แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ history แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ history แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime Special 21 : ทำไมถึงไม่มีอนิเมะไทยสักที ? どうしてタイのアニメがないの?

 สวัสดีครับ หลังจากดูอนิเมะจากญี่ปุ่นมาน่าจะเป็นหลักหลายร้อยเรื่องแล้ว มันก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วทำไมไทยเราถึงไม่มีอนิเมะแบบทางญี่ปุ่นเขาบ้าง? ว่าแล้วก็ลองมารวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับอนิเมะแบบไทยๆกันดูว่ามีบ้างหรือเปล่า

    เริ่มจากอนิเมชันเรื่องแรกของไทย ถ้าถามกูเกิลดูจะได้คำตอบว่าคือเรื่อง"เหตุมหัศจรรย์"ของท่าน ปยุต เงากระจ่าง เป็นอนิเมชันสั้นๆ ฉายเมื่อปีพ.ศ 2498 (ค.ศ 1955)


แต่ถ้าเป็นอนิเมชันเรื่องยาว ในความเข้าใจของผมก็คงจะต้องเป็นเรื่อง"สุดสาคร" ออกฉายเมื่อปี ๒๕๒๒ (ค.ศ 1979) กำกับโดยท่าน ปยุต เงากระจ่าง เช่นเคย (ซึ่งท่านก็ได้รับฉายาว่าเป็น"วอลท์ ดิสนีย์ เมืองไทย"เลยทีเดียว)

 


อย่างไรก็ดี สองเรื่องนี้ก็เก่ามากขนาดว่าผมเองยังเกิดไม่ทันได้ดูเลย ถ้าถามว่าอนิเมะไทยที่ผมเคยดูตอนเด็กๆคือเรื่องอะไร มานึกดูตอนนี้น่าจะเป็นเรื่อง"ม้าเหล็ก"เป็น MV ของพี่หนุ่ยอำพลลำพูน เป็นอนิเมะแบบไทยๆแท้ๆที่แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังจำเนื้อร้องท่อนฮุกได้อยู่เลยอะนะ

หลังจากผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว ช่วงวัยรุ่นของผมก็จะประมาณปีค.ศ 2000 ช่วงนั้นจริงๆเป็นช่วงที่มังงะไทย(เขาก็เรียกหนังสือการ์ตูนไทยน่ะแหละ)กำลังบูม ในความทรงจำของผม ก็จะมีพวก Thai comics ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ หรือมังงะที่เขียนโดยคนไทยที่แทรกอยู่ในนิตยสารการ์ตูนพวก Boom หรือ C-kids ก็มี แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้ทำออกมาเป็นอนิเมะ(หรือมีทำแล้วผมไม่ทราบก็ไม่รู้เหมือนกัน)  หลังจากนั้นมาด้วยกระแสอะไรต่างๆที่เข้ามาในไทยทั้ง J-pop,K-pop สุดท้ายมังงะแบบไทยๆก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นเคย 

ในเวลาต่อมามันก็มีคนที่ทำอนิเมชันออกมาให้ชมอย่าง สุดสาคร(ถ้าใครจำเพลงจ๋ามะทะจิงจาได้ก็นั่นแหละ) ก้านกล้วย ปังปอนด์ นาค ซึ่งส่วนตัวผมก็ว่ามันหนักไปทางเป็นการ์ตูนเด็กหรือให้ความรู้สึกเหมือนอนิเมชัน 3D ฝั่งฮอลี่วูดเสียมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนิเมะละนะ 

ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครสักคนคิดที่จะทำอนิเมะไทย (เอาแบบ2Dวาดมือเป็นตอนๆมีเพลงเปิดปิดเหมือนของญี่ปุ่นน่ะ) ทั้งที่เมื่อก่อนอนิเมะญี่ปุ่นที่ดังๆอย่าง Dragon Ball เองก็เคยผลิตในประเทศไทยนี่แหละ เรื่องฝีมือคนไทยผมว่าทำได้แน่นอน เท่าที่พอจะคิดออกก็คงจะมีสาเหตุประมาณนี้

1. ขาดต้นฉบับที่ดี ก่อนจะเป็นอนิเมะได้อย่างแรกเลยมันก็ต้องมีต้นฉบับ ซึ่งก็อาจจะเป็นไลท์โนเวลหรือมังงะที่ขายได้ดีในระดับหนึ่งก่อนถึงจะถูกเอามาทำเป็นอนิเมะได้ อย่างไรก็ดีในยุคสมัยนี้ที่หนังสือการ์ตูนไทยแทบจะหาอ่านไม่ได้แล้วเรื่องต้นฉบับที่ดีก็ไม่ต้องพูดถึง ส่วนไลท์โนเวลก็แทบจะเหลือแต่แนววายแนวยูรินะแหละที่ยังขายได้(ครั้นจะเอาแนวนี้มาทำอนิเมะก็คงไม่พ้นกองเซ็นเซอร์จนดูไม่รู้เรื่อง ไม่ก็ได้ฉายรอบดึกละนะ) 

2. ผู้ใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็คือสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่มีเรทมีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับภาพยนต์เรื่องหนึ่งนะแหละ พอคิดว่ามันเป็นแค่การ์ตูนเด็กก็อาจจะไม่เห็นศักยภาพว่าอนิเมะเรื่องหนึ่งสามารถต่อยอดไปทำอะไรได้หลายอย่างก็เลยไม่ได้ลงทุนลงแรงสร้างอนิเมะไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อนิเมะเรื่อง Yuru Camp ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยที่ชอบไปออกแคมปิ้งก็ยังสามารถขายของอุปกรณ์ตั้งแคมป์ของกินของฝากต่างๆเข้ามาในเรื่องได้ด้วย รวมถึงโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ ยังไม่นับรวมพวกฟิกเกิยร์ของเล่นเอยอะไรเอยอีกละนะ ส่วนคนที่เถียงว่าใช้ละครไทยบ้านเราโปรโมทเอาก็ได้นิ มันก็จริง แต่ดาราเนี่ยยังไงก็มีวันแก่ อาจจะมีข่าวคาวเรื่องซุบซิบนินทาได้จนเสียภาพพจน์ภายหลังได้ แต่ตัวละครอนิเมะน่ะเป็นอมตะ(ถ้าไม่วาดให้แก่ละก็นะ) ดียังไงก็ยังดียังงั้น ไม่มีทางเสื่อมเสียแน่น่อนแหละ

 3. เงินไม่มางานไม่มี เท่าที่เคยได้ยินมาอนิเมะแบบคุณภาพกลางๆ 12 ตอนแบบที่เราเห็นๆอยู่ทุกวันนี้จะต้องใช้เงินสร้างตกอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท(ใช้เวลาสร้างอีก1-2ปี) ถ้าไม่มีวิธีที่จะขายงานได้แบบอนิเมะญี่ปุ่น จู่ๆจะมีเศรษฐีโอตาคุที่ไหนควักเงินตัวเองออกไปก่อนล้านนึงจะเจ๊งก็ช่างช่วยสร้างอนิเมะไทยให้หน่อย มันก็คงจะไม่มีน่ะแหละนะ (แม้แต่อนิเมะญี่ปุ่นเองที่เห็นออกมาซีซันเดียวแล้วไม่มีภาคต่อเลย มันก็เรื่องเงินนะแหละ ถ้าออกมาแล้วขายไม่ได้ไม่ดังก็ไม่ได้ไปต่อละนะ) สุดท้ายมันก็จะกลับไปที่ต้องมีต้นฉบับที่มันต้องศักยภาพพอที่นักลงทุนจะมั่นใจว่าพอเอามาทำอนิเมะแล้วจะขายได้แน่ๆก่อนละครับ

