วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime No.87 : Tomo-chan Is a Girl! トモちゃんは女の子!

 สวัสดีครับ ช่วงนี้เปิดทีวีก็มีแต่ข่าวเครียดๆ ว่าแล้วก็ลองหาอนิเมะแนวรอมคอมตลกๆมาคลายเครียดกันบ้างดีกว่า ว่าแล้วผมก็ลองนั่งคิดดูว่ามีเรื่องไหนที่ยังไม่ได้รีวิวบ้าง ก็นึกออกมาเรื่องนึงนั่นคือเรื่อง Tomo-chan Is a Girl! トモちゃんは女の子!(ชื่อภาษาไทยก็แปลตรงๆ โทโมะจังเป็นเด็กผู้หญิงนะ!) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของสาวทอมบอยม.ปลาย โทโมะ ไอซาว่า เธอเป็นนักคาราเต้ที่มีฝีมือฉกาจแถมรูปร่างหน้าตาก็ดูเท่กว่าผู้ชายแท้ๆซะอีก แต่ทว่าเธอเองก็เป็นเด็กผู้หญิงที่มีความรักหญฺิงชายธรรมดาๆทั่วๆไปคนหนึ่ง โดยเธอเองก็หลงรัก จุนอิจิโร่ คุโบตะ เพื่อนชายสมัยเด็กที่เรียนคาราเต้ที่โรงฝึกบ้านของโทโมะมาพร้อมๆกันกับเธอ เพียงแต่ว่าจุนอิจิโร่ไม่เคยเห็นโทโมะเป็นเด็กผู้หญิงเลยแม้แต่นิดเดียว กลับเห็นเธอเป็นเพื่อนผู้ชายซะงั้น เธอจึงต้องพยายามทุกวิธีทางที่จะให้จุนอิจิโร่หันมามองเธอเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้จงได้



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวรอมคอมแนววัยรุ่นวุ่นรักน่ะแหละ ตัวนางเอกโทโมะก็จะเป็นนางเอกแนวๆเจ้าฮะ(หนูๆถ้าไม่รู้คืออะไรให้ลองถามคุณพ่อคุณแม่ดูนะ เฮอๆ) ที่พยายามจะพิชิตใจพระเอกให้จงได้ ก็ดูจะกลับๆกับความเป็นจริงหน่อย เรื่องนี้ก็ให้บรรยากาศเหมือนมังงะอนิเมะยุค 90  อยู่เหมือนกัน(ตรงที่นางเอกกับพระเอกมักจะเพื่อนซี้เป็นคู่หูกันมาก่อนนี่แหละ) งานภาพสวยงามโอเค ตัวละครก็ไม่ได้เยอะเกินไปดูแล้วเข้าใจง่ายดี มุกก็ขำๆทำได้ดีเลย เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นแนวฮาเร็มก็เลยน่าจะดูได้ทุกเพศทุกวัยแหละนะ

ข้อด้อย:

    ดูๆไปมันก็มีประเด็นที่สับสนอยู่เหมือนกัน เรื่องที่จุนอิจิโร่ไม่รู้ว่าโทโมะเป็นเด็กผู้หญิงจริงๆหรือแค่แกล้งทำเป็นไม่รู้ อันนี้ดูแล้วไม่ค่อยเครียร์เท่าไร อีกเรื่องก็คงจะที่เป็นแนวรอมคอมแต่มีส่วนของคอมเมดี้มากกว่าโรแมนติกละนะ ตัวเนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากดูๆแล้วก็พอๆจะเดาพล็อตออกแหละ 

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นแนวรอมคอมสาวทอมบอยกับหนุ่มซื่อบื้อ เนื้อเรื่องดูง่ายดูได้ทุกเพศทุกวัยเหมาะสำหรับดูคลายเครียดแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ณ.ตอนที่เขียนนี่ออกมาหนึ่งซีซัน(ก็น่าจะจบแล้วละนะ) ใครสนใจก็ลองหามารับชมกันได้นะครับ

ส่งท้ายขายของครับ สติกเกอร์ไลน์บัวคำแม่หญิงล้านนา(จากเรื่อง ตำนานแมงสี่หูห้าตาฉบับนวนิยาย) ->

