วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567

Anime No.26 : Hakozume (Police In A Pod) ハコヅメ~交番女子の逆襲~

 สวัสดีครับ หนึ่งในจตุรเทพแห่งการเป็นข่าว(ฉาว)อันได้แก่ ทหาร ตำรวจ พระ ครู ช่วงนี้คงต้องยกอันดับหนึ่งให้กับตำรวจไทยไปเลยจ้า!! ก็เลยได้คิดว่าแล้วตำรวจประเทศอื่นเขาเป็นเหมือนบ้านเราหรือเปล่าหว่า? ว่าแล้วก็นึกถึงอนิเมะเรื่องนี้ขึ้นมาเลยครับ Hakozume (Police In A Pod) ハコヅメ~交番女子の逆襲~ (ชื่อภาษาไทย"สู้เขาคุณตำรวจสาวป้อมยาม") เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ 


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของตำรวจสาวน้องใหม่ มาอิ คาวาอิ ผู้ที่อยากเป็นข้าราชการที่มีิเงินเดือนแน่นอนมีสวัสดิการดีๆแต่ก็ไม่มีปัญญาจะสอบติดได้เลยเลือกมาเป็นตำรวจที่มีคนสอบแข่งน้อยกว่าแทน แต่ด้วยการที่เป็นอาชีพที่กดดันแถมโดนประชาชนดูถูกสารพัดทำให้เธออยากจะลาออกใจจะขาด ตอนนั้นเองที่ เซโกะ ฟูจิ รุ่นพี่ตำรวจที่เคยอยู่หน่วยสอบสวนแต่โดนย้ายมาอยู่ป้อมยามเดียวกันเพราะดันใช้ความรุนแรง ทั้งคู่ได้รู้จักกันและต้องทำงานเป็นคู่หูด้วยกัน ด้วยความสามารถและความเอาจิงเอาจังของเซโกะทำให้มาอิประทับใจและตัดสินใจว่าจะเป็นตำรวจต่อไป เรื่องราวในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตรับผิดชอบของทั้งคู่จึงเริ่มขึ้นเช่นนี้นี่เอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวตลกขบขัน ดูแล้วก็จะรู้ว่าจริงๆชีวิตตำรวจ(ญี่ปุ่น)เป็นยังไง ที่ตกใจก็คือที่ว่าประชาชนบางส่วนว่าตำรวจเป็นพวกอาชีพ"เปลืองภาษี"นี่แหละ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นมุกหรือเขาคิดหยังงั้นจริงๆ (ว่าที่จริงที่ญี่ปุ่นเองไม่ค่อยมีเหตุอาชญากรรมโหดๆบ่อยๆแบบบ้านเรา ผู้คนส่วนมากก็อยู่ในระเบียบวินัยรักษากฎหมาย บางทีการมีตำรวจจำนวนเยอะๆแล้วก็อาจจะนึกว่าเป็นการเปลืองภาษีจริงๆก็ได้ละกระมัง) ตัวคุณตำรวจเองก็ค่อนข้างจะเป็นอาชีพที่เหนื่อยแหละ ต้องรักษากฎหมายจะปล่อยปละละเลยก็ไม่ได้ เข้มไปก็โดนด่า ไม่ว่าอะไรก็ผิดระเบียบอีก ใครแจ้งเหตุกี่โมงกี่ยามก็ต้องออกไประงับเหตุ ดูแล้วก็พอเข้าใจว่าทำมัยมาอิถึงอยากจะลาออกละนะ

ข้อด้อย :

    สำหรับข้อด้อยอาจจะเพราะมันเป็นเรื่องราวแนวตลก ก็เลยไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากมาย เนื้อเรื่องพอจะเดาๆได้ว่าจะดำเนินไปทางไหน แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้สนุกดีได้ข้อคิดหลายอย่างทีเดียว

    เรื่องนี้นอกจากจะได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของตำรวจชั้นผู้น้อยที่เวลาเราไปญี่ปุ่นจะเห็นนั่งอยู่ในป้อมยาม(จริงๆเราต้องเรียกว่าป้อมตำรวจอะนะ) เราจะได้ข้อคิดของการปฏิบัติตามกฎหมายด้วย เช่น การที่ทำไมเราถึงควรจะมีเบบี้ซีทให้กับเด็กทารกเวลานั่งรถยนต์ หรือการที่ทำผิดกฎหมายแล้วสุดท้ายจะต้องลงเอยยังไง ส่วนตัวผมว่าการเป็นตำรวจถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติอย่างนึงแหละ แต่สุดท้ายคนจะมีเกียรติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณได้ให้"เกียรติ"นั้นกับคนอื่นด้วยหรือเปล่า ถ้าทำทุกอย่างตรงไปตรงมา ปฎิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบก็คงไม่มีใครติฉินนินทาได้หรอกนะครับ ผมคิดว่าเป็นเช่นนั้นแล