4.เนื้อเรื่องโบราณเกินไป จริงๆก็มีโปรเจ็คอนิเมชันหลายๆอย่างที่ได้ทุนให้เปล่ามาทำ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวอนุรักษ์นิยมจนเกินไปอย่างโขน รามเกียรติ์ หรือแนวสอนธรรมะ ซึ่งมันก็ไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอกเพียงแต่คนเขาก็ไม่ค่อยจะดูกันนะแหละ ถ้าอยากจะทำให้ปังจริงๆ ก็ควรจะประยุกต์เนื้อเรื่องให้ดูง่ายสนุกสนานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โดราเอม่อน แม้จะเป็นแนวไซไฟชีวิตประจำวัน แต่ผมว่าจริงๆแล้วโดราเอม่อน มันคือการ์ตูนคุณธรรมต่างหาก ทุกครั้งที่โนบิตะทำอะไรไม่ดีก็มักจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ตอนจบ อาจารย์ฟูจิโกะฟูจิโอะแกก็ไม่ได้บอกโต้งๆท้ายเรื่องว่า กมฺมุนา วตฺตตีโลโก กรรมใดใครก่อกรรมนั่นย่อมตอบสนอง ใช่มัยละ เนื้อเรื่องมันสอนเป็นนัยอยู่แล้วไม่ต้องมาท่องบาลีให้ฟังหรอก (หรือพอพล็อตมันไม่ธรรมะจ๋าๆแล้วผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะไม่ให้ผ่านหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ) หรืออย่างรามเกียรติ์ ถ้าเอามาทำโต้งๆก็ไม่มีใครดูหรอกครับ เนื้อเรื่องมันเอาท์ไม่เข้ายุคเข้าสมัยเสียแล้ว (สมัยนี้ไม่มีใครนิยมเอาลิงมาฆ่าล้างโคตรเพื่อแย่งผู้หญิงคนเดียวกันแล้วเฟ้ย) ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเอามาประยุกต์กับแนวชีวิตประจำวันอาจจะดีกว่า เช่น ให้พระรามเป็นนักเรียน ม.ปลาย สีดาเป็นดาวโรงเรียน ทศกัณฐ์เป็นนักเลงประจำโรงเรียน พระลักษณ์เป็นบราคอน อะไรแบบนี้มันคงจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าละนะ 

เท่าที่คิดออกก็คงจะประมาณนี้ ช่วงหลังๆนี้ผมเองก็เห็นผลงานอนิเมะแบบไทยๆที่คนไทยสร้างมาเรื่อยๆ(แต่เป็นคลิปสั้นๆอะนะ) คุณภาพก็โอเคเลย เอาเข้าจริงๆถ้าจะทำออกมาเป็นตอนๆก็คงจะได้แหละ ยังไงถ้ามีเศรษฐีโอตาคุที่พร้อมจะเจ๊งมาอ่านบล๊อกนี้ก็รบกวนให้การสนับสนุนอนิเมะไทยให้ได้สร้างกันด้วยละกันนะครับ (รวมถึงรัฐบาลที่เอาแต่พูดซอฟต์พาว์เวอร์ๆด้วยนะ เฮอๆ)

 


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568

Anime No.73 : Hakuoki 薄桜鬼

 สวัสดีครับ หลังจากต้นเดือนกุมภาพันธ์ผมได้ไปตามรอยท่านรองปีศาจแห่งชินเซนกุมิคุณฮิจิกาตะโทชิโซกันถึงฮาโกดาเตะแล้ว พอกลับมาผมก็เลยอยากจะหาอนิเมะที่ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มชินเซนกุมิมาดูบ้าง(นอกจากเรื่องกินทามะกับโกลเด้นคามุย) ก็บังเอิญไปเจอเรื่องหนึ่งนั่นก็คือเรื่องที่จะมารีวิวในวันนี้ Hakuoki 薄桜鬼 (ชื่อภาษาไทย บุปผาซามูไร) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ



Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของสาวน้อย จิซุรุ ยูคิมูระ ที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายออกตามหาพ่อที่ขาดการติดต่อไปจนถึงเมืองเกียวโตและถูกกลุ่มคนประหลาดไล่ล่าแต่ก็ได้ถูกกลุ่มชินเซ็นกุมิช่วยเหลือไว้ เพราะจิซุรุได้เห็นเหตุการณ์ที่ไม่ควรเห็นไปซะแล้วทำให้ โทชิโซ ฮิจิกาตะ รองหัวหน้าของหน่วยชินเซ็นกุมิตัดสินใจที่จะขังเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน จิซุรุจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในฐานของหน่วยชินเซ็นกุมิและได้ทำความรู้จักกับสมาชิกของหน่วยไปด้วยนั่นเอง

 

 

ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นอนิเมะที่สร้างมาจากเกมจีบหนุ่มที่เดินเรื่องราวตามประวัติศาสตร์จริงๆของหน่วยชินเซ็นกุมิตั้งแต่ยุครุ่งเรืองไปจนถึงการล้มสลายของกลุ่ม มีการใส่ความเป็นแฟนตาซีลงไปบ้างแหละแต่ก็คงเพื่อความบันเทิงละนะ เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องหลักๆก็จะทำตามเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าดูแล้วก็จะรู้จักหน่วยชินเซนกุมิได้ดีขึ้นเลยทีเดียว ตัวภาพสวยงามตามสไตล์การ์ตูนเด็กผู้หญิง(พระเอกหล่อตัวประกอบก็หล่อกันหมด) เพลงประกอบเปิดปิดก็ไพเราะเข้ากับเนื้อเรื่องดีทีเดียว


ข้อด้อย:

    เนื่องจากมันเป็นอนิเมะที่สร้างจากเกมจีบหนุ่ม ตัวละครหนุ่มๆเกือบทุกตัวก็หล่อกันหมด แถมมันก็มีบทที่สำหรับผู้ชาย(ตาลุงอย่างผม)ดูแล้วก็เลี้ยนๆหน่อยแหละ แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงดูก็คงฟินๆชอบๆกันละนะ นอกนั้นก็คงเป็นที่บทนางเอกมันดูน้อยๆไปหน่อย ถ้ามีบทบาทมากก็นี้หน่อยก็คงจะดี

    กล่าวโดยสรุป อนิเมะเรื่องนี้ก็เป็นแนวอิงประวัติศาสตร์มีการใส่ความแฟนตาซีเข้าไปบ้างเพื่อความบันเทิง ใครที่หาเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยชินเซนกุมิ เรื่องนี้ก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว(ดูแล้วระวังจะเสียน้ำตาให้คุณฮิจิกาตะนะบอกไว้ก่อนเลย) แนะนำให้ลองหามารับชมกันนะครับ (มี3ภาค+OVAนะครับ)

ส่งท้ายขายของอีกเช่นเคย ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย ->

Thumbnail Seller Link
4 Ears 5 Eyes Monster Tale ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย
Ataya P
www.mebmarket.com
จากตำนานเล่าขานแมงสี่หูห้าตาของชาวล้านนา สู่เรื่องราวในฉบับนวนิยายที่เรียบเรียงใหม่ให้มีความสมจริง สนุกสนาน อ่านได้สนุกทุกเพศทุกวัย เชิญลองมาอ่านกันเน...
Get it now

ซื้อที่กูเกิลบุ๊ค -> ตรงนี้ <-


 

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Anime Special 18 : ตามรอยฮิจิกาตะโทชิโซที่ฮาโกดาเตะ 函館にある土方歳三の影

 สวัสดีครับ หลังจากโพสต์คราวก่อนผมพาไปเดินเที่ยวงานเทศกาลหิมะที่ซับโปโรกันแล้ว วันต่อมาเราก็ย้ายกันไปที่ฮาโกดาเตะ เมืองท่าของฮอกไกโด ส่วนหนึ่งที่มาพักที่เมืองนี้เพราะผมจะมาตามรอยบุคคลท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ก็มีอิทธิผลส่วนหนึ่งต่อวงการอนิเมะด้วย นั่นก็คือท่านรองปีศาจ ฮิจิกาตะโทชิโซ 土方歳三 เดี๋ยวเรามาดูรูปแล้วก็เรื่องราวความเป็นมาของเขากันครับ (Spoiler Alert !! ผมจะมีการพูดถึงอนิเมะเรื่องกินทามะ กับ โกลเด้นคามุยด้วยนะครับ ใครไม่อยากถูกสปอยล์ก็ไปดูก่อนแล้วมาอ่านต่อกันได้นะครับ)

กลายเป็นมาสคอตของฮาโกดาเตะไปซะแล้วท่านรอง !!


วิวที่มองจากโรงแรมจะเห็นท่าเรือชัดเจน

เมืองฮาโกดาเตะ 函館 เป็นเมืองท่าที่อยู่ตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังปิดประเทศไม่ค้าขายกับต่างชาตินั้นตรงเมืองท่าฮาโกดาเตะยังเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองที่เปิดรับการค้าขายกับต่างชาติอยู่(อีกเมืองหนึ่งน่าจะเป็นโยโกฮาม่า หรือไม่ก็เมืองนางาซากิ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ) ทำให้เมืองฮาโกดาเตะค่อนข้างจะมีความเจริญและมีความเป็นฝรั่งตะวันตกค่อนข้างสูงเลยทีเดียว สังเกตุได้จากตึกรามบ้านช่องสมัยก่อนก็จะออกแนวๆยุโรปน่ะแหละ


นั่งรถรางไปเที่ยวกัน

ตึกโบราณสไตล์ยุโรป คุ้นๆเหมือนธนาคารในเรื่องโกลเด้นคามุยที่ท่านรองฮิจิกาตะมาเอาดาบคืนละนะ

บรรยากาศหลังหิมะตกหนัก

ตอนแรกก็ว่าจะมาพิพิธภัณฑ์ของชาวไอนุ แต่ดันหลงทางก็เลยมาไม่ทันเวลาปิด(ฤดูหนาวปิด 5 โมงเย็น ปิดเร็วไปมัยขอรับ)

ไว้คราวหน้าแล้วกันนะครับ

ภูเขาฮาโกดาเตะและเนินที่เดินไปถึง(ไม่แน่ใจใช่เนินดังในเรื่อง Fan Day หรือเปล่าอะนะ)

เดินไปซื้่อของฝากที่ย่านตึกแดง 金森赤レンガ倉庫

เสร็จแล้วก็ต้องมากินเบอร์เกอร์ไก่ที่ร้านลักกี้ปิแอโร่

เป็นร้านที่เปิดสาขาอยู่เฉพาะในฮาโกดาเตะเท่านั้นก็เลยต้องมากินให้ได้ละครับ (เขารับแต่เงินสดนะขอรับ)

ก็อร่อยดีนะ คล้ายๆไก่ทอดคาราเกะใส่ซอสเค็มๆหวานๆ

ขากลับผ่านศาลเจ้าลอยน้ำ 金森神社  ดูเหมือนจะขึ้นชื่อเรื่องขอพรด้านความรัก

ความรักไม่สน ขอถูกหวยดีกว่านะท่าน สาธุๆ

กลับมาถึงโรงแรมใกล้สถานีฮาโกดาเตะก็มืดซะแล้ว(หน้าหนาวนี่สี่ห้าโมงก็มืดแล้วละนะ)

    วันรุ่งขึ้นตอนเช้าผมก็เดินจากโรงแรมไปยังจุดสุดท้ายที่ท่านรองฮิจิกาตะมีชิวิต ก่อนอื่นต้องเล่าประวัติคร่าวๆของท่านรองฮิจิกาตะซะก่อน ท่านรองนี่เกิดวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1835 ในครอบครัวชาวนาในโตเกียวที่ค่อนข้างจะมีฐานะดีและมีพี่น้องอยู่ 10 คน(ท่านรองเป็นลูกคนสุดท้อง แต่บ้างก็ว่าถ้าไม่นับพี่น้องที่ตายตอนคลอดหรือไม่รอดตอนเป็นเด็กทารกก็จะจัดว่าเป็นลูกคนที่ 6 ละนะ) ตอนเด็กๆพ่อแม่ของฮิจิกาตะก็เสียชีวิตไปไล่ๆกัน ฮิจิกาตะก็เลยต้องอยู่ในความดูแลของพี่ชายคนรอง ว่ากันว่านิสัยฮิจิกาตะในวัยเด็กนิสัยไม่ค่อยจะดีเท่าไร(ก็คงเป็นเพราะเป็นเด็กขาดความรักจากพ่อแม่ละนะ) ออกจะเป็นคนไม่สนใจใครแม้แต่ครอบครัว จนกระทั้งวันนึ่งเขาได้เห็นซามูไรคนหนึ่งที่ถูกให้คว้านท้องสำเร็จโทษ ฮิจิกาตะถึงกับหลั่งน้ำตาในงานศพของชายคนนั่น และนั่นก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ฮิจิกาตะอยากเป็นนักรบซามูไร 

    ต่อมาฮิจิกาตะก็ได้พบกับ คนโดะ อิซามิ แห่งโรงฝึกชิเอกัง และก็ได้ก่อตั้งกลุ่มชินเซ็นกุมิเพื่อพิทักษ์โชกุนขึ้นในภายหลัง หลังผ่านเหตุการณ์ต่างๆนาๆ สุดท้ายคนโดะก็ได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มชินเซ็นกุมิเต็มตัว ส่วนฮิจิกาตะก็ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า เพราะฮิจิกาตะต้องทำหน้าที่ดำรงกฎเหล็กของกลุ่มชินเซ็นกุมิอย่างเคร่งครัด (ในกินทามะที่ท่านรองมักจะพูดว่าคนทำผิดต้องคว้านท้องก็เพราะตัวจริงเขาก็เป็นแบบนั้นแหละ) จนเป็นที่เกรงกลัวของคนในกลุ่มจนได้รับฉายาว่า ท่านรองปีศาจ 鬼の副長 เป็นฉายาติดตัวฮิจิกาตะไปตลอดชีวิตแหละนะ

     กาลเวลาผ่านไป เกมการเมืองก็เปลี่ยนไป สุดท้ายอำนาจของโชกุนก็หมดลง กองทัพใหม่ขององค์จักรพรรดิก็ไล่ต้อนกลุ่มกองกำลังที่เหลือของโชกุนจนคนโดะต้องยอมแพ้และถูกประหารชีวิตตัดหัวเสียบประจาน ท่านรองฮิจิกาตะเลยต้องนำกำลังที่เหลือหนีไปฮอกไกโด ฮิจิกาตะเข้ายึดป้อมห้าแฉก 五稜郭 ที่ฮาโกดาเตะ ก่อนที่กองทัพของรัฐบาลใหม่จะนำกองกำลังบุกขึ้นมาจากท่าเรือ ท่านรองก็เลยขี่ม้านำกองกำลังที่เหลืออยู่เข้าปะทะ แต่ระหว่างทางกลับโดนกระสุนปืนยิงเข้าและตกลงจากม้าเสียชีิวิต เป็นอันจบประวัติอันโลดโผนของท่านรองฮิจิกาตะไว้เช่นนี้นี่เอง (เสียชีวิตวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1869 อายุ 34 ปี)


เจอเสาหน้าท่านรองกลางหิมะ

ก็มีประวัติท่านรองเขียนอยู่นะ

ตัวป้ายจุดสุดท้ายที่ท่านรองมีชีิวิตจะอยู่เข้ามาในสวนหน่อยนะครับ


ที่ว่าเป็นป้ายบอกจุดสุดท้ายที่ท่านรองมีชีิวิตไม่ใช่ป้ายสุสานเพราะว่าไม่พบศพท่านรองละนะ หลังจากโดนยิงตกม้าก็ไม่รู้ว่าร่างหายไปไหน ป้ายหินตรงนี้เลยเป็นจุดที่ท่านรองน่าจะโดนยิงตกม้าที่ตรงนี้แหละ



หลังจากนั้นผมก็ย้อนรอยนั่งรถรางกลับไปที่ป้อมห้าแฉก 五稜郭

เดินมาสัก10กว่านาทีก็ถึง ขึ้นไปดูวิวป้อมห้าแฉกได้แต่ผมไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้ขึ้นน่ะครับ

เข้ามาในตัวอาคาร ในที่สุดก็ได้เจอรูปปั้นท่านรองฮิจิกาตะแล้ว

เสื้อผ้าท่านรองนี่ก็ใส่ชุดแบบฝรั่งตะวันตกเลยไม่ได้ใส่กิโมโนแบบญี่ปุ่นอะไรแล้ว (ผมเดาว่าในกินทามะถึงให้หน่วยชินเซ็นกุมิใส่ชุดเครื่องแบบสีดำแบบฝรั่งมากกว่าจะเป็นชุดคลุมสีฟ้าขาวแบบดั่งเดิมละนะ)

ว่ากันว่าท่านรองเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มชินเซ็นกุมิที่ยืนหยัดต่อสู้จนวาระสุดท้าย คนอื่นๆถ้าไม่ตายไปก่อนก็ยอมแพ้แปรพักตร์กันหมด คนถึงได้ยอมรับนับถือว่าฮิจิกาตะนี้เป็นคนจริงที่น่านับถือละนะ

รูปถ่ายท่านรอง ดูๆไปแล้วก็ค่อนข้างจะเป็นผู้ชายน่าตาดีละนะ ในมังงะอนิเมะถึงชอบวาดให้ฮิจิกาตะออกเท่ๆหล่อเหลาเอาการอยู่เหมือนกัน

อันนี้คงเป็นเรือที่ใช้ในการศึก


 ถ่ายคลิปไว้นิดหน่อยครับ ตามนี้เลย ->



 

สำหรับการตามรอยฮิจิกาตะก็จบละด้วยประการละชะนี้ จริงๆถ้าเข้าไปในป้อมห้าแฉกก็น่าจะมีอะไรแสดงอยู่มากกว่านี้แต่เพราะผมเองไม่มีเวลาเท่าไรก็เลยมาได้เท่านี้ละครับ แถมให้นิดหน่อย ผมเคยดูสารดีเกี่ยวกับท่านรองฮิจิกาตะโทชิโซอยู่อันหนึ่ง จับใจความได้ว่าหลังที่คนโดะตายไปแล้วท่านรองต้องมานำกองกำลังเองนี่ มีคนในกลุ่มชินเซ็นกุมิเขียนจดหมายถึงทางบ้านว่าท่านรองฮิจิกาตะนี่ใจดีห่วงใยลูกน้องยิ่งกว่าแม่แท้ๆของเขาเสียอีก เป็นไปได้ว่าจริงๆแล้วฮิจิกาตะเองอาจจะเป็นคนใจดีไม่ได้เป็นเข้มงวดโหดร้ายอะไรแบบที่ได้รับฉายาท่านรองปีศาจก็เป็นได้ เพียงแต่ว่าตอนที่คนโดะเป็นหัวหน้าหน่วยชินเซ็นกุมิ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างจะใจดีกับลูกน้อง(เห็นได้ในเรื่องกินทามะเลยนะแหละ) ฮิจิกาตะเลยต้องสวมบทบาทเป็นคนใจร้ายเข้มงวดก็เป็นได้(คล้ายๆกับ Good Cop Bad Cop นะแหละนะ มีตำรวจใจดีก็ต้องมีตำรวจใจร้าย)  พอไม่มีคนโดะแล้วเขาถึงได้แสดงนิสัยจริงๆออกมาละนะ 

Credit : Gintama

    สำหรับในเรื่องกินทามะ เขาก็จะให้ชื่อว่าฮิจิกาตะ โทชิโร่(คงเพราะมันเป็นอนิเมะล้อเลียนขำๆ ก็เลยไม่ใช่ชื่อจริงฮิจิกาตะโทชิโซอะนะ) ความหล่อความเท่ก็คงจะก็อปมาจากตัวจริงล้วนๆน่ะแหละ ส่วนเรื่องที่ชอบสูบบุหรี่กินทุกอย่างที่ราดมายองเนสนี่ก็ไม่รู้ว่าเหมือนตัวจริงหรือเปล่าอะนะ


Credit : Golden Kamuy

    สำหรับเรื่องโกลเด้นคามุย เนื่องจากในชีวิตจริงเราไม่พบศพของท่านรองฮิจิกาตะ มันก็มีข่าวลือบางสายว่าท่านรองอาจจะมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ ในเรื่องโกลเด้นคามุยผู้แต่งก็เลยเขียนบทให้ฮิจิกาตะยังไม่ตายและถูกจับไปอยู่ในคุกอาบาชิริ ก่อนจะกลายเป็นผู้นำฝ่ายนักโทษแหกคุกที่ออกตามหาทองคำที่ซ่อนอยู่ ภาพลักษณ์ของฮิจิกาตะในเรื่องก็จะเป็นซามูไรเฒ่าที่ยังเก๋าอยู่ ในบางฉากก็จะแสดงให้เห็นความเฉียบขาดสมฉายาท่านรองปีศาจ หรือบางทีก็แสดงความห่วยใยลูกน้อง มีความอ่อนโยนที่มีให้กับเด็กๆเล็กๆ ซึ่งผมว่าเป็นอีกตัวละครที่น่าสนใจดีครับ

 

ส่งท้ายขายของอีกเช่นเคย ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย ->

Thumbnail Seller Link
4 Ears 5 Eyes Monster Tale ตำนานแมงสี่หูห้าตา ฉบับนวนิยาย
Ataya P
www.mebmarket.com
จากตำนานเล่าขานแมงสี่หูห้าตาของชาวล้านนา สู่เรื่องราวในฉบับนวนิยายที่เรียบเรียงใหม่ให้มีความสมจริง สนุกสนาน อ่านได้สนุกทุกเพศทุกวัย เชิญลองมาอ่านกันเน...
Get it now

ซื้อที่กูเกิลบุ๊ค -> ตรงนี้ <-


 

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Anime No.69 : Golden Kamuy ゴールデンカムイ

 สวัสดีครับ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ก็กำลังจะไปเที่ยวงาน Sapporo Snow Festival 2025 ที่ฮอกไกโดกับครอบครัว ว่าแล้วก็เลยมารีวิวอนิเมะที่ดำเนินเรื่องที่ฮอกไกโดแบบแทบจะทั้งเรื่องกันเลยดีกว่า นั่นก็คือเรื่อง Golden Kamuy ゴールデンカムイ เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเริ่มต้นเมื่ออดีตทหารผ่านศึกสงครามญี่ปุ่นรัสเซีย ไซจิ ซึกิโมโตะ ที่กำลัังพยายามร่อนทองอยู่ในแม่น้ำเล็กๆสายหนึ่งในฮอกไกโดโดยมีตาลุงเมาเหล้าดูอยู่ข้างๆ ไม่รู้แกเมาหนักหรืออย่างไร จู่ๆก็เล่าเรื่องนักโทษกลุ่มหนึ่งที่หลบหนีออกจากเรือนจำอาบาชิริ โดยที่ทั้งหมดมีรอยสักที่ถูกนักโทษที่เรียกกันว่า"ผีไร้หน้า"สักไว้เป็นแผนที่ทำทางไปสู่ขุมทรัพย์ทองคำที่ชาวไอนุรวบรวมไว้ได้ ตอนแรกไซจิก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรแต่เมื่อผลอยหลับไปตอนที่ลืมตาตื่นขึ้นก็ถูกลุงขี้เมาเอาปืนจ่อหน้าพร้อมจะฆ่าปิดปากไซจิเพราะแกคงเพลอพูดมากไปซะแล้ว ไซจิเอาตัวรอดมาได้และออกตามล่าตัวลุงขี้เมาแต่เจอกับหมีที่เข้ามาทำร้าย โชคดีที่ได้เจอสาวน้อยชาวไอนุคนหนึ่งมาช่วยเอาไว้ เธอชื่อว่า อาชิริบะ เมื่อได้พูดคุยกันทั้งคู่ก็ตกลงจะออกตามหาลายแทงรอยสักเพื่อหาทองคำที่ถูกซ่อนไว้ด้วยเหตุผลของแต่ละคนนั่นเอง


ความคิดเห็น:

     เรื่องนี้ก็เป็นแนวแอคชันผจญภัยอิงประวัติศาสตร์ในยุคเมจิหลังจากที่ญี่ปุ่นสามารถเอาชนะจักรวรรดิ์รัสเซียได้ โดยเรื่องราวก็จะดำเนินไปด้วยคู่ของซึกิโมโตะกับอาชิริบะออกตามหาลายแทงรอยสัก ข้อดีของเรื่องนี้อย่างหนึ่งก็คือการใส่ความรู้และเรื่องราววัฒนธรรมของชาว"ไอนุ"กลุ่มชาติพันธุ์ดั่งเดิมที่อยู่อาศัยในฮอกไกโดมานานก่อนการเข้ามาของชาวญี่ปุ่น น่าจะเป็นอนิเมะเรื่องแรกและเรื่องเดียวที่ใส่รายละเอียดของชาวไอนุมาแบบจัดเต็มซะขนาดนี้ นอกจากนี้ตัวละครต่างๆเองก็มีต้นแบบมาจากคนที่มีชีวิตอยู่จริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ตัวเอกไซโต ซึกิโมโตก็มีต้นแบบมาจากตัวคุณปู่ทวดของผู้แต่งเรื่องเองที่เคยไปรบที่สงครามญี่ปุ่นรัสเซียมาจริงๆ (แล้วก็มีตัวละครอื่นๆอีกแต่เพื่อไปการไม่สปอยล์เนื้อเรื่องเกินไปก็จะขอละไว้ก่อนละกัน) ตัวมังงะเองก็ทำการบ้านเรื่องเสื้อผ้า อาวุธ สถานที่ต่างๆ ในสมัยนั่นมาเป็นอย่างดีอีกด้วย ตัวเนื้อหาก็มีการแทรกสอดมุกจากหนังดังๆหลายๆเรื่องเข้ามา เช่น Hannibal Lecter, Silence of the lambs,It และอื่นๆ ดูแล้วคนดูก็คงจะรู้แหละมาจากเรื่องไหนกันละนะ

ข้อด้อย:

     ตอนแรกๆดูแล้วเหมือนจะเป็นแนวแอ็คชันจริงๆจังๆแต่ดูไปเรื่อยๆแล้วก็กลายเป็นแนวตลกโป๊กฮาซะเยอะ (พระเอกนี่เท่อยู่แค่สองตอนแรกเท่านั่นแหละ) แต่ก็คงเป็นเพราะท่ามันจริงจังมากไปมันก็คงไม่สนุกเท่าไรละมั้ง อีกเรื่องก็คงเป็นเรื่องที่เหมือนคนเขียนออกอาการ"หวงตัวละคร"คือตัวละครไม่ยอมตายง่ายๆซะที สุดท้ายตัวละครเลยรอดอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใครอยู่ฝ่ายไหนบ้าง (จริงๆแนวโชวเน็นก็ประมาณนี้แหละ อย่างดรากอนบอลนี่ตัวร้ายตัวดีไม่ยอมตายๆไปซะที) อีกอย่างที่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าฉากต่อสู้บางฉากเนื้อหาบางประการค่อนข้างจะโหดและไม่เหมาะสำหรับเด็กๆจะดูเท่าไรนักนะครับ

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็สนุกดีครับ ดูแล้วจะได้ความรู้เกี่ยวกับฮอกไกโดและชาวไอนุเป็นอย่างดี ณ.ตอนที่เขียนรีวิวนี้ก็มีออกมาแล้ว 4 ซีซันแล้วก็กำลังสร้างซีซัน 5 เป็นภาคอวสานอยู่ แถมยังมีสร้างเป็นหนังเวอร์ชันคนแสดงแล้วด้วย(ภาคคนแสดงน่าจะจริงจังกว่าละมั้ง) สนใจยังไงก็ลองหามารับชมกันได้นะครับ 


 

 สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->


วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 15 : จัดอันดับอนิเมะในดวงใจ 個人的のアニメランキング

 สวัสดีครับ ว่างๆก็มานั่งคิดว่าเราเองก็ดูอนิเมะญี่ปุ่นมาตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆจนเดี๋ยวนี้โตจนเป็นตาลุงแล้วก็ยังดูอยู่และดูต่อไป ก็เลยจะลองจัดอันดับอนิเมะที่อยู่ในดวงใจดู ว่าแล้วมาลองดูกันครับ


1. Macross 

เป็นอนิเมะแนวไซไฟหุ่นยนต์รบที่เคยดูภาคแรกที่เป็นเวอร์ชันอเมริกัน Robotech เมื่อตอนที่เป็นเด็กมากๆก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไรแต่ก็พอจะจำพล๊อตจำตัวละครหลักๆได้บ้าง จนกระทั่งทางช่องเจ็ดเอา Macross 7 มาฉาย ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เป็นวัยรุ่นพอดี พอดูไปแล้วก็คุ้นๆว่า เอ๊ะ มันเป็นภาคต่อของ Robotech นี่หว่า ประกอบกับช่วงนั้นก็อินกับกระแส J-Rock ของทางญี่ปุ่น ทั้งวง X-Japan , L'Arc-en-Ciel , LunaSea ก็เลยชอบในตัวของเน็คคิบาซาร่าตัวเอกของเรื่องด้วยโดยปริยาย เรียกได้ว่าเรื่องนี้่เหมือนเป็นความทรงจำในวัยเด็กบวกกับช่วงวัยรุ่น(ที่ทั้งหวานและขมขื่น) ตัวเนื้อเรื่องก็ค่อนข้างมีเอกลักษณ์มีทั้งความเป็นไซไฟความรักสามเศร้าและเสียงเพลง ผมเลยจัดให้เรื่องนี้เป็นอนิเมะในดวงใจอันดับหนึ่งและเขียนเกี่ยวกับเรื่อง Macross มากเป็นพิเศษละครับ (อ่านได้ที่นี่เลยครับ

 

2. Dragon Ball

สำหรับเด็กผู้ชายที่เกิดในยุค 80-90 ก็คงต้องเคยดูดราก้อนบอลกันทั้งนั้น ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ทุกๆวันเสาร์อาทิตย์ต้องตื่นแต่เช้ามาเปิดช่องเก้ารอดูดราก้อนบอล เวลาไปโรงเรียนก็คุยกันเรื่องดราก้อนบอลกับเพื่อนๆนี่แหละ ไหนจะสะสมการ์ดดราก้อลบอลของขนมโอเดงย่า ฟิกเกียร์ ของเล่นของสะสม (แต่ก็หายๆไปไหนหมดก็ไม่รู้เหมือนกัน) ดราก้อนบอลก็เลยถือได้ว่าเป็นอนิเมะในดวงใจในวัยเด็กของผมได้เลยทีเดียว เพียงแต่ว่าพอโตขึ้นเป็นวัยรุ่นผมก็ไม่ได้ติดตามดูต่อแล้ว(น่าจะดูุถึงภาค Dragon Ball Z ตอนที่สู้กับเซลล์ละมั้ง) ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าหลังๆมาเนื้อเรื่องมันดูอืดๆ สู้กันทีก็ว่ากันเกิน 5-6 ตอนแล้วกว่าจะรู้ผล ตอนเด็กมันคงไม่คิดอะไรหรอกแต่พอเป็นผู้ใหญ่มันก็ไม่มันส์ไม่สนุกเท่าไรแล้วละนะ (มันก็ส่งผลให้ผมไม่ค่อยชอบดูอนิเมะแนวโชเน็งซะเท่าไหร เพราะรู้สึกว่ามันจะเป็นเหมือนดราก้อนบอลนี่แหละ คือแรกๆสู้กันสนุกดีแต่พอดังๆเข้าจะเริ่มยืดเรื่องออกทะเลยาวจนเป็นสิบๆปีก็ไม่จบ อย่างวันพีชนารุโตะนี่ผมก็ไม่ดูเลยก็ว่าได้เพราะคิดว่าอาจจะตายก่อนที่จะได้รู้ตอนจบอะนะ เฮอๆ) 

 


3. Ranma 1/2

ช่วงนี้ก็มีการรีเมคเรื่องรันม่าฮาร์ฟใหม่ด้วยละนะ จริงๆผมก็ดูเรื่องนี้ตอนช่วงม.ต้นละมั้ง รู้สึกจะฉายช่องเก้านะแหละ จำได้ว่าตอนนั้นติดหนักมากจนไม่ค่อยยอมไปไหนเลยในวันเสาร์อาทิตย์(เด็กสมัยนี้คงไม่เข้าใจ สมัยก่อนนี้การ์ตูนจะฉายทางทีวี ฉายแล้วฉายเลยไม่มีรีรัน ไม่สามารถหาดูซ้ำได้ง่ายๆเหมือนสมัยนี้ที่อยากดูเมื่อไหร่ก็กดดูสตรีมมิ่งได้เลย สมัยนั้นถ้าอยากดูซ้ำจริงๆก็อาจจะต้องไปหาเช่าวีดีโอเทปมาดูซึ่งก็เสียตังค์อีกนะแหละแถมอาจจะไม่มีหรือมีไม่ครบด้วย) เนื่องด้วยเรื่องนี้ฮามาก เป็นแนวพ่อแงแม่งอนก็จริงแต่มุกต่างๆก็ดูสนุก แถมได้ทีมพากย์น้าต๋อยเซมเบ้ทีมช่องเก้าการ์ตูนสมัยนั้นพากย์ด้วยยิ่งตลกเข้าไปใหญ่ เวลาเรียนเครียดๆมาพอดูแล้วก็เลยรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ ซึ่งอนิเมะสมัยนี้อาจจะหาเรื่องแนวๆนี้ได้ยากแล้ว (คือมันก็มีแนวโมเอะแนวรอมคอมนะแหละนะ แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ลงตัวเหมือนเรื่องรันม่าอยู่ดีนะแหละนะ) 

 


4. Sailor Moon

ใช่ครับ ผมเองก็ดูเซลเลอร์มูนเหมือนกัน สมัยนั้นเด็กผู้ชายก็ต้องชอบดราก้อนบอล ส่วนเด็กผู้หญิงก็ต้องชอบเซลเลอร์มูน แต่ผมเองก็ดูเซลเลอร์มูนด้วย เหตุหนึ่งก็เพราะต้องดูเป็นเพื่อนน้องสาวด้วยละนะ อีกอย่างพอเริ่มโตขึ้นมาหน่อยมันก็เริ่มเบื่อๆอนิเมะแนวโชเน็งที่มีแต่ผู้ชายกล้ามใหญ่ๆมาต่อสู้กันแหละ ก็คงจะเริ่มหันไปสนใจแนวสาวๆสวยๆน่ารักๆบ้างก็คงไม่แปลกอะไรละมั้ง อย่างไรก็ดีผมเองก็ดูเซลเลอร์มูนแค่ภาคสองภาคเท่านั้นเอง ภาคหลังๆก็ไม่ตามดูอะไรขนาดนั้น ผมคิดว่าตัวนางเอกอย่างอุซางิเองก็น่าจะเป็นต้นแบบนางเอกอนิเมะญี่ปุ่นในช่วงเวลาต่อมาด้วย คือพวกนางเอกที่นิสัยออกก๋งๆอ๊องๆหน่อยอะนะ (ถ้าถามว่าชอบเซลเลอร์อะไรมากที่สุด ผมชอบเซลเลอร์มาร์สกับเซลเลอร์วีนัสอะนะ น่าจะชอบผู้หญิงผมยาวตรงสะหลวยสวยเก๋แหละ เฮอๆ )