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime No.86 : 86 エイティシックス

 สวัสดีครับ สำหรับเรื่องที่จะรีวิวเป็นเรื่องที่ 86 นี่ก็จะเป็นเรื่องไหนไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่อง 86 (ไม่ได้กวนอะไรนะครับ มันชื่อ 86 エイティシックス จริงๆ) ซึ่งแท้ๆแล้วผมก็ล็อกเอาไว้รีวิวเป็นเรื่องที่ 86  นี่แหละ เฮอๆ ว่าแล้วก็มาลองดูกันเลยครับ

 


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวสงครามระหว่างสาธารณรัฐซานแม็กโนเลียกับอานาจักรไกแอด โดยไกแอดได้ใช้จักรกลหุ่นยนต์ที่เรียกว่า"ลีเจี้่ยน"ในการรุกรานสาธารณรัฐซานแม็กโนเลีย แม้ตอนแรกทางซานแม็กโนเลียจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่ก็มีการสร้างยานขับจักรกลของตัวเองเรียกว่า"จากาน๊อต"โดยมีการบังคับคนกลุ่มน้อยจากเขต 86 ให้มาเป็นคนขับ และบอกกับประชาชนว่าคนพวกนี้ไม่ใช่คนแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างมาจากหมู!! จึงไม่ต้องสนใจว่าพวก86จะเป็นจะตายอย่างไร พันตรี วลาดีเลน่า มิลเลเซ่ (ชื่อเล่นเลน่า) ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น"แฮนด์เดอร์ล"ผู้ควบคุมสื่อสารผ่านทางเสียงกับผู้บังคับจากาน๊อต แม้จะรู้สึกขัดแย้งที่รู้ว่ายังไงๆคนพวกนี้ก็เป็นมนุษย์แต่ยังคงต้องทำหน้าที่แฮนด์เดอร์ลต่อไป จนเธอได้มาเป็นแฮนด์เดอร์ลของหน่วย"สเปียร์เฮด" หน่วยที่เก่งที่สุดของพวก 86 และได้ทำความรู้จักกับ ชิเน โนเซ็น หัวหน้าหน่วยผู้เก่งเกจฉายา"อันเดอร์เทคเกอร์=สัปเร่อ" แม้ทั้งคู่จะไม่เคยเห็นหน้าตากันจริงๆแต่ก็ได้พูดคุยกันผ่านทางวิทยุสื่อสารจนเริ่มเกิดความสัมพันธ์กันในสงครามอันโหดร้ายนี้นี่เอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวไซไฟสงครามจักรกล ตัวเซ็ตติ้งของโลกของโลกก็ทำออกมาได้ดีมาก ความลึกซึ่้งของเนื้อหาก็กินใจและสะท้อนถึงพิษภัยของสงครามด้วย ผมคิดว่าเขาน่าจะเอาเรื่องราวจากสงครามโลกครั้งที่สองมาเป็นแนวในการเขียนบทอยู่เหมือนกัน ทั้งในเรื่องการยกชนชาติตนเหนือกว่าคนอื่นและด้อยค่าชนชาติอื่นให้ต่ำกว่าตน (ก็เหมือนพวกนาซีเยอรมันที่ทำกับคนยิวนั่นแหละ หรือก็อาจจะเป็นประเทศเจ้าอาณานิคมที่ตอนนั้นเกณฑ์คนจากประเทศใต้อาณัติมารบแทนด้วย)  เรื่องราวระหว่างเลน่ากับอันเดอร์เทคเกอร์นี่ก็เป็นเรื่องราวที่งดงามและตราตรึงใจมากๆ(เพราะทั้งคู่ไม่ได้เจอกันเลยได้ยินแต่เสียงละนะ) ด้านงานภาพสวยงาม ฉากแอ๊คชันก็ทำได้ดี ดนตรีก็เร้าอารมณ์ได้ดีทีเดียว คนชอบแนวไซไฟสงครามจักรกลก็น่าชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยากละครับ


ข้อด้อย:

      เนื่องจากเนื้อเรื่องเป็นแนวสงครามจึงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างจะโหดร้ายและหดหู่อยู่พอสมควร ก็เลยจะไม่เหมาะกับคนดูที่เป็นเด็กๆละนะ อีกอย่างคือดูๆไปมักจะมีตอนรีแคป(เล่าย้อน)อยู่สองสามตอน คงเป็นเพราะตอนออกฉายคงมีเหตุให้หยุดออกอากาศอยู่บ่อยๆ เลยต้องมีตอนเล่าย้อนอยู่เรื่อยๆ (จะข้ามไปก็ได้อะครับ ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลักเท่าไรหรอก) พอดูจบดูเหมือนในไลท์โนเวลจะมีต่อ แต่อนิเมะดูเหมือนจะจบอยู่เท่านี้แหละครับ 

     กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟสงครามจักรกล เนื้อหาลึกซึ้งกินใจเตือนภัยสงคราม ใครชอบแนวนี้ก็ลองหามารับชมได้ครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime Special 22 : บ้าน bâan - 大人の彊界 -

 สวัสดีครับ หลังจากที่ผมเขียนบล็อกเนื้อหาเกี่ยวกับว่าทำไมเราถึงยังไม่มีอนิเมะไทยสักทีไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ช่วงนี้ก็มีข่าวดีที่คุณ Garnt Maneetapho เจ้าของช่องยูทูป Gigguk ประกาศสร้างอนิเมะ  Baan (บ้านนะแหละ เชื่อเต็มๆก็ Bâan -The Boundaries of Adulthood-)  ซึ่งจะมีความเป็นไทยผสมอยู่เป็นหลักเลยด้วย ผมเลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโปรเจ็คนี้มาดูครับ


สำหรับคุณ Garnt Maneetapho ก็เป็นลูกครึ่งไทยอังกฤษที่ทำช่องยูทูบ Gigguk เป็นช่องที่ทำเกี่ยวกับการรีวิวและวิเคราะห์อนิเมะ ซึ่งช่องนี่ก็มีผู้ติดตามหลักล้านเลยทีเดียว(แต่คุณ Garnt แกพูดภาษาอังกฤษอะนะก็เลยไม่แปลกที่คนไทยทั่วไปจะไม่รู้จัก รวมถึงผมด้วย แฮะๆ) สำหรับโปรเจ็ค Baan นี่ผมลองเข้าไปดูที่คลิปที่คุณ Garnt พูดถึงก็พอจะแปลได้ว่า (ภาษาอังกฤษผมก็สเน็คๆฟิชๆอาจจะพิดพลาดไปประการใดก็ขออภัยด้วย) แกเคยได้ยินเรื่องที่ว่ามีคนอยากจะทำ MV เป็นอนิเมะก็เลยหอบเงินกับไอเดียไปญี่ปุ่นแล้วก็คุยกับสตูดิโอที่นั่นเลย เสร็จแล้ว MV นั่นก็สร้างออกมาได้สำเร็จจนได้ ผมว่าแกก็เลยเอาบ้างละนะ คงจะไปคุยกับสตูดิโอเรื่องโปรเจ็ค Baan นี่แหละ โดยเรื่องนี้ได้ผู้กำกับ โอฮาชิ โยชิมิซึ ผู้กำกับ Code Geass: Rozé of the Recapture และคุณ Kevin Penkin เป็นผู้ประพันธ์เพลง (มีผลงานจากเรื่อง Made in Abyss) สร้างโดย Daisy Studio (แฝนสาว 100 คน เชนซอว์แมน) โดยเนื้อเรื่องจะเป็นแนวต่างโลก ความยาวประมาณ 14 นาที ซึ่งจะฉายวันที่ 24 สิงหาคมนี่ที่โรงภาพยนต์ที่โตเกียว(เข้าใจว่าคงฉายแค่โรงเดียวสำหรับให้แฟนๆดูละนะ) หลังจากนั้นจะเอามาลงยูทูป Gigguk ให้ได้ดูกันครับ
    สำหรับเนื้อเรื่องก็พอจะทราบคร่าวๆแต่ผมยังไม่พูดมากไว้รอดูกันเองดีกว่า อย่างไรก็ดีผมว่ามันก็เป็นแนวโน้มที่ดีที่ความเป็นไทยจะเริ่มเข้าไปในอนิเมะของญี่ปุ่นเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่มักจะมีแต่ตัวละครไทยที่เป็นตัวร้ายตัวประกอบแล้ว สมัยนี้บทของคนไทยในอนิเมะญี่ปุ่นก็เริ่มจะโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆแล้ว อย่างล่าสุดก็เนี้ยง(ยัยเมี้ยวข้าวมันไก่)ในกันดัมจีควักซ์น่ะแหละนะ นี่ก็เป็นระดับบทนางเอกB=นางรองแล้ว แต่แน่นอนว่าถ้าเป็นอนิเมะญี่ปุ่นยังไงๆบทตัวเอกก็คงจะสงวนไว้ให้เป็นคนญี่ปุ่นอยู่ดีนะแหละ ผมเองก็ยังเฝ้ารออนิเมะที่คนไทยสร้างแบบ 100 % อยู่นะครับ หวังว่าจะได้เห็นก่อนจะไปเฝ้าพระอินทร์ละนะ เฮอๆ 
 

ส่งท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ยัยจอมตื้อ จากมังงะเรื่อง Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->


วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

Anime No.85 : Full Metal Panic ! フルメタル・パニック!