ล่าสุดเห็นว่ามีทำเป็นเวอร์ชันคนแสดงด้วยละนะครับ ->



ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2567

Anime No.25 : Macross II : Lovers Again マクロスII

 สวัสดีครับ วันนี้ก็จะขอกลับมารีวิวซีรี่ย์มาครอสที่ยังเหลืออยู่ นั่นก็คือเรื่อง Macross II : Lovers Again マクロスII มาครอสภาคสอง สำหรับเรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นมาครอสซีรี่ย์ที่ถูกลืมก็ว่าได้ เพราะอะไรไปดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวหลังจากจบศึก Space World War I ในมาครอสภาคแรกไปเป็นเวลา 80 ปี ในปีค.ศ 2092 เมื่อ ฮิบิกิ คันซากิ นักข่าวหนุ่มไฟแรงจากสำนักข่าวSNN พยายามจะเปิดเผยเรื่องซุบซิบนินทาการคบหาระหว่างผู้บังคับบัญชากองทัพ เอกเซแกรน กับ ซิววี่ จีน่า เอสไฟล็อตของหน่วยแฟรี่ จนฮิบิกิโดนชกหน้าโดยซิลวี่แถมยังถูกบังคับให้ขอโทษทางกองทัพ ระหว่างนั้นมีการโจมตีจากศัตรูลึกลับพวกมาดุก ฮิบิกิจึงได้โอกาสทำข่าวสงครามโดยอาสาเป็นนักบินให้กับ เดนนิส โลน นักข่าวสงครามรุ่นเก๋าที่ขี้เมาไปหน่อย  ในสงครามครั้งนั้นปรากฎว่าการใช้เสียงเพลง Minmay Attack กับศัตรูไม่ได้ผล แถมพวกมาดุกยังมีหน่วย Emulator ซึ่งทำหน้าที่"ร้องเพลง"เพื่อทำให้พวกเซนทราดี้ที่ถูกล้างสมองทำการรบได้ดีขึ้นอีกต่างหาก ก่อนที่การรบจะจบลงเดนนิสและฮิบิกิได้เข้าไปในยานของมาดุกลำหนึ่งและได้พบกับ อิชทาร์ หนึ่งใน Emulator เดนนิสตัดสินใจจะพาเธอกลับมาแต่เกิดการระเบิดขึ้น เดนนิสได้เสียชีวิตและฮิบิกิก็ได้พาอิชทาร์กลับมายังโลก และพยายามสอนเรื่องราววัฒธรรมต่างๆของโลกรวมถึง"เสียงเพลง"ให้กับเธอด้วยเช่นกัน



ความคิดเห็น :

    ก่อนอื่นต้องขอพูดถึงเนื้อเรื่องก่อน ผมว่าพล็อตเรื่องมันออกจะคล้ายๆกับมาครอสภาคแรกไปหน่อยแต่ก็มีองค์ประกอบใหม่ๆเข้ามา บางอย่างก็ยังเห็นได้ในมาครอสภาคหลังๆ จะถือได้ว่าเป็นมาครอสภาคที่มาก่อนกาลก็ว่าได้ สำหรับเพลงประกอบดูไม่เด่นเท่าภาคแรกเท่าไรอยู่ในระดับที่ฟังได้เพลินๆละนะ จะออกแนว Pop Jazz ซะส่วนใหญ่ ซึ่งเพลงในภาคนี้จะไปโผล่ในมาครอสเซเว่นซะเยอะด้วยละครับ

ข้อด้อย :

    สำหรับข้อด้อยก็คงเป็นเรื่องที่เขาไม่นับมาครอสภาคนี้อยู่ในไทม์ไลน์หลัก จนถึงขั้นบอกว่าภาคนี้ดำเนินเรื่องในจักรวาลคู่ขนานไปเลย(Parallel Universe) ซึ่งผมก็ลองไปหาข้อมูลดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ก็มีหลายๆเรื่อง บ้างก็ว่าเป็นเรื่องสงครามลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นกับมาครอสภาคแรก เรื่องที่ภาคสองนี่มันไม่ปังเท่าไร แต่เท่าที่พอจะเข้าเค้าก็คือเรื่องที่ว่าผู้กำกับคู่บุญมาครอสอย่างคุณ โชจิ คาวาโมริ พอเขาประสบความสำเร็จกับมาครอสภาคแรก มาครอสหนังใหญ่ Do you remember love แล้ว พอเขากำกับภาค Macross Flashback 2012 เสร็จแล้วก็รู้สึกอิ่มตัวเลยไม่ขอทำซี่รี่ย์มาครอสต่ออีกต่อไปแล้ว แต่ทาง BigWest ดูเหมือนจะยังอยากทำซีรี่ย์มาครอสต่อก็เลยเปลี่ยนสตูดิโอที่ทำจาก Studio Nue ไปให้ทาง AIC ทำแทน (แต่ยังได้อาจารย์ฮารุฮิโกะ มิกิโมโตะเป็นคนดีไซน์ตัวละครเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนคนออกแบบเมคคานิกอะนะ) สุดท้ายก็ได้ภาค Macross II : Lovers Again ออกมานะแหละ ต่อมาไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดสุดท้ายผู้กำกับ โชจิ คาวาโมริ แกก็ตัดสินใจกลับมาทำซีรีย์มาครอสต่อ ตั้งแต่ภาคมาครอสเซเว่นเป็นต้นมาก็เลยได้คุณโชจินะแหละเป็นคนกำกับ(และสตูดิโอNueมาผลิต)ทั้งหมด ส่วนภาคสองนั้นเมื่อไม่ได้ผู้กำกับคู่บุญอย่างคุณโชจิเป็นคนกำกับก็เลยพลักตัวของภาคนี้ให้ไปเป็นเรื่องราวในจักรวาลคู่ขนานไม่รวมกับไทม์ไลน์หลักซะเลย เรื่องก็เป็นเช่นนี้นี่เอง (มีคนเปรียบเทียบกับ StarWars ที่ไม่ได้จอร์จลูคัสกำกับก็ไม่ควรนับเป็นหนังสตาร์วอร์ส ฉนั้นepisode 7,8,9 ก็จะมีบางคนมองว่าเป็นหนัง StarWars Fanmade อะไรประมาณนั้นแหละ)