 


5. Ghibli Studio Anime

สมัยเด็กๆเรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยได้ดูอนิเมะจากสตูดิโอจิบลิเลย อาจจะเป็นของหายากในสมัยนั้นก็ได้ แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เหมือนจะเอามาฉายทางทีวีให้ดู ซึ่งก็คือเรื่อง Grave of the Fireflies สุสานหิ่งห้อยนั่นเอง ซึ่งคอหนังจิบลิคงจะรู้ดี ใครได้ดูเรื่องนี้รับรองได้ว่าน้ำตาแตกตอนจบแน่นอน ซึ่งผมตอนที่เป็นเด็กๆได้ดูแล้วก็ไม่รอดเหมือนกัน นั่งร้องให้อยู่เป็นวรรคเป็นเวรเป็นแผลในใจจนโตแหละ พอเวลาผ่านไปถึงได้มีโอกาศได้ดูหนังอนิเมะเรื่องอื่นๆจากสตูดิโอจิบลิ ก็มีชอบบ้างไม่ชอบบ้างละนะ แต่เอาเข้าจริงเรื่องที่อยู่ในใจคงจะเป็นเรื่อง Porco Rosso หมูแดง ซึ่งก็เป็นหนังอนิเมะที่อาจจะไม่ได้ดังเท่าเรื่องอื่นๆ อย่าง Spirited Away แต่คงเป็นเพราะผมมาดูเรื่องนี้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เลยอินกับความรักที่ไม่สมหวังของเหล่าตัวเอก ความเหงาๆอะไรบางอย่างในเนื้อเรื่อง มันเป็นอนิเมะที่มีความเป็นเด็กผสมกับความเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างลงตัว ก็เลยชอบเรื่องนี้เป็นพิเศษละครับ  (สำหรับเรื่องอื่นๆส่วนตัวผมคิดว่ามันไม่เด็กไปก็ดาร์กเกินไปละนะ)

เท่าที่คิดออกก็คงจะประมาณนี้ ไม่ทราบว่าจะตรงใจกับอนิเมะที่ท่านผู้อ่านชื่นชอบหรือไม่ ยังไงก็ลองมาคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 14 : มาครอสกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริง 現実の歴史とマクロス

 สวัสดีครับ วันนี้ก็กลับมาพูดถึงอนิเมะเรื่องโปรดของผมกันอีกครั้งนั่นคือเรื่องมาครอส วันนี้ก็จะขอรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่ผมคิดว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อเนื้อเรื่องของมาครอส เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาดูกันเลยครับ

*** Spoiler Alert !! มีการสปอยล์เนื้อเรื่องด้วยนะครับ ใครยังไม่ได้ดูมาครอสครบทุกภาคก็ไปดูกันก่อนได้เลย อนึ่งเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ถูกผิดไม่ถูกใจประการใดก็ต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วย

 



1. สงครามเย็นกับมาครอส

    เนื่องด้วยมาครอสภาคแรกนี่ถูกสร้างขึ้นประมาณช่วงเวลาที่สงครามเย็นใกล้ๆจะจบ(มาครอสออกฉายปี 1982 ส่วนโซเวียตล่มสลายประมาณปี 1991) ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นได้ว่าพวกมนุษย์ต่างดาวชาวเซ็นทราดี้นี่จะออกแนวบ้าสงคราม ไม่มีวัฒธรรมของตัวเอง ไม่รู้จักดนตรีการบันเทิงเริงรมย์ ผมเลยพออนุมาณได้ว่าเขาออกแบบเซ็นทราดี้ให้เป็นตัวแทนของพวกคอมมิวนิสต์นี่แหละ เพราะภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์นี่คือการไม่เอาวัฒนธรรมไม่เอาศาสนาใดๆ (นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขมรตอนที่เขมรแดงเรืองอำนาจก็กวาดล้างแหล่งวัฒนธรรมของตัวเองจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เลย ตอนนี้ถึงชาวกัมพูชาจะพยายามจะฟื้นคืนวัฒนธรรมตัวเองขึ้นมาแต่ก็สับสนไปแล้วว่าวัฒนธรรมตัวเองดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นยังไงกันแน่ เขาถึงชอบมาเครมของบ้านเราเอานี่แหละ) อีกอย่างหนึ่งถ้าดูเครื่องแบบของพวกเซ็นทราดี้ให้ดีก็จะเห็นว่ามันออกโทนเขียวๆแดงๆ เทาๆ ซึ่งก็เป็นโทนเดียวกับเครื่องแบบของทหารโซเวียตนะแหละ(ซึ่งผมว่าพวกซีออนในเรื่องกันดัมก็ดูจะใส่โทนนี้เหมือนกันนะ) ซึ่งแน่นอนพวกมนุษย์โลก UN Spacy ก็จะเป็นตัวแทนของโลกเสรี เรามีวัฒธรรมทั้งภาพยนต์ ดนตรี ไอดอล เหมือนกับที่พวกอเมริกันพยายามสร้างภาพขายของ American Pop Culture ในช่วงสงครามเย็น  ซึ่งในเนื้อเรื่องตอนจบพวกเซ็นทราดี้ก็จะยอมแพ้และเข้าร่วมกับพวกมนุษย์ คล้ายๆกับเป็นการทำนายว่าสุดท้ายสงครามเย็นจะจบลงและฝ่ายโลกเสรีจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งสุดท้ายกำแพงเบอร์ลินก็ถูกทำลาย(ปี1989) โซเวียตก็ล้มสลายตามลงมาจริงๆ (หรือจะมองว่ามาครอสเป็นโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งของอเมริกากับญี่ปุ่นที่ร่วมมือกันก็อาจจะมองได้อะนะ แต่เรื่องแนวไซไฟหุ่นยนต์รบสมัยนั้นก็มาแนวๆนี้แหละอย่างกันดัมเป็นต้น) 



 

2. เหตุการณ์รอสเวลกับมาครอส

     ประมาณปี 1947 มีเหตุการณ์ยานบินประหลาดตกที่รอสเวลรัฐนิวแม็กซิโกในบริเวณฐานทัพอากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา จนเป็นข่าวล่ำลือกันว่าที่ตกนั้นเป็นยาน UFO จากต่างดาวและนั่นเองเป็นสาเหตุให้อเมริกามีเทคโนโลยีการบินและการทหารล้ำหน้ากว่าชาติอื่นๆเพราะได้ชำแหละซากยานอวกาศแล้ววิเคราะห์เอาเทคโนโลยีมนุษย์ต่างดาวมาใช้งาน แม้ภายหลังทางกองทัพจะออกมาปฎิเสธว่าเป็นเพียงบอลลูนวิเคราะห์สำรวจสภาพอากาศตกก็เหอะ แต่ชาวบ้านก็จินตนาการไปไหนต่อไหนกันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ที่รอสเวลนี่ก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับยานมาครอสที่เป็นยานต่างดาวที่ตกลงมาบนโลกเช่นกัน และทำให้มนุษย์ชาติรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีิวิตต่างดาวที่ทรงภูมิปัญญาร่วมถึงยังเอาเทคโนโลยีจากยานมาครอสมาพัฒนาอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆจนได้เป็นเครื่องบินรบแปลงร่างได้อย่าง Valkyrie VF0 (ปรากฎตัวในมาครอสเซโร่) โดยเขาจะใช้ศัพท์การเอาเทคโนโลยีต่างดาวมาเป็นของตัวเองอย่างนี้ว่า Over Technology ซึ่งก็น่าจะมีที่มาจากเรื่องมาครอสนี่แหละครับ  