 สวัสดีครับ สำหรับเรื่องที่จะรีวิวในวันนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนชาวต่างชาติเคยแนะนำให้ดูเมื่อนานมาแล้ว มันแปลกตรงที่ว่าไอ้เพื่อนคนนี้นี่ไม่รู้จักการ์ตูนดังๆหลักๆอย่างดราก้อนบอล คนเก่งฟ้าประทาน โดราเอม่อน แต่ดันรู้จักเรื่องนี้ซะงั้น(อาจจะเพราะต่างประเทศไม่ได้ฉายการ์ตูนเหมือนไทยละนะ) ผมเองพึ่งนึกออกก็เลยลองหามาดูช่วงนี้แหละ เรื่องที่ว่าก็คือ Full Metal Panic ! フルメタル・パニック! มาลองรีวิวกันนะครับ


 

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ จิโดริ คานาเมะ  สาวน้อยมัธยมโรงเรียนจินไดที่ถูกผู้ก่อการร้ายหวังจะลักพาตัว หน่วยมิทริลผู้พิทักษ์ความสงบของโลกจึงส่งทหารรับจ้าง เมลิซ่า เมา  หัวหน้าหน่วย ครูซ เวบเบอร์ มือแม่นปืน และ โซซุเกะ ซาฮาระ หน่วยกล้าตายซึ่งอายุใกล้ๆกับจิโดริ จึงทำหน้าที่แฝงตัวเข้าไปคอยอารักขาเธอโดยไม่ให้รู้ตัว แต่เพราะโซซุเกะไม่เคยใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเลยมักจะทำอะไรที่เกินเลยไปหน่อยจนทำให้จิโดริต้องปวดหัวอยู่เป็นประจำ

 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวแอ็คชันไซไฟผสมกับแนวรอมคอม มีการใช้ AS (Arm Slave) หุ่นยนต์ที่ขับมาสู้กันได้อารมณ์เหมือนกันดัม บรรยากาศในเรื่องก็จะคล้ายกับโลกปัจจุบันที่สงครามเย็นยังคงดำเนินอยู่ ในเรื่องมีผู้ก่อการร้าย องค์กรทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอะไรหลายๆอย่างที่ให้ความสมจริงและมีมิติ ส่วนของมุกรอมคอมก็ว่าขำๆดีละนะ เขาคงจะใส่มาให้ตัดอารมณ์ไม่ให้เครียดเกินไปนะแหละ ส่วนตัวผมให้คะแนนของส่วนไซไฟส่วนของแม็คคานิกส์เยอะกว่าละนะ ถือว่าทำได้ดีทีเดียว 


 

ข้อด้อย:

    ต้องบอกก่อนว่าภาคแรกเนี่ยเป็นแนวแอ็คชัน แต่พอภาคสองกลายเป็นแนวรอมคอมตลกโป๊กฮาล้วนๆเลย ภาคสามภาคสี่ถึงกลับเป็นแอ็คชันดร่ามา(สปอลย์นิดหน่อย ภาคสี่นี่มีมาไทยด้วยนะ แถมยังเอาเรื่องจริงของตำรวจไทยไปเล่นซะอีก เฮอๆ) ตัวเนื้อเรื่องอาจจะเป็นประเภทเจ้าหญิงโดนลักพาตัวแล้วเจ้าชายต้องตามไปช่วยอยู่มากเกินไปซะหน่อย ฉากแอ็คชันทำได้ดีแต่ก็อาจจะโหดไปสำหรับเด็กๆด้วยละนะ