    อย่างไรก็ดี ผมว่าภาคสองนี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก มันมีองค์ประกอบของความเป็นมาครอสครบทุกอย่างแหละ ว่าที่จริงแม้แต่มาครอสเดลต้าเอง(ซึ่งเรื่องราวของมาครอสเดลต้าจะอยู่ในช่วงเวลาใกล้ๆกับมาครอสสองนี่แหละ)ก็หยิบเอาหลายๆอย่างในมาครอสสองไปใช้อยู่เหมือนกัน เช่น นางเอกAที่เป็นนักร้องมนุษย์ต่างดาว(เดลต้าคือเฟรย่า ภาคสองคืออิชทาร์) นางเอกBที่เป็นนักบินเชื้อสายลูกครึ่งเมลทรานดี้(เดลต้าคือมิราส ภาคสองคือซิลวี่)  ศัตรูทีใช้เสียงเพลงล้างสมองคน(เดลต้าคือพวกวินเดอร์เมียร์ ภาคสองก็คืออีมูเลเตอร์) ผมถึงได้บอกว่ามาครอสสองนี่คือภาคที่มาก่อนกาลนะแหละครับ เฮอๆ 

    จริงๆถ้าคนดูอยากจะนับมาครอสสองเข้าไปในไทม์ไลน์หลักก็คงจะได้อยู่ละครับ เพราะเขานับเวลาไป 80 ปีหลังจากจบภาคแรกก็เลยไม่เหลือตัวละครหลักๆจากภาคแรกมาอยู่แล้ว แถมก็ไม่มีตัวละครหลักในภาคแรกที่ปักหลักสร้างครอบครัวอยู่บนโลกอีกแล้วด้วย ถ้าจะมีศัตรูใหม่มาบุกโลกตอนนั้นแล้วเรื่องจะเป็นเหมือนในภาคสองก็คงไม่น่าเกลียดอะไรหรอกครับ 

ป.ล. ถ้าใครดูมาครอสฟรอนเทียร์แล้วได้ดูตอนที่พวกรันกะไปถ่ายหนังกัน จะมีผู้กำกับเรื่องมากติสแตกอยู่คนหนึ่ง ส่วนตัวผมว่านั่นแหละคือตัวคุณโชจิคาวาโมริเองละครับ จริงไม่จริงก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน เฮอๆ 

สำหรับวันนี้ก็คงจะรีวิวประมาณนี้ละครับ


ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2567

Anime No.24 : Akudama Drive アクダマドライブ

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ดูข่าวมีแต่เรื่องฆ่าเรื่องแกงกันเต็มหน้าจอเต็มไปหมด จนทำให้นึกไปว่าสังคมเรามันเลวร้ายลงไปถึงขั้นนี้แล้วรึ หรือว่าบ้านเราจะมีแต่พวก"คนเลว"หรืออย่างไร ? เลยพาลนึกไปถึงอนิเมะแนวแอคชันไซไฟในโลกดิสโทเปียเรื่องนี้ขึ้นมา Akudama Drive アクダマドライブ เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ 

 

Source : https://akudama-drive.com/

 

Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวความซวยของสาวน้อยคนธรรมดา ผู้ทำงานประจำอยู่ที่สำนักงานตราประทับเขตคันไซที่หลังเลิกงานวันหนึ่งดันช่วยแมวดำประหลาดซึ่งนำพาทำให้เธอได้ไปรู้จักกับคนขนของ อาชญากรผู้รับงานขนส่งทุกอย่างก่อนที่จะจับพลัดจับผลูต้องสมอ้างโกหกคนอื่นว่าเธอเป็นนักต้มตุ๋นเพื่อไม่ถูกเหล่าอาชญากรอื่นๆฆ่าตาย โดยเหล่าอาชญากรตัวเป้งได้มารวมตัวกันเพื่อที่จะช่วยฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนมาแล้ว 999 คนซึ่งกำลังจะถูกประหารชีวิตออกมา เมื่อลงเรือลำเดียวกับเหล่าคนเลวแล้วเรื่องราวความซวยของเธอจึงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้นี่เอง

 

 


 

ความคิดเห็น :