 3. ระเบิดนิวเคลียร์กับมาครอส

    อย่างที่ทราบกันว่า(ณ.ตอนที่เขียนบทความนี้ในปี 2024) ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่โดนทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถึงสองลูกที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิตอนใกล้จบสงครามโลกครั้งที่2 ความหายนะและสิ่งเลวร้ายในตอนนั้นก็คงจะส่งผลกระทบกับจิตใจคนญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย แม้แต่ในมาครอสก็จะมีเนื้อเรื่องตอนที่เอะอะสู้ไม่ได้แล้วก็จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ซะเลยดีกว่า (ถ้าจำไม่ผิดจะมีในมาครอสเซโร่ที่ดูเหมือนจะสู้มนุษย์นกไม่ได้แล้วก็งัดเอาระเบิดนิวเคลียร์ออกมายิง หรือในมาครอสเซเว่นก็มีคำสั่งให้แม็กซ์เอาระเบิดนิวเคลียร์ไประเบิดดาวของพวกโปรโตเดวิลทิ้งซะ แล้วก็ในมาครอสฟรอนเทียร์ก็จะมีการวางแผนล่อให้งัดระเบิดนิวเคลียร์ออกมาจัดการพวกวาจูร่า หรือแม้แต่ในมาครอสเดลต้าก็จะมีการทิ้งระเบิดมิติที่เป็นสาเหตุทำให้พวกวินด์เดอรเมียร์โกรธแค้นมนุษย์โลก) แน่นอนว่าในเนื้อเรื่องจะไม่พูดว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์หรอกเพราะมันคงกระทบจิตใจคนดูที่เป็นคนญี่ปุ่น เขาก็จะเปลี่ยนชื่อเป็นระเบิดปฏิภาคเอยระเบิดมิติเอยนะแหละ (แต่คนดูก็รู้ว่ามันเป็นระเบิดนิวเคลียร์ละนะ) หรือแม้แต่มาครอสภาคแรกจะมีฉากที่มาครอสพยายามจะเปิดบาเรียแบบคลุมทั้งตัวแต่ผิดพลาดทำให้เมืองระเบิดหายไปทั้งเมือง ทำให้คากิซากิหนีไม่ทันก็ตายไปตอนนั้นด้วย ซึ่งถ้าดูให้ดีมันก็คือการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์นะแหละ ซึ่งจะว่าไปเมสแซสที่ผู้เขียนบทมาครอสต้องการสื่อสารก็อาจจะเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์แบบพร่ำเพรื่อโดยไม่สนใจผลที่จะตามมามันเป็นเรื่องเลวร้ายมากกว่าที่คิดก็เป็นได้ 

 


4.ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์กับมาครอส

    อันนี้ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริงแต่อย่างใด แต่เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวของผมเองแหละ คืออย่างที่แฟนๆมาครอสน่าจะทราบว่ามาครอสภาคหลักๆเนี่ยเขาจะสร้างซีรี่ย์แบบฉายทางทีวีก่อนแล้วต่อมาก็จะสร้างฉบับภาพยนตร์หนังโรงออกมาฉาย ซึ่งภาคหนังโรงเนี่ยก็แทบจะมีเนื้อหาเหมือนภาคทีวีเลย (ก็เดาได้ว่าตอนเป็นซีรีย์ภาคทีวีเนี่ยมีเวลาสร้างจำกัดคงมีการเผางานไปบ้างไม่มากก็น้อย ก็เลยค่อยมาเรียบเรียงเนื้อหาแล้วทำภาคหนังโรงที่คุณภาพสูงกว่าออกมาทีหลังละนะ) ตอนแรกผมก็ว่าภาคหนังใหญ่มันก็คงเป็นการรีเมคเนื้อหาเฉยๆนะแหละ แต่พอดูภาคหนังโรง Macross 7 : Galaxy is calling me แล้วเนี่ย ผมก็เอ๊ะอะไรบางอย่างขึ้นมา ในตอนที่บาซาร่าพูดคุยกับเอมิเลีย(พี่สาวของมิเลน) เธอบอกว่าเธอเคยดูหนังเรื่องราวของมินเมย์ตอนที่เธอเป็นเด็กๆแล้วก็เกิดประทับใจต่อไอดอลนักร้องที่หยุดสงครามได้ก็เลยอยากจะเป็นนักร้องนักดนตรีบ้าง พอผมไปย้อนดูมาครอสภาคแรกทั้งที่เป็นซีรีย์หรือภาคหนังใหญ่ Do you remember love แล้วก็รู้สึกว่ามินเมย์ไม่เคยเล่นหนังที่เกี่ยวกับสงคราม Space war I เลยนี่หว่า มีแต่เล่นหนังแอ็คชันกังฟูไอ้หนุ่มมังกรขาวน้อย 小白龍(シャオパイロン) แค่นั้นแหละ ก็เลยคิดได้ว่า หรือจริงๆแล้วภาคหนังใหญ่เนี่ยก็คือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำจากเรื่องที่เกิดขึ้นจากภาคทีวีซีรีย์ละหว่า ? คือสมมุติว่าภาคทีวีซีรีย์นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทม์ไลน์จริง เสร็จแล้วก็มีคนเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วมาทำเป็นหนังใหญ่ออกฉายละ ? ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหนังที่เอมิเลียได้ดูตอนเด็กๆจริงๆก็คือหนังใหญ่ Macross : Do you remember love ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์จากมาครอสทีวีซีรีย์ภาคแรกแล้วละก็น่าจะสมเหตุสมผลหรือเปล่า (เหมือนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้วก็มีคนเอามาทำเป็นหนัง Saving private ryan อะไรแบบนั้นแหละ) ถ้ามันเป็นยังงั้นจริงๆก็อาจจะเป็นอารมณ์แบบว่ามีผู้กำกับหนังที่ไปเจรจาซื้อลิขสิทธ์จากใครสักคนในเรื่อง เช่น มินเมย์ รันกะ เชอร์ริล วงวาลคิวเร่ แล้วเอามาเขียนบทใหม่ให้จบแบบประทับใจเพิ่มเพลงใหม่ๆทำเป็นภาพยนตร์ออกมาฉาย เราเลยอาจจะได้นั่งดูหนังใหญ่พร้อมๆกับตัวละครที่ขายลิขสิทธิ์ไปทำหนังก็ได้ (งงมัยครับเนี่ย)  หมายความว่าในไทม์ไลน์จริงๆแล้วทั้งรันกะ เชอร์ริล แอลโต้ ก็เหมือนตอนจบภาคทีวีคือทั้งสามคนก็อยู่สะบายดี(อยู่กันสามคนผัวเมีย) แค่พอผู้กำกับซื้อลิขสิทธิ์เนื้อเรื่องเอาไปทำเป็นหนังใหญ่แล้วเขาอาจจะเขียนบทให้ตอนจบเป็นว่าเชอร์ริลนอนเป็นผัก แอลโต้หายสาบสูญ เหลือแต่รันกะ พอดูหนังจบออกจากโรงหนังตัวเชอร์ริลอาจจะบ่นๆว่าอะไรวะตูกลายเป็นผักหรอเนี่ย ก็เป็นไปได้นะ (ส่วนสาเหตุที่มาครอสเซเว่นไม่มีหนังใหญ่แบบรีเมคก็คงเป็นเพราะว่าตอนท้ายเรื่องรักสามเศร้าทั้งสามคน บาซาร่า มิเลน แกมลินดันหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ ผู้กำกับหนังก็เลยไม่รู้จะไปซื้อลิขสิทธิ์หนังกับใครหรือเปล่า เฮอๆ)  แต่ก็นั่นแหละครับ ทั้งหมดก็คือการมโนของผมเองล้วนๆ เอาเข้าจริงดูเหมือนว่าภาคต่อๆของมาครอสจะสร้างต่อจากภาคหนังใหญ่มากกว่าจะเป็นภาคทีวีซีรีย์ละนะ (ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครอย่างเอ็กเซลดอนในมาครอสภาคแรกฉบับทีวีซีรีย์จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดาเลย แต่พอในภาคหนังใหญ่ Do you remember love จะกลายเป็นตัวสีเขียวหัวสมองใหญ่ๆ พอไปปรากฎตัวเป็นที่ปรึกษาในมาครอสเซเว่นก็จะมีรูปร่างตัวเขียวๆหัวใหญ่ๆเหมือนที่อยู่ในภาคหนังใหญ่นะแหละ) 




สำหรับวันนี้ก็คงจะเขียนประมาณนี้นะครับ อย่างที่บอกว่าเนื้อหาที่เขียนผมมโนปะติดปะต่อเอง อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ ใครที่เป็นแฟนมาครอสเหมือนผมอ่านแล้วคิดเห็นประการใดก็บอกกล่าวกันได้นะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมนะครับ

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 11 : แนวอนิเมะกับยุคสมัย アニメジャンルと時代

 สวัสดีครับ เพราะเป็นคนที่อยู่มานาน ก็เลยเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในสังคมรวมไปถึงแนวอนิเมะที่เป็นที่นิยมในแต่ละยุคสมัย วันนี้ก็ลองมีรวบรวมเขียนเอาไว้ดู เพราะว่าเป็นความเห็นส่วนตัวซะเยอะหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ


1. ยุค70-80 ยุคแห่งอนิเมะแนวไซไฟ 

    ยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มหลังญี่ปุ่นผ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ ก็กำลังเข้าสู่เฟสของการฟื้นฟูประเทศ จึงเป็นยุคที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีความต้องการนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นายช่าง เป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่อนิเมะในยุุคนี้จะเน้นไปที่แนวไซไฟกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น เจ้าหนูอะตอม มาชินก้าแซด รวมมาถึงเรื่องที่แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังดังอยู่อย่างโดราเอม่อน กันดัม หรือมาครอสก็ตามที (แม้แต่หนังที่มีคนแสดงอย่างอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง หรือพวกขบวนการมนุษย์ไฟฟ้า ตำรวจอวกาศก็ยังจัดอยู่ในหมวดไซไฟอยู่ดีแหละ)