    กล่าวโดยสรุป ใครที่ชอบแนวไซไฟหุ่นยนต์รบแบบสมจริงหน่อย หรืออนิเมะแนวแอ็คชันยุค 90 ที่สมจริงสมจังหน่อยเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องที่คุณน่าจะชอบได้ไม่ยาก ลองหามารับชมได้นะครับ แถมท้ายอีกนิดหนึ่ง มันจะตัวมาสคอตโมฟุ(モッフル)ที่อยู่ในเรื่องนี้แล้วมันก็ไปโผล่ในเรื่อง Amagi Brilliant Park ด้วย เพราะว่าสตูดิโอที่ทำอนิเมะนี่คือเกียวอนิ Kyoto Animation Studio เจ้าเดียวกันนั่นแหละครับ (ณ.วันที่เขียนบล็อกนี่เรื่องนี้ออกมาสี่ภาค ภาคห้าไม่ทราบว่ามาเมื่อไรแต่ดูเหมือนจะมีภาคสปินออฟมาก่อนนะครับ)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime No.84 : Иногда Аля внезапно кокетничает по-русски 時々ボソッとロシア語でデレる隣のアーリャさん

 สวัสดีครับ จริงๆผมก็ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องการเมืองสักเท่าไร แต่บางทีมันก็มีเหลืออดเหลือทนจนต้องมาระบายกันบ้างละนะครับ ถ้าพูดถึงการเมืองในโรงเรียนดูบ้างก็เหมือนจะมีอนิเมะเรื่องหนึ่งที่นำเสนอออกมาได้น่าสนใจทีเดียว นั่นก็คือเรื่องที่รีวิวกันในวันนี้ Иногда Аля внезапно кокетничает по-русски 時々ボソッとロシア語でデレる隣のアーリャさん (ชื่อภาษาไทย คุณอาเรียโต๊ะข้างๆ พูดรัสเซียหวานใส่ซะหัวใจจะวาย) ชื่อยาวเป็นหางว่างเช่นเคยตามตำรับไลท์โนเวลญี่ปุ่นสมัยนี้ละครับ ว่าแล้วก็มาลองดูกัน

Source : https://roshidere.com/special/present_wp.html

Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ อาริสะ มิฮาอิลลอฟนา คุโจ (ชื่อเล่นอาเรีย) สาวม.ปลายลูกครึ่งญี่ปุ่นรัสเซียผู้จริงจังอยู่เสมอ เธอนั้นทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกให้กับสภานักเรียนด้วย กลับกันชายที่นั่งเรียนอยู่ข้างๆเธอ  มาซาจิกะ คุเซะ เด็กติดเกมติดอนิเมะที่ดูเหมือนจะทำตัวไร้สาระไปวันๆ แต่ดูเหมือนเจ้าหญิงผู้โดดเดี่ยวอย่างอาเรียจะสนใจเขาอยู่ไม่น้อยแถมยังหลุดพูดจาหวานๆเลี้ยนๆเป็นภาษารัสเซียให้เจ้าตัวฟังอยู่บ่อยๆโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าแท้จริงแล้วมาซาจิกะเขาฟังภาษารัสเซียออกทั้งหมดนั่นแหละ 

 


ความคิดเห็น:

     ตอนแรกที่ดูผมก็นึกว่ามันเป็นแนวรอมคอมรักวัยรุ่นในรั่วโรงเรียนทั่วๆไป แต่พอดูๆไปแล้ว ผมว่ามันเป็นแนวการเมืองคมเฉือนคมกันมากกว่า คนดูจะได้เทคนิคการบริหารจัดการข้อขัดแย้ง การเจรจาแบ่งผลประโยชน์ และเทคนิคการพูดจูงใจผู้คน (ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองถนัดกันละนะ เฮอๆ) เรียกได้ว่าถ้าคนดูลองเอาเทคนิคต่างๆไปใช้ก็อาจจะจัดการสถานการณ์ข้อขัดแย้งอะไรได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว สำหรับงานภาพก็จัดได้ว่าสวยมาก เพลงเปิดปิดก็ทำได้ดีไม่มีปัญหาครับ (คุณซูมิเระนักพากย์ก็ร้องเพลงปิดได้ไม่ซ้ำกันทุกตอนละนะ) ผมบวกคะแนนเพิ่มจากการที่คุณซูมิเระแกต้องไปเรียนภาษารัสเซียเพิ่มเพื่อพากย์เรื่องนี้ด้วยละนะ(ถึงคนรัสเซียจะบอกว่าฟังไม่ค่อยออกก็เหอะ)

