฉบับที่ฉายทีวีมาดูก็จะรู้ว่าเฮียแกเก่งแกอัจฉริยะขนาดไหนละนะครับ สำหรับวันนี้ก็ขอขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมนะครับ


ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->