Source : https://tezukaosamu.net/jp/anime/44.html


2. ยุค90ตอนต้น ยุคแห่งอนิเมะแนวต่อสู้

    ช่วงต้นๆยุคนี้แนวอนิเมะที่โดดเด่นขึ้นมาก็จะออกแนวต่อสู้ซะเป็นส่วนมาก ตั้งแต่เรื่องคินนิคุแมน ดราก้อนบอล เซนต์เซย่า หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ แม้แต่อนิเมะแนวขำขันรักๆใคร่ๆก็ยังตั้งมีการใส่เซ็ตติ้งการต่อสู้เข้าไปเช่นเรื่องรันม่า1/2 ส่วนสาเหตุที่ทำไมแนวต่อสู้ถึงได้เป็นที่นิยมขึ้นมาก็ไม่แน่ชัดนัก สันนิฐานเป็นการส่วนตัวว่าช่วงนี้เด็กๆญี่ปุ่นเจนเอ็กซ์น่าจะอินกับการศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นมวยปล้ำที่มีมาก่อนยุคนี้แล้ว(อนิเมะที่สะท้อนความนิยมมวยปล้ำยุคเก่าๆหน่อยก็หน้ากากเสือนะแหละ ยุค80-90ก็จะเป็นคินนิคุแมน) หรือแม้แต่กีฬาต่อสู้อย่างคาราเต้ ซูโม่ มวย และคิกบอกซิ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุคนี้ด้วย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอิทธิพลจากภาพยนต์แนวกังฟูฮ่องกงที่กำลังดังอยู่ก็มีส่วนอยู่ไม่มากก็น้อย ก็เป็นไปได้ว่าทางทีมผู้สร้างมังงะอนิเมะก็คงจะมองเห็นความนิยมที่ว่าในหมู่เด็กๆก็เลยสร้างงานประเภทนี้ขึ้นมาตอบสนองตลาดก็เป็นได้ (แม้แต่ตลาดเกมก็ยังออกพวกเกมต่อสู้อย่าง Street Fighter เลยด้วยซ้ำ) มองอีกด้านหนึ่งก็คงอยากจะสอนกลายๆให้เด็กๆรู้จักอดทนรู้จักฝึกฝนตัวเองเหมือนพวกตัวเอกก็เป็นได้

Credit : Dragon Ball

 

 

3. ยุค 90 กลางๆถึงปลายๆ ยุคแห่งอนิเมะแนวพลังจิต

    กลางๆยุค90ไปจนถึงเกือบปลายๆ ก็ยังมีบรรยากาศของสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต หนึ่งในหัวข้อยอดฮิตในยุคนี้ก็คือเรื่องการค้นคว้าด้านพลังจิต ทั้งสองฝ่ายก็มีข่าวว่ามีการใช้ผู้มีพลังจิตในการสอดแนมหรืออ่านใจคู่ต่อสู้ด้วย(ใครดู Spy x Family มันก็คืออาหมวยอาเนียจังนะแหละนะ) ในช่วงนี้ก็เลยมีข่าวพวกที่อ้างว่ามีพลังจิต สามารถขยับข้าวของได้โดยไม่แตะ สะกดจิตอ่านใจได้ หรือแม้แต่มุขใช้พลังจิตงอช้อนได้ก็มาจากช่วงนี้แหละ จึงไม่แปลกที่อนิเมะยุคนี้จะมีตัวเอกที่มีพลังจิตอยู่เยอะแยะไปหมด เท่าที่จำได้ก็อย่างเรื่อง Orange road , มามิ สาวน้อยพลังจิต และที่ดังสุดๆก็เรื่อง AKIRA นะแหละ (จริงๆจะรวมพวกสาวน้อยเวทมนต์อย่างเซลเลอร์มูนเข้าไปก็ได้อะนะ เพราะพลังของเหล่าเซเลอร์มันก็ออกแนวพลังจิตมากกว่าเป็นเวทมนต์ที่ต้องร่ายเวท หรือแม้แต่อีวานเกเลี่ยนพวกม่านพลังAT-Fieldก็เหมือนเป็นพลังจิตมากกว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย) ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกเด็กๆยุคนี้ก็คงจะอินกับพวกพลังจิตอะไรแบบนี้จนคนแต่งเรื่องเขาก็ต้องอิงกระแสตามระเบียบละ

Credit : AKIRA

 

4. ยุคต้นปี 2000  ยุคของแนวโมเอะ

     จริงๆพวกโอตาคุนี่ก็มีมานานแล้ว แต่ช่วงยุคต้นปี 2000 นี่แหละที่ว่าเป็นยุคทองของเหล่าโอตาคุก็ว่าได้ สาเหตุหนึ่งก็เพราะละครเรื่อง Train Man (電車男:Densha Otoko)ที่มีตัวเอกเป็นโอตาคุตัวพ่อซึ่งมันก็ดังพอสมควรเลยทีเดียว สังคมเลยเริ่มยอมรับการมีอยู่ของเหล่าโอตาคุซึ่งเมื่อก่อนก็จะโดนดูถูกสารพัดจากสังคมแต่ไปๆมาๆสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้กลับกลายเป็นการจับจ่ายใช้ส่อยสินค้าจากอนิเมะเรื่องโปรดของเหล่าโอตาคุนี่แหละ(พูดได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเกลียดปลาไหลแต่ก็กินน้ำแกงละนะ) อนิเมะในช่วงเวลานี้ก็เลยจะตอบสนองความต้องการของเหล่าโอตาคุเป็นพิเศษ มันก็จะออกแนวโมเอะแนวน่ารักตาโตตาหวานกันซะเยอะ รวมถึงพวกแนวฮาเร็มแนวนางเอกซึนเดเระก็เริ่มมีเยอะขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างก็เช่นเรื่อง Love Hina , Chobits, Full metal panic, Digicharat, The Melancholy of Haruhi Suzumiya และอื่นๆอีกมากมาย 

credit : Love Hina


5. ยุคหลังปี 2010 ยุคของแนวต่างโลก

    หลังปี 2000 ต้นๆเป็นต้นมาอนิเมะก็มีความหลากหลายขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบาลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เล็งเห็น subculture ของพวกโอตาคุว่าอนิเมะมันทำรายได้เข้าประเทศได้นิหว่า ช่วงประมาณปี 2013 ก็มีนโยบาย Cool Japan ของนายกอาเบะ ซึ่งก็เป็นการเอาของดีของญี่ปุ่นเป็นจุดขายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก็มีทั้งโอท๊อปสินค้าท้องถิ่น อาหารญี่ปุ่นและก็รวมอนิเมะอยู่ในนั่นด้วย(คล้ายๆกับตอนนี้ที่รัฐบาลไทยชี้นิ้วไปไหนก็เป็น Soft Power ไปซะหมดนะแหละ) จนกระทั้งการมาถึงของอนิเมะแนวต่างโลก(異世界 : Isekai) ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องแรกแต่คิดว่าเรื่องที่น่าจะดังๆเลยก็คงเป็นเรื่อง Sword Art Online ที่เป็นแนวไปต่างโลกในเกมเสมือนจริง กับอีกเรื่องก็คงเป็นเรื่อง RE:Zero ที่ตัวเอกก็ไปพจญภัยตายซ้ำตายซากในโลกแฟนตาซีน่ะแหละ นับจากนั้นเป็นต้นมาอนิเมะแนวไปต่างโลกนี่ก็พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำตกเขื่อนแตก ให้เดาก็คงเป็นเพราะว่าเด็กๆรุ่นปัจจุบันนี้น่าจะโตมากับเกมออนไลน์และภาพยนต์แนวแฟนตาซีอย่าง Lord of the rings หรือ แฮรี่พอตเตอร์ ก็เลยน่าจะขายแนวๆแฟนตาซีเวทมนต์อะไรแบบนี้ได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆละกระมัง 

credit : Re:Zero

 

    กล่าวโดยสรุป ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีแนวผลงานที่โดดเด่นออกมามากกว่าแนวอื่นๆ ซึ่งก็คงเป็นไปตามสมัยนิยมละครับ สำหรับผมที่เป็นเด็กที่โตมากับแนวไซไฟแนวต่อสู้ก็คงจะอินกับแนวแบบนี้มากกว่าแนวอื่นๆ ส่วนคนอื่นจะชอบแนวไหนก็คงไม่มีผิดไม่มีถูกอะไร ถ้าดูแล้วสนุกมีความสุขก็ดูไปเถอะครับ


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->