     บอกได้คำเดียวว่าสนุกมาก เรื่องราวไหลลื่น แอ็คชันก็มันส์สะใจ เดาเนื้อเรื่องไม่ค่อยจะถูกเท่าไรว่ามันจะเดินเรื่องไปทางไหน ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการไม่ใช้ชื่อคนญี่ปุ่นสำหรับเรียกตัวละคร ซึ่งเขาจะใช้อาชีพหรือลักษณะนิสัยในการเรียกแทน เช่น นักต้มตุ๋น คนขนของ แฮกเกอร์ ฆาตกรต่อเนื่อง อะไรแบบนี้ (ความลำบากในการดูอนิเมะอย่างหนึ่งก็คือการต้องจำชื่อตัวละครแบบญี่ปุ่นนี่แหละ เพราะความซับซ้อนในการเรียกชื่อคนญี่ปุ่น เช่น สมมุตินางเอกชื่อ นากาชิมะ มิกะ คนไม่สนิทกันต้องเรียกนากาชิมะซัง คนในครอบครัวเพื่อนๆจะเรียกมิกะจัง เพื่อนคนสนิทเรียกมิกัน ซึ่งคนดูต้องมานั่งจำว่าอีนี้ชื่ออะไรนามสกุลอะไรชื่อเล่นอะไร ซึ่งถ้ายังจำไม่ได้หรือตัวละครมันเยอะๆบางครั้งมันก็งงๆว่ากำลังพูดถึงพูดถึงใครอยู่อะนะ)  

Source : https://akudama-drive.com/


ข้อด้อย :

    ผมว่าบางฉากมันก็ดูโหดๆไปหน่อย สำหรับเด็กดูแล้วคงไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ผู้ใหญ่ก็ดูได้ไม่มีปัญหาอะไรครับ บรรยากาศมันดูมืดๆทึมๆไปนิด(เหมือนบ้านผีสิงตามงานวัด)แต่ก็เพราะมันเป็นญี่ปุ่นแบบดิสโทเปียอะนะ สำหรับตัวละครก็พอจะดูออกว่าเอามาจากหนังดังๆ เช่น คนขนของนี่ก็น่าจะเอามาจาก The Transporter แหงๆ หรือฆาตกรต่อเนื่องนี่ก็ Hannibal Lecter ชัวๆ แล้วก็มีการใช้มุกจากหนังดังๆมาเช่นกันแต่โดยรวมก็ถือว่ายำออกมาได้สนุกดีไม่มีขัดเขินอะไรครับ

    กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณกำลังหาอนิเมะแนวไซไฟแอ็คชันแบบไซเบอร์พังก์ดิสโทเปียดีๆสักเรื่อง ผมก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ รับรองว่าไม่ผิดหวัง ดูแล้วคุณอาจจะคิดได้ว่าในสังคมที่ตราหน้าว่าคนนั้นเป็นคนดีคนเลว บางทีในคนเลวก็อาจจะไม่ได้เลวโดยสันดาน หรืออาจเพราะสิ่งแวดล้อมมันหล่อหลอมให้เขาเป็นแบบนั้น (หรือบางคนก็เลวโดยสันดานจริงๆน่ะแหละ) ส่วนที่ดูเป็นคนดีบางทีก็อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่ตาเห็นก็ได้นะครับ ก็ว่ากันไป

Official Anime Website -> https://akudama-drive.com/

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567

Anime No.23 : Maiko-san Chi no Makanai-san 舞妓さんちのまかないさん

 สวัสดีปีใหม่ครับ พูดถึงปีใหม่ก็นึกถึงสมัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ที่นั้นก็มีประเพณีต้องไปวัดไปศาลเจ้าในวันแรกของปีเหมือนกัน(เข้าเรียก 初詣 Hatsumode ) ถ้าโชคดีก็จะได้เห็นพวกลูกคุณหนูคนร่ำคนรวยเขาใส่กิโมโนมาด้วยละนะ ก็พาลนึกไปถึงพวกไมโกะ(舞妓さん) นางรำเลื่องชื่อในแถบเกียวโตขึ้นมา ว่าแล้ววันนี้ก็ขอแนะนำอนิเมะ Maiko-san Chi no Makanai-san 舞妓さんちのまかないさん (แม่ครัวแห่งบ้านไมโกะ) เรื่องเกี่ยวกับอาหารและไมโกะของญี่ปุ่นกันครับ

Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของคิโยะกับซึมิเระสาวน้อยจากจังหวัดอาโอโมริ ทั้งคู่ประทับใจในอาชีพไมโกะจึงตัดสินใจมาฝึกฝนเป็นไมโกะที่เกียวโตเมื่อทั้งคู่เรียนจบม.ต้น ซึมิเระนั้นมีความสามารถและกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวานจึงได้เป็นไมโกะโดยไม่ยากเย็น แต่คิโยะนั้นดูจะเป็นเด็กกะโหลกกะลามากกว่าจึงไม่สามารถเป็นไมโกะได้แต่เธอก็ได้ติดสินใจมาเป็นแม่ครัวในบ้านของเหล่าไมโกะแทนเพื่อที่จะได้ดูแลซึมิเระผู้เป็นเพื่อนรักของเธอได้นั่นเอง