Source : https://roshidere.com/special/present_wp.html

ข้อด้อย:

    ก่อนอื่นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเซ็ทติ้งให้นางเอกเป็นลูกครึ่งรัสเซียด้วย ยิ่งมีเหตุสงครามรัสเซียยูเครนกันอยู่ก็รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน(จังหวะนรกไปหน่อยหรือเปล่า) อีกอย่างก็มีตอนที่เหมือนมีสาระแล้วก็ตัดกับตอนที่ดูแล้วอิหยังวะ(ฉากเซอร์วิสที่อาจจะไม่ค่อยจำเป็น)อยู่ด้วย มุกตลกที่ใช้ในเรื่องก็พอขำแฮะๆละไม่ถึงกับขำก๊ากอะไร แต่โดยรวมแล้วก็เป็นอนิเมะที่สนุกดีถ้าไม่คิดอะไรมากละนะ    

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่จริงๆแล้วเป็นแนวการเมืองในโรงเรียน สำหรับ"ท่านผู้นำ"บางประเทศที่พูดต่อหน้าผู้คนไม่ค่อยเก่ง ต้องอ่านโพยอ่านไอแพดไปด้วยนี่ก็ลองหาอนิเมะเรื่องนี้มาดูได้ เพราะมาซาจิกะเขาจะสอนเทคนิคการพูด public  speaking แบบมืออาชีพให้ละนะ เฮอๆ (ณ.ตอนที่เขียนบล๊อกตอนนี้ออกมาหนึ่งซีซัน และคาดว่าซีซันสองคงจะตามมาในไม่ช้านี้ครับ)

Official Anime Website -> https://roshidere.com/

ส่งท้ายขายของ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

 

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime No.83 : Bakemonogatari 化物語

 สวัสดีครับ ช่วงนี้เข้าหน้าฝนเต็มตัวแล้ว แถวบ้านผมนอกจากยุงจะเยอะแล้ว หอยทากก็เริ่มอาละวาดกันแล้ว พูดถึงหอยทากแล้วก็นึกถึงตัวละครตัวหนึ่งในอนิเมะที่เคยดู นั่นก็คือ ฮาจุคุจิ มาโยอิ หอยทากโลลิจอมหลงทางจากเรื่อง Bakemonogatari 化物語 (ชื่อภาษาไทย ปกรณัมของเหล่าภูต)ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่จะรีวิวกันในวันนี้ครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ โคโยมิ อารารากิ เด็กหนุ่มม.ปลายที่บังเอิญไปรับตัวของสาวน้อย ฮิตากิ เซ็นโจวกาฮาระ ที่ลื่นตกบันไดเวียนลงมา ที่แปลกคือโคโยมิไม่รูัสึกถึงน้ำหนักตัวของเธอเลย เมื่อถูกฮิตากิข่มขู่ไม่ให้มายุ่งกับเรื่องของเธออีก โคโยมิก็บอกกับเธอว่าจริงๆแล้วเขาเคยเป็นแวมไพร์มาก่อนเลยและเข้าใจถึงเรื่องราวแปลกประหลาดเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับเธอ เขาจึงพาเธอไปหา โอชิโนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปราบไคอิ( 怪異 สิ่งแปลกประหลาด)เพื่อช่วยจัดการกับปัญหาเหนือธรรมชาติของเธอให้นั่นเอง


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวเรื่องเหนือธรรมชาติที่พระเอกโคโยมิของเราต้องมาเจอกับปัญหาต่างๆนาๆที่เกิดจากไคอิ ตัวเซ็ทติ้งบรรยากาศของเรื่องดูจะแปลกๆเหมือนโลกที่ดูบิดเบี้ยวไม่ได้อยู่ในโลกความเป็นจริง เนื้อหาเหมือนจะว่าเป็นแนวจิตวิทยาจริงจังก็ได้ จะว่าเป็นข้อความไร้สาระก็ไม่เชิง ว่าจริงๆเป็นอนิเมะที่ดูยากอีกเรื่องหนึ่งละนะ (อารมณ์เหมือนอีวานแกเลียนฉบับทีวีซีรี่ย์ดังเดิมตอนสุดท้ายที่ดูไม่รู้เรื่องนะแหละ แต่เรื่องนี้มันเป็นแบบนั้นแทบจะทุกตอนก็ว่าได้)  ผมว่าคนดูแล้วชอบก็มี ดูