แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ thailand แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ thailand แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568

Anime No.95 : บ้าน bâan - 大人の彊界 -

 สวัสดีครับ หลังจากที่ได้มีการพูดถึงโปรเจ็คอนิเมะของคุณ Gigguk ไปแล้ว ในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ดูผ่านทางยูทูปเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้ก็เลยจะมารีวิวตัวอนิเมะเรื่องสั้่นเรื่องนี้  bâan - 大人の彊界 - (ชื่อภาษาไทย บ้าน ) กันก็แล้วกันนะครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ ไดอิจิ อาไรอิ ชายหนุ่มที่ไม่ค่อยจะถูกกับแม่ที่คอยเป็นห่วงเขาตลอดเวลา เขาจึงตัดสินใจเดินทางข้ามมิติไปยังดินแดนยูทาเนียเพียงลำพัง อีกด้านหนึ่ง รินรดา รัชมณี สาวน้อยผู้มีพลังเวทมนต์ก็ตัดสินใจออกเดินทางจากดินแดนยูทาเนียข้ามไปยังญี่ปุ่นเช่นกัน ทั้งคู่ต่างก็ออกเดินทางเพื่อแสวงหาคำตอบอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน



ความคิดเห็น:

    หลังจากได้ดูแล้วก็คงต้องบอกว่าสนุกพอสมควรละนะครับ โทนอารมณ์ของเรื่องออกจะดูเหงาๆหน่อย ตัวอนิเมะเป็นแนวแฟนตาซีแล้วก็เล่าเรื่องแบบซ่อนปมไว้เฉลยภายหลัง ดูแรกๆก็จะงงๆนิดหน่อยแหละแต่พอเฉลยก็พอจะปะติดปะต่อได้ละนะ งานภาพก็สวยงามดีครับ ส่วนดนตรีประกอบก็จัดว่าไพเราะกินใจดีมาก

ข้อด้อย:

    ส่วนตัวผมว่าความเป็นไทยในเรื่องดูจะน้อยไปนิด นอกจากชื่อนางเอกแล้วองค์ประกอบอื่นถ้าไม่บอกว่ามาจากเมืองไทยก็อาจจะไม่รู้อะนะ (เข้าใจว่านางเอกเป็นกินรีแหละ) ดนตรีประกอบแม้จะไพเราะดีมากแต่ก็ไม่ค่อยมีโทนเป็นไทยเท่าไร แต่ก็พอจะเข้าใจได้แหละ เพราะพวกดีไซน์อะไรต่างๆนาๆก็คงให้คนญี่ปุ่นทำละนะครับ

    กล่าวโดยสรุป สำหรับอนิเมะเรื่องสั้นเรื่องนี้ผมว่าทำออกมาได้ดีระดับหนึ่งละครับ ภาพสวยงามดนตรีก็ไพเราะ แล้วก็เป็นตัวอย่างสำหรับคนที่อยากทำอนิเมะเป็นของตัวเองสักเรื่อง สมัยนี้ก็กำเงินกับเอาไอเดียเดินเข้าไปคุยกับบริษัทที่รับทำอนิเมะได้เลยละนะ(ไว้ถูกหวยเมื่อไรคงได้จัดสักเรื่องละนะ เฮอๆ)

สำหรับผลงานเรื่องนี้สามารถรับชมได้ที่นี่เลยครับ -> https://www.youtube.com/watch?v=V-P3HWXGYm4

 
ส่งท้ายขายของ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

 

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime Special 22 : บ้าน bâan - 大人の彊界 -

 สวัสดีครับ หลังจากที่ผมเขียนบล็อกเนื้อหาเกี่ยวกับว่าทำไมเราถึงยังไม่มีอนิเมะไทยสักทีไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ช่วงนี้ก็มีข่าวดีที่คุณ Garnt Maneetapho เจ้าของช่องยูทูป Gigguk ประกาศสร้างอนิเมะ  Baan (บ้านนะแหละ เชื่อเต็มๆก็ Bâan -The Boundaries of Adulthood-)  ซึ่งจะมีความเป็นไทยผสมอยู่เป็นหลักเลยด้วย ผมเลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คนี้มาดูครับ


สำหรับคุณ Garnt Maneetapho ก็เป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษที่ทำช่องยูทูบ Gigguk เป็นช่องที่ทำเกี่ยวกับการรีวิวและวิเคราะห์อนิเมะ ซึ่งช่องนี่ก็มีผู้ติดตามหลักล้านเลยทีเดียว(แต่คุณ Garnt แกพูดภาษาอังกฤษอะนะก็เลยไม่แปลกที่คนไทยทั่วไปจะไม่รู้จัก รวมถึงผมด้วย แฮะๆ) สำหรับโปรเจ็ค Baan นี่ผมลองเข้าไปดูที่คลิปที่คุณ Garnt พูดถึงก็พอจะแปลได้ว่า (ภาษาอังกฤษผมก็สเน็คๆฟิชๆอาจจะพิดพลาดไปประการใดก็ขออภัยด้วย) แกเคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีคนอยากจะทำ MV เป็นอนิเมะก็เลยหอบเงินกับไอเดียไปญี่ปุ่นแล้วก็คุยกับสตูดิโอที่นั่นเลย เสร็จแล้ว MV นั่นก็สร้างออกมาได้สำเร็จจนได้ ผมว่าแกก็เลยเอาบ้างละนะ คงจะไปคุยกับสตูดิโอเรื่องโปรเจ็ค Baan นี่แหละ โดยเรื่องนี้ได้ผู้กำกับ โอฮาชิ โยชิมิซึ ผู้กำกับ Code Geass: Rozé of the Recapture และคุณ Kevin Penkin เป็นผู้ประพันธ์เพลง (มีผลงานจากเรื่อง Made in Abyss) สร้างโดย Daisy Studio (แฝนสาว 100 คน เชนซอว์แมน) โดยเนื้อเรื่องจะเป็นแนวต่างโลก ความยาวประมาณ 14 นาที ซึ่งจะฉายวันที่ 24 สิงหาคมนี่ที่โรงภาพยนต์ที่โตเกียว(เข้าใจว่าคงฉายแค่โรงเดียวสำหรับให้แฟนๆดูละนะ) หลังจากนั้นจะเอามาลงยูทูป Gigguk ให้ได้ดูกันครับ
    สำหรับเนื้อเรื่องก็พอจะทราบคร่าวๆแต่ผมยังไม่พูดมากไว้รอดูกันเองดีกว่า อย่างไรก็ดีผมว่ามันก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่ความเป็นไทยจะเริ่มเข้าไปในอนิเมะของญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่มักจะมีแต่ตัวละครไทยที่เป็นตัวร้ายตัวประกอบแล้ว สมัยนี้บทของคนไทยในอนิเมะญี่ปุ่นก็เริ่มจะโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างล่าสุดก็เนี้ยง(ยัยเมี้ยวข้าวมันไก่)ในกันดัมจีควักซ์น่ะแหละนะ นี่ก็เป็นระดับบทนางเอกB=นางรองแล้ว แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นอนิเมะญี่ปุ่นยังไงๆบทตัวเอกก็คงจะสงวนไว้ให้เป็นคนญี่ปุ่นอยู่ดีนะแหละ ผมเองก็ยังเฝ้ารออนิเมะที่คนไทยสร้างแบบ 100 % อยู่นะครับ หวังว่าจะได้เห็นก่อนจะไปเฝ้าพระอินทร์ละนะ เฮอๆ 
 

ส่งท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ยัยจอมตื้อ จากมังงะเรื่อง Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->


วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime Special 21 : ทำไมถึงไม่มีอนิเมะไทยสักที ? どうしてタイのアニメがないの?

 สวัสดีครับ หลังจากดูอนิเมะจากญี่ปุ่นมาน่าจะเป็นหลักหลายร้อยเรื่องแล้ว มันก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วทำไมไทยเราถึงไม่มีอนิเมะแบบทางญี่ปุ่นเขาบ้าง? ว่าแล้วก็ลองมารวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับอนิเมะแบบไทยๆกันดูว่ามีบ้างหรือเปล่า

    เริ่มจากอนิเมชันเรื่องแรกของไทย ถ้าถามกูเกิลดูจะได้คำตอบว่าคือเรื่อง"เหตุมหัศจรรย์"ของท่าน ปยุต เงากระจ่าง เป็นอนิเมชันสั้นๆ ฉายเมื่อปีพ.ศ 2498 (ค.ศ 1955)


แต่ถ้าเป็นอนิเมชันเรื่องยาว ในความเข้าใจของผมก็คงจะต้องเป็นเรื่อง"สุดสาคร" ออกฉายเมื่อปี ๒๕๒๒ (ค.ศ 1979) กำกับโดยท่าน ปยุต เงากระจ่าง เช่นเคย (ซึ่งท่านก็ได้รับฉายาว่าเป็น"วอลท์ ดิสนีย์ เมืองไทย"เลยทีเดียว)

 


อย่างไรก็ดี สองเรื่องนี้ก็เก่ามากขนาดว่าผมเองยังเกิดไม่ทันได้ดูเลย ถ้าถามว่าอนิเมะไทยที่ผมเคยดูตอนเด็กๆคือเรื่องอะไร มานึกดูตอนนี้น่าจะเป็นเรื่อง"ม้าเหล็ก"เป็น MV ของพี่หนุ่ยอำพลลำพูน เป็นอนิเมะแบบไทยๆแท้ๆที่แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังจำเนื้อร้องท่อนฮุกได้อยู่เลยอะนะ

หลังจากผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว ช่วงวัยรุ่นของผมก็จะประมาณปีค.ศ 2000 ช่วงนั้นจริงๆเป็นช่วงที่มังงะไทย(เขาก็เรียกหนังสือการ์ตูนไทยน่ะแหละ)กำลังบูม ในความทรงจำของผม ก็จะมีพวก Thai comics ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ หรือมังงะที่เขียนโดยคนไทยที่แทรกอยู่ในนิตยสารการ์ตูนพวก Boom หรือ C-kids ก็มี แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้ทำออกมาเป็นอนิเมะ(หรือมีทำแล้วผมไม่ทราบก็ไม่รู้เหมือนกัน)  หลังจากนั้นมาด้วยกระแสอะไรต่างๆที่เข้ามาในไทยทั้ง J-pop,K-pop สุดท้ายมังงะแบบไทยๆก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นเคย 

ในเวลาต่อมามันก็มีคนที่ทำอนิเมชันออกมาให้ชมอย่าง สุดสาคร(ถ้าใครจำเพลงจ๋ามะทะจิงจาได้ก็นั่นแหละ) ก้านกล้วย ปังปอนด์ นาค ซึ่งส่วนตัวผมก็ว่ามันหนักไปทางเป็นการ์ตูนเด็กหรือให้ความรู้สึกเหมือนอนิเมชัน 3D ฝั่งฮอลี่วูดเสียมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนิเมะละนะ 

ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครสักคนคิดที่จะทำอนิเมะไทย (เอาแบบ2Dวาดมือเป็นตอนๆมีเพลงเปิดปิดเหมือนของญี่ปุ่นน่ะ) ทั้งที่เมื่อก่อนอนิเมะญี่ปุ่นที่ดังๆอย่าง Dragon Ball เองก็เคยผลิตในประเทศไทยนี่แหละ เรื่องฝีมือคนไทยผมว่าทำได้แน่นอน เท่าที่พอจะคิดออกก็คงจะมีสาเหตุประมาณนี้

1. ขาดต้นฉบับที่ดี ก่อนจะเป็นอนิเมะได้อย่างแรกเลยมันก็ต้องมีต้นฉบับ ซึ่งก็อาจจะเป็นไลท์โนเวลหรือมังงะที่ขายได้ดีในระดับหนึ่งก่อนถึงจะถูกเอามาทำเป็นอนิเมะได้ อย่างไรก็ดีในยุคสมัยนี้ที่หนังสือการ์ตูนไทยแทบจะหาอ่านไม่ได้แล้วเรื่องต้นฉบับที่ดีก็ไม่ต้องพูดถึง ส่วนไลท์โนเวลก็แทบจะเหลือแต่แนววายแนวยูรินะแหละที่ยังขายได้(ครั้นจะเอาแนวนี้มาทำอนิเมะก็คงไม่พ้นกองเซ็นเซอร์จนดูไม่รู้เรื่อง ไม่ก็ได้ฉายรอบดึกละนะ) 

2. ผู้ใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็คือสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่มีเรทมีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับภาพยนต์เรื่องหนึ่งนะแหละ พอคิดว่ามันเป็นแค่การ์ตูนเด็กก็อาจจะไม่เห็นศักยภาพว่าอนิเมะเรื่องหนึ่งสามารถต่อยอดไปทำอะไรได้หลายอย่างก็เลยไม่ได้ลงทุนลงแรงสร้างอนิเมะไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อนิเมะเรื่อง Yuru Camp ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยที่ชอบไปออกแคมปิ้งก็ยังสามารถขายของอุปกรณ์ตั้งแคมป์ของกินของฝากต่างๆเข้ามาในเรื่องได้ด้วย รวมถึงโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ ยังไม่นับรวมพวกฟิกเกิยร์ของเล่นเอยอะไรเอยอีกละนะ ส่วนคนที่เถียงว่าใช้ละครไทยบ้านเราโปรโมทเอาก็ได้นิ มันก็จริง แต่ดาราเนี่ยยังไงก็มีวันแก่ อาจจะมีข่าวคาวเรื่องซุบซิบนินทาได้จนเสียภาพพจน์ภายหลังได้ แต่ตัวละครอนิเมะน่ะเป็นอมตะ(ถ้าไม่วาดให้แก่ละก็นะ) ดียังไงก็ยังดียังงั้น ไม่มีทางเสื่อมเสียแน่น่อนแหละ

 3. เงินไม่มางานไม่มี เท่าที่เคยได้ยินมาอนิเมะแบบคุณภาพกลางๆ 12 ตอนแบบที่เราเห็นๆอยู่ทุกวันนี้จะต้องใช้เงินสร้างตกอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท(ใช้เวลาสร้างอีก1-2ปี) ถ้าไม่มีวิธีที่จะขายงานได้แบบอนิเมะญี่ปุ่น จู่ๆจะมีเศรษฐีโอตาคุที่ไหนควักเงินตัวเองออกไปก่อนล้านนึงจะเจ๊งก็ช่างช่วยสร้างอนิเมะไทยให้หน่อย มันก็คงจะไม่มีน่ะแหละนะ (แม้แต่อนิเมะญี่ปุ่นเองที่เห็นออกมาซีซันเดียวแล้วไม่มีภาคต่อเลย มันก็เรื่องเงินนะแหละ ถ้าออกมาแล้วขายไม่ได้ไม่ดังก็ไม่ได้ไปต่อละนะ) สุดท้ายมันก็จะกลับไปที่ต้องมีต้นฉบับที่มันต้องศักยภาพพอที่นักลงทุนจะมั่นใจว่าพอเอามาทำอนิเมะแล้วจะขายได้แน่ๆก่อนละครับ

4.เนื้อเรื่องโบราณเกินไป จริงๆก็มีโปรเจ็คอนิเมชันหลายๆอย่างที่ได้ทุนให้เปล่ามาทำ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวอนุรักษ์นิยมจนเกินไปอย่างโขน รามเกียรติ์ หรือแนวสอนธรรมะ ซึ่งมันก็ไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอกเพียงแต่คนเขาก็ไม่ค่อยจะดูกันนะแหละ ถ้าอยากจะทำให้ปังจริงๆ ก็ควรจะประยุกต์เนื้อเรื่องให้ดูง่ายสนุกสนานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โดราเอม่อน แม้จะเป็นแนวไซไฟชีวิตประจำวัน แต่ผมว่าจริงๆแล้วโดราเอม่อน มันคือการ์ตูนคุณธรรมต่างหาก ทุกครั้งที่โนบิตะทำอะไรไม่ดีก็มักจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ตอนจบ อาจารย์ฟูจิโกะฟูจิโอะแกก็ไม่ได้บอกโต้งๆท้ายเรื่องว่า กมฺมุนา วตฺตตีโลโก กรรมใดใครก่อกรรมนั่นย่อมตอบสนอง ใช่มัยละ เนื้อเรื่องมันสอนเป็นนัยอยู่แล้วไม่ต้องมาท่องบาลีให้ฟังหรอก (หรือพอพล็อตมันไม่ธรรมะจ๋าๆแล้วผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะไม่ให้ผ่านหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ) หรืออย่างรามเกียรติ์ ถ้าเอามาทำโต้งๆก็ไม่มีใครดูหรอกครับ เนื้อเรื่องมันเอาท์ไม่เข้ายุคเข้าสมัยเสียแล้ว (สมัยนี้ไม่มีใครนิยมเอาลิงมาฆ่าล้างโคตรเพื่อแย่งผู้หญิงคนเดียวกันแล้วเฟ้ย) ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเอามาประยุกต์กับแนวชีวิตประจำวันอาจจะดีกว่า เช่น ให้พระรามเป็นนักเรียน ม.ปลาย สีดาเป็นดาวโรงเรียน ทศกัณฐ์เป็นนักเลงประจำโรงเรียน พระลักษณ์เป็นบราคอน อะไรแบบนี้มันคงจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าละนะ 

เท่าที่คิดออกก็คงจะประมาณนี้ ช่วงหลังๆนี้ผมเองก็เห็นผลงานอนิเมะแบบไทยๆที่คนไทยสร้างมาเรื่อยๆ(แต่เป็นคลิปสั้นๆอะนะ) คุณภาพก็โอเคเลย เอาเข้าจริงๆถ้าจะทำออกมาเป็นตอนๆก็คงจะได้แหละ ยังไงถ้ามีเศรษฐีโอตาคุที่พร้อมจะเจ๊งมาอ่านบล๊อกนี้ก็รบกวนให้การสนับสนุนอนิเมะไทยให้ได้สร้างกันด้วยละกันนะครับ (รวมถึงรัฐบาลที่เอาแต่พูดซอฟต์พาว์เวอร์ๆด้วยนะ เฮอๆ)

 


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime Special 5 : พลังนุ่มนิ่มไทยในมาครอส マクロスにタイのソフトパワーについて

 สวัสดีครับ ต่อเนื่องการพูดคุยเรื่องของ Soft Power แล้วก็พาลนึกไปถึงอนิเมะเรื่องโปรดของผมนั่นคือซีรี่ย์มาครอส ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านที่เคยดูซีรี่ย์มาครอสรู้ตัวหรือเปล่าว่าในเนื้อเรื่องเหมือนว่าจะมีพลังนุ่มนิ่มของไทยแทรกอยู่ด้วย วันนี้ผมจะลองมาชี้จุดให้ดูกันครับ

*** Spoiler Alert !! : จะมีการอ้างอิงเนื้อหาจากซีรี่ย์มาครอสเกือบทุกภาค ใครยังไม่ได้ดูแล้วยังไม่อยากจะถูกสปอยล์ก็ไม่ต้องอ่านต่อนะครับ

 

1. ชาวมายัน = คนไทย ?

เริ่มจากภาคมาครอสเซโร่ก่อนเลยแล้วกัน ผมพบว่าท้ายเครดิตมีการเขียนถึงการเก็บข้อมูลที่เกาะพีพีในประเทศไทยแล้วถ้าดูบรรยากาศชาวเกาะในเรื่องท่านก็พอจะทราบว่ามันถือเกาะในประเทศไทยชัดๆ ในเรื่องก็มีการใช้ภาษาไทยในภาพข่าว โฆษณาต่างๆ (ถึงจะเป็นภาษาไทยที่เขียนผิดๆเพี้ยนๆไปหน่อยก็เหอะ) แล้วเรือที่มาโอะพาชินไปดูสมบัติใต้ทะเลของเธอมันก็คือเรือหางยาวหาปลาบ้านเรานี่แหละ เรียกได้ว่าชาวมายัน มาโอะ ซาร่านี่ก็คือคนไทยนะแหละครับ 


 

2. บาซาร่าเป็นลูกครึ่งคนไทย ?

จากทฤษฎีที่ผมเคยบอกว่าพ่อแม่ของบาซาร่าก็คือชินกับซาร่า(อ่านได้ตรงนี้) แล้วซาร่าก็เป็นชาวมายันซึ่งจริงๆแล้วมีต้นแบบเป็นคนไทย หลักฐานเพิ่มเติมก็คือบาซาร่านี่ถ้าดูดีๆแล้วเขาผิวไม่ได้ขาวเหมือนคนญี่ปุ่นแต่จะออกสีแทนๆหน่อยๆ หน้าก็ออกจะคมๆเข้มๆ(สาวๆในเรื่องถึงได้กรี๊ดกร๊าดกันอะนะ)แถมยังไม่เคยตรงต่อเวลาไปคอนเสิร์ตสายตลอด(นิสัยคนไทยชัดๆ) แล้วพอไปดูโปรไฟล์จะพบว่าบาซาร่าชอบกิน "แกงกระหรี่เผ็ดๆ กิมจิ และต้มยำกุ้ง"ซึ่งก็แปลกดีเพราะในเรื่องไม่เห็นเขากินอะไรแบบนี้เลย(เห็นกินพิซซ่า กาแฟ น้ำเลมอนเน็ดแล้วก็ใบไม้!?) อาจจะเป็นโปรไฟล์ที่มาเขียนขึ้นทีหลังเพื่อจะบอกใบ้ว่าจริงๆแล้วบาซาร่าเป็นลูกครึ่งไทยเลยชอบกินอะไรเผ็ดๆเหมือนกับแม่ซาร่า(ที่เป็นคนไทย)ก็เป็นได้ เฮอๆ 


 

3. เอลม่าขับรถกบ ?