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ถ้าดูแล้วก็จะรู้ว่าการจะเป็นไมโกะนั้นยากลำบากเพียงใด (บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าไมโกะเป็นอาชีพเหมือนเด็กเอนหรือไซด์ไลน์อะไรแบบนั้น แต่จริงๆไมโกะจะทำหน้าที่แสดงศิลปะ ดีดซามิเซน ฟ้อนรำ ดูแลแขกคอยรินเหล้าอะไรอย่างงั้นมากกว่าละนะ) ข้อบังคับอะไรบางอย่างดูแล้วก็ตกใจอยู่เหมือนกันว่าสมัยนี้ยังต้องเข้มงวดยังงั้นอยู่หรือ ? อย่างการห้ามพกมือถืออะไรอย่างงี้ นอกจากเรื่องของไมโกะแล้วก็แน่นอนว่าเนื้อเรื่องหลักจะเป็นการนำเสนอการทำอาหารต่างๆที่คิโยเป็นคนทำ อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารที่ทำให้พวกไมโกะทานโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าดูแล้วก็จะได้เมนูอาหารไปลองทำตามได้แน่นอน 

ข้อด้อย:

      โดยรวมแล้วเป็นอนิเมะที่ดูได้สนุกทุกเพศทุกวัยไม่มีปัญหาอะไรหรอก อาจจะมีการเดินเนื้อเรื่องที่ดูช้าๆไปหน่อยแต่ก็เพราะมันเป็นแนวหนังชีวิตก็เลยไม่มีอะไรตื่นเต้นเร้าใจขนาดนั้นแหละ ตัวละครประกอบอาจจะดูเหมือนๆกันหมดและไม่ค่อยมีบทเท่าไหร่ หลักๆก็จะเป็นเรื่องของคิโยะกับซึมิเระน่ะนะ (จริงๆก็สงสัยอยู่ว่าซึมิเระเป็นคนอาโอโมริแล้วไปเรียนสำเนียงคันไซมาจากไหน หรือว่าเขาบังคับให้ไมโกะต้องพูดสำเนียงคันไซเกียวโตด้วยหรือเปล่าละหว่า)

    กล่าวโดยสรุปเรื่องนี้ถือเป็นอนิเมะน้ำดีที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารควบคู่ไปกับวัฒธรรมญี่ปุ่นในเรื่องของไมโกะ ภาพประกอบก็สวยงามสไตล์พาสเทล  ถ้าใครชอบทำอาหารชอบวัฒธรรมญี่ปุ่นก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงละครับ (แต่ส่วนตัวผมเห็นไมโกะแต่งหน้าขาวทีไรก็พาลนึกถึงผีนางรำหน้าขาวบ้านเราทุกที เลยออกจะกลัวๆหลอนๆหน่อยละนะ เฮอๆ)

ล่าสุดเขาก็มีทำเป็นเวอร์ชันคนแสดงลงในNetflixด้วยละนะครับ



 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime Special 5 : พลังนุ่มนิ่มไทยในมาครอส マクロスにタイのソフトパワーについて

 สวัสดีครับ ต่อเนื่องการพูดคุยเรื่องของ Soft Power แล้วก็พาลนึกไปถึงอนิเมะเรื่องโปรดของผมนั่นคือซีรี่ย์มาครอส ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านที่เคยดูซีรี่ย์มาครอสรู้ตัวหรือเปล่าว่าในเนื้อเรื่องเหมือนว่าจะมีพลังนุ่มนิ่มของไทยแทรกอยู่ด้วย วันนี้ผมจะลองมาชี้จุดให้ดูกันครับ

*** Spoiler Alert !! : จะมีการอ้างอิงเนื้อหาจากซีรี่ย์มาครอสเกือบทุกภาค ใครยังไม่ได้ดูแล้วยังไม่อยากจะถูกสปอยล์ก็ไม่ต้องอ่านต่อนะครับ

 

1. ชาวมายัน = คนไทย ?

เริ่มจากภาคมาครอสเซโร่ก่อนเลยแล้วกัน ผมพบว่าท้ายเครดิตมีการเขียนถึงการเก็บข้อมูลที่เกาะพีพีในประเทศไทยแล้วถ้าดูบรรยากาศชาวเกาะในเรื่องท่านก็พอจะทราบว่ามันถือเกาะในประเทศไทยชัดๆ ในเรื่องก็มีการใช้ภาษาไทยในภาพข่าว โฆษณาต่างๆ (ถึงจะเป็นภาษาไทยที่เขียนผิดๆเพี้ยนๆไปหน่อยก็เหอะ) แล้วเรือที่มาโอะพาชินไปดูสมบัติใต้ทะเลของเธอมันก็คือเรือหางยาวหาปลาบ้านเรานี่แหละ เรียกได้ว่าชาวมายัน มาโอะ ซาร่านี่ก็คือคนไทยนะแหละครับ 


 

2. บาซาร่าเป็นลูกครึ่งคนไทย ?

จากทฤษฎีที่ผมเคยบอกว่าพ่อแม่ของบาซาร่าก็คือชินกับซาร่า(อ่านได้ตรงนี้) แล้วซาร่าก็เป็นชาวมายันซึ่งจริงๆแล้วมีต้นแบบเป็นคนไทย หลักฐานเพิ่มเติมก็คือบาซาร่านี่ถ้าดูดีๆแล้วเขาผิวไม่ได้ขาวเหมือนคนญี่ปุ่นแต่จะออกสีแทนๆหน่อยๆ หน้าก็ออกจะคมๆเข้มๆ(สาวๆในเรื่องถึงได้กรี๊ดกร๊าดกันอะนะ)แถมยังไม่เคยตรงต่อเวลาไปคอนเสิร์ตสายตลอด(นิสัยคนไทยชัดๆ) แล้วพอไปดูโปรไฟล์จะพบว่าบาซาร่าชอบกิน "แกงกระหรี่เผ็ดๆ กิมจิ และต้มยำกุ้ง"ซึ่งก็แปลกดีเพราะในเรื่องไม่เห็นเขากินอะไรแบบนี้เลย(เห็นกินพิซซ่า กาแฟ น้ำเลมอนเน็ดแล้วก็ใบไม้!?) อาจจะเป็นโปรไฟล์ที่มาเขียนขึ้นทีหลังเพื่อจะบอกใบ้ว่าจริงๆแล้วบาซาร่าเป็นลูกครึ่งไทยเลยชอบกินอะไรเผ็ดๆเหมือนกับแม่ซาร่า(ที่เป็นคนไทย)ก็เป็นได้ เฮอๆ 


 

3. เอลม่าขับรถกบ ?

ในOVAของมาครอสเซเว่น Macross 7 Dynamite ตัวสาวน้อยจอมป่วนเอลม่าที่อยากจะเป็นลูกศิษย์ของบาซาร่าเธอจะขับรถสามล้อคล้ายๆกับรถกบบ้านเรา(รถตุ๊กตุ๊กแถวๆอยุธยาหรือจังหวัดตรังน่ะนะ) ตอนแรกผมก็คิดว่าอาจจะมีต้นแบบจากรถสามล้อไดฮัทสุของญี่ปุ่นก็เป็นได้ แต่พอในเรื่องมันขับลงน้ำได้เนี่ยมันก็เหมือน"กบ"ใช่มัยละ ก็น่าจะเป็นรถกบบ้านเราละนะ แถมเสื้อคลุมของบาซาร่านี่ก็ครบสามสีธงไตรรงค์อีกต่างหาก (หรือดาวโซล่านี่จะมีต้นแบบมาจากจังหวัดตรังหรือแถวๆทะเลไทยภาคใต้ก็ได้ สังเกตุว่าเมืองที่บาซาร่าไปอยู่นี่จะเปิดวิทยุตลอด เอลม่าก็พกวิทยุติดตัวคล้ายๆกับมาโอะที่ชอบฟังวิทยุในภาคเซโร่น่ะแหละ)


 

4. วัลคิวเร่นั่งรถสองแถว ?

    ข้ามมาที่มาครอสเดลต้า(ภาคมาครอสฟรอนเทียร์มีการถ่ายหนังที่จำลองบรรยากาศเกาะในภาคเซโร่ซึ่งจะนับว่าเป็นบรรยากาศเกาะในไทยก็คงจะได้อยู่แหละ) จะมีอยู่ตอนนึงที่พวกวัลคิวเร่ต้องไปสอดแนมที่ดาวคนหูแมว จะมีฉากที่หน่วยของเฟรย่าฮายาเตะต้องนั่งรถไปสมทบกับคนที่เหลือ ซึ่งดูยังไงๆมันก็คือรถสองแถวบ้านเรานี่แหละ เพราะนั่งแล้วหันหน้าชนกันละนะ แถมยังมีตอนที่เขาจัดเทศกาลแมงกระพรุนซึ่งดูๆไปแล้วก็คล้ายๆเวลาเราลอยโคมลอยยี่เป็ง ตอนที่ลอยเครื่องบินจำลองของเมเซอร์ให้วิญญาณไปผุดไปเกิดเป็นแมงกระพรุนก็ดูคอนเซปคล้ายๆลอยกระทงหรือลอยอังคารบ้านเราอยู่เหมือนกัน (คาดว่าคนเขียนบทมาครอสเดลต้านี่น่าจะมาเที่ยวแถวๆเชียงใหม่แล้วได้ไอเดียไปเขียนบทนี่แหละนะ)

 
 
 กล่าวโดยสรุป ผมว่ามาครอสภาคแรกนี่ได้อิทธิพลตะวันตกมาเยอะแหละ ก่อนที่จะมีเรื่องขัดแย้งกันเรื่องลิขสิทธิ์อะไรกัน มาครอสในภาคต่อๆมาอย่างมาครอสเซเว่นก็จะเริ่มเห็นความเป็นเอเชียในเนื้อเรื่องมากขึ้น (โดยเฉพาะความเป็นไทยที่แทรกๆเข้ามา) ผมเดาว่าทางคณะผู้จัดทำน่าจะเคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้วด้วยความประทับใจเขาเลยเอาไปใส่เอาไว้ในมาครอสซะเยอะเลยละครับ น่าเสียดายที่ด้วยปัญหาลิขสิทธิ์ที่เป็นเรื่องเป็นราวสมัยก่อนเลยทำให้คนไทยไม่สามารถดูมาครอสภาคหลังๆมาครอสเซเว่นอย่างถูกลิขสิทธิ์ได้(เขาห้ามฉายนอกประเทศญี่ปุ่นน่ะ) ไม่งั้นผมว่าแฟนๆมาครอสอาจจะมากกว่าที่มีอยู่ก็เป็นได้นะครับ 
 
สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime No.22 : Laid-Back Camp ゆるキャン

 สวัสดีครับ ต่อเนื่องจากเรื่องของ Soft Power และอากาศช่วงนี้ก็เริ่มเย็นขึ้นแล้ว เป็นช่วงที่เหมาะกับการไปตั้งแคมป์กัน ก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเลยครับ Laid-Back Camp ゆるキャン ชื่อภาษาไทย"แคมป์สบายสไตล์สาว ๆ " เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ 

    


Ataya's Star :    ★★★★☆ 

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของสาวน้อย นาเดะชิโกะ คากามิฮะระ ที่พึ่งย้ายมาเข้าโรงเรียนโมโตสุ(น่าจะแถวๆจังหวัดยามานะชิ) ระหว่างที่เธอได้มาดูภูเขาไฟฟูจิที่บริเวณที่ตั้งแคมป์ก็ได้เผลอนอนหลับไป ระหว่างนั้นเอง ริน ชิมะ สาวน้อยผู้ชื่นชอบการเข้าแคมป์เดี่ยวก็ได้มาตั้งแคมป์บริเวณนั้นพอดี เมื่อนาเดชิโกะตื่นขึ้นเธอก็พบว่ารอบๆมืดลงแล้ว จึงตื่นตกใจกลัวเพราะไม่คุ้นกับที่ทาง แต่โชคดีที่รินได้ช่วยเหลือเธอไว้ ด้วยการได้พูดคุยกันทำให้นาเคชิโกะสนใจการเข้าแคมป์ขึ้นมาและเมื่อไปที่โรงเรียนจึงตัดสินใจเข้าชมรมกิจกรรมกลางแจ้ง เรื่องราวการเข้าแคมป์ของสาวๆจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉนี้นี่เอง


ความคิดเห็น :

    โดยรวมต้องถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้เรื่อยๆ มีความสนุกสนานพอสมควร ดูได้ทุกเพศทุกวัยละครับ นอกจากนี้ก็จะได้รับความรู้ในการเข้าแคมป์กลางแจ้งว่าควรจะต้องเตรียมหรือทำอะไรบ้าง เวลาเจอเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาควรจะรับมือยังไง แล้วก็มีเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาก็เอามาจากสถานที่จริง ของกินต่างๆก็คิดว่าน่าจะมีอยู่จริงด้วย ถ้าใครอยากตามรอยก็จองตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นได้เลยจ้า

ข้อด้อย :

    มุกบางอย่างมันต้องมีความรู้เกียวกับญี่ปุ่นพอสมควรถึงจะรู้เรื่องขำออกละนะครับ ถ้าให้คนต่างชาติดูก็อาจจะงงๆว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่ อีกอย่างในเนื้อหาก็ดูเหมือนเป็นการตั้งใจขายอุปกรณ์ตั้งแคมป์กลายๆนะแหละ(น่าจะมีสปอนเซอร์แฝงแหละ) พอดูไปสักสองซีซันก็เริ่มจะจับทางได้ว่ามันก็คงเป็นแพทเทิร์นประมาณว่าทำงานเก็บตังค์แล้วไปตั้งแคมป์กันที่ไหนสักแห่งนี้ละนะ

    กล่าวโดยสรุป สำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอนิเมะแนวเรื่อยๆเปื่อยๆดูได้เพลินๆไม่มีดราม่าอะไรให้เครียด ตัวละครก็น่ารักสดใสสมวัยทีน เพลงประกอบก็ไพเราะฟังได้สบายๆหู ตอนนี้มีข่าวว่ากำลังทำซีซันสามอยูู่ ถ้าเข้าฉายก็ว่าจะดูต่อละนะครับ สำหรับคนที่สนใจสถานที่ท่องเทียวและการตั้งแคมป์(ในประเทศญี่ปุ่น)ก็แนะนำให้ดูเรื่องนี้เลยครับ แต่ที่ไทยคงไม่ไหวเพราะออกนอกบ้านทีนี่ยุงรุ่มกัดกันจะเป็นไข้เลือดออกตายกันอยู่แล้วนิ เฮอๆ 

Official Anime Website -> https://yurucamp.jp/

 

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime No. 21 : Deaimon であいもん

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ดูข่าวอะไรก็มีแต่คนบอกว่าอันนั้นคือ Soft Power บ้างละ อันนี้คือพลังนุ่มนิ่มบ้างละ จนรู้สึกเริ่มจะเอือมๆแหละ จริงๆถ้าถามว่าอะไรคือ Soft Power ส่วนตัวผมว่ามันคืออะไรก็ตามที่คนต่างชาติเขาดั้นด้นหรือพยายามมาหาของๆเราไปครอบครอง บริโภคหรือใช้งานน่ะแหละ เช่น ฝรั่งที่เขาบินมากินอาหารไทยมาท่องเที่ยวตามวัดวาอาราม หรือ นักชกต่างชาติที่ทิ้งบ้านเกิดข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนมวยไทย คนจีนที่บินมาซื้อยาดมยาหม่อง อะไรประมาณนี้ละนะครับ มันก็ทำให้นึกถึงอนิเมะญี่ปุ่นที่เขามักจะใส่อะไรที่เป็น Soft Power ของเขามาในเรื่องด้วย เช่น สถานที่ท่องเที่ยวหรืออาหารญี่ปุ่น ก็เลยทำให้คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา Deaimon  であいもん (ชื่อภาษาไทย "สิ่งที่พบพาน") เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ

Source : https://deaimon.jp/

Ataya's Star :    ★★★★★ 

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นที่เกียวโตเมืองแห่งวัฒนธรรมของญี่ปุ่น  เมื่อ นากุโมะ อิริโนะ ชายหนุ่มที่ทิ้งบ้านซึ่งเป็นร้านขายขนมญี่ปุ่นไปตามความฝันที่จะเป็นนักดนตรีอยู่หลายปีได้กลับมาบ้านเกิดเพราะได้ยินว่าพ่อป่วยหนัก ที่สถานีเกียวโตเขาได้พบกับ อิซึกะ ยูคิฮาร่า สาวน้อยที่เข้ามาทักเพราะจำคนผิด ไปๆมาๆกลายเป็นว่าอิซึกะเป็นคนที่มาอาศัยอยู่กับทางบ้านของนากุโมะ(เพราะถูกพ่อของเธอมาทิ้งเอาไว้)และดูเหมือนคุณพ่อของนากุโมะเจ้าของร้านจะถูกใจความขยันขันแข็งของเธอจึงจะยกให้เป็นผู้สืบทอดการทำขนมญี่ปุ่นแทนที่นากุโมะที่ไม่เอาไหนเอาซะเลย เรื่องราวความสัมพันธ์ของครอบครัวขนมญี่ปุ่นจึงเริ่มต้นตรงนี้นี่เอง


 


ความคิดเห็น :

    โดยรวมดูแล้วต้องบอกว่าเป็นอนิเมะที่สนุกดี เรื่องราวไหลลื่นมีดราม่านิดหน่อยมีมุกตลกเล็กๆ เป็นชนิดที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยละครับ  นอกจากนี้คุณยังได้สัมผัสการทำขนมญี่ปุ่นที่มีวิธีการละเอียดอ่อนพิถีพิถันและถือว่าเป็นศิลปะกินได้อย่างหนึ่งของญี่ปุ่นก็ว่าได้ จะทราบถึงชนิดต่างๆของขนมญี่ปุ่นและช่วงเวลาที่เขาจะทำขาย(เขาตามฤดูกาลละนะ) เรียกได้ว่าดูแล้วแทบจะอยากจองตั๋วเครื่องบินไปกินขนมญี่ปุ่นที่เกียวโตกันเลยทีเดียว

ข้อด้อย :

    ข้อด้อยอาจจะมีนิดหน่อยตรงที่ตัวละครประกอบดูจะคล้ายๆกันไปนิด ตอนแรกผมสับสนพ่อของนากุโมะกับคุณลุงที่เป็นผู้ช่วยเพราะเขาวาดคล้ายๆกัน แต่พอพ่อแกถอดหมวกก็เลยเลยจำได้แหละ(แกหัวล้านอะนะ เฮอๆ) นอกนั้นก็อาจจะเป็นที่ว่าจบเร็วไปนิด แต่คาดว่าคงจะมีซีซันสองตามมาทีหลังละครับ

    กล่าวโดยสรุปต้องถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้สบายๆไม่หนักอะไรเท่าไร อารมณ์เหมือนละครหลังข่าวของญี่ปุ่นเขาละนะครับ แล้วถ้าคุณเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วละก็คุณจะได้เรียนสำเนียงคันไซสไตล์เกียวโตจากในเรื่องด้วยละนะครับ(ผมเองรู้สึกว่าคนเกียวโตจะลากเสียง"สึ"ท้ายคำยาวกว่าคนคันไซในจังหวัดอื่นๆละนะ เช่น 行ってきます Ittekimasu ถ้าคนเกียวโตพูดก็จะได้ยินเป็น 行ってきます~ Ittekimasuuuu อะไรประมาณนั้นละครับ) แล้วอีกอย่างผมว่าวิธีการนำเสนอ Soft Power ที่ถูกต้องมันก็ควรจะแทรกไปในสื่อหรือในภาพยนต์แบบเนียนๆแบบนี้ละครับ คือถ้าไปยัดเหยียดหรือประเภทไปเอาข้าวเหนียวมะม่วงกินให้ดูบนคอนเสิร์ตมันก็ดูเป็นการสร้างกระแสหรือไวรัลแบบชั่วครั้งชั่วคราวเสียมากกว่าละนะครับ ยังไงรบกวนคณะกรรมการ Soft Power มาลองดูอนิเมะเรื่องนี้ดูบ้างก็น่าจะไม่เสียหายอะไรละนะ เฮอๆ 

Official Website -> https://deaimon.jp/    

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะของผม(มี Soft Power แบบไทยๆอยู่ในเรื่องด้วยนะจ๊ะ) ->