ในOVAของมาครอสเซเว่น Macross 7 Dynamite ตัวสาวน้อยจอมป่วนเอลม่าที่อยากจะเป็นลูกศิษย์ของบาซาร่าเธอจะขับรถสามล้อคล้ายๆกับรถกบบ้านเรา(รถตุ๊กตุ๊กแถวๆอยุธยาหรือจังหวัดตรังน่ะนะ) ตอนแรกผมก็คิดว่าอาจจะมีต้นแบบจากรถสามล้อไดฮัทสุของญี่ปุ่นก็เป็นได้ แต่พอในเรื่องมันขับลงน้ำได้เนี่ยมันก็เหมือน"กบ"ใช่มัยละ ก็น่าจะเป็นรถกบบ้านเราละนะ แถมเสื้อคลุมของบาซาร่านี่ก็ครบสามสีธงไตรรงค์อีกต่างหาก (หรือดาวโซล่านี่จะมีต้นแบบมาจากจังหวัดตรังหรือแถวๆทะเลไทยภาคใต้ก็ได้ สังเกตุว่าเมืองที่บาซาร่าไปอยู่นี่จะเปิดวิทยุตลอด เอลม่าก็พกวิทยุติดตัวคล้ายๆกับมาโอะที่ชอบฟังวิทยุในภาคเซโร่น่ะแหละ)


 

4. วัลคิวเร่นั่งรถสองแถว ?

    ข้ามมาที่มาครอสเดลต้า(ภาคมาครอสฟรอนเทียร์มีการถ่ายหนังที่จำลองบรรยากาศเกาะในภาคเซโร่ซึ่งจะนับว่าเป็นบรรยากาศเกาะในไทยก็คงจะได้อยู่แหละ) จะมีอยู่ตอนนึงที่พวกวัลคิวเร่ต้องไปสอดแนมที่ดาวคนหูแมว จะมีฉากที่หน่วยของเฟรย่าฮายาเตะต้องนั่งรถไปสมทบกับคนที่เหลือ ซึ่งดูยังไงๆมันก็คือรถสองแถวบ้านเรานี่แหละ เพราะนั่งแล้วหันหน้าชนกันละนะ แถมยังมีตอนที่เขาจัดเทศกาลแมงกระพรุนซึ่งดูๆไปแล้วก็คล้ายๆเวลาเราลอยโคมลอยยี่เป็ง ตอนที่ลอยเครื่องบินจำลองของเมเซอร์ให้วิญญาณไปผุดไปเกิดเป็นแมงกระพรุนก็ดูคอนเซปคล้ายๆลอยกระทงหรือลอยอังคารบ้านเราอยู่เหมือนกัน (คาดว่าคนเขียนบทมาครอสเดลต้านี่น่าจะมาเที่ยวแถวๆเชียงใหม่แล้วได้ไอเดียไปเขียนบทนี่แหละนะ)

 
 
 กล่าวโดยสรุป ผมว่ามาครอสภาคแรกนี่ได้อิทธิพลตะวันตกมาเยอะแหละ ก่อนที่จะมีเรื่องขัดแย้งกันเรื่องลิขสิทธิ์อะไรกัน มาครอสในภาคต่อๆมาอย่างมาครอสเซเว่นก็จะเริ่มเห็นความเป็นเอเชียในเนื้อเรื่องมากขึ้น (โดยเฉพาะความเป็นไทยที่แทรกๆเข้ามา) ผมเดาว่าทางคณะผู้จัดทำน่าจะเคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้วด้วยความประทับใจเขาเลยเอาไปใส่เอาไว้ในมาครอสซะเยอะเลยละครับ น่าเสียดายที่ด้วยปัญหาลิขสิทธิ์ที่เป็นเรื่องเป็นราวสมัยก่อนเลยทำให้คนไทยไม่สามารถดูมาครอสภาคหลังๆมาครอสเซเว่นอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้(เขาห้ามฉายนอกประเทศญี่ปุ่นน่ะ) ไม่งั้นผมว่าแฟนๆมาครอสอาจจะมากกว่าที่มีอยู่ก็เป็นได้นะครับ 
 
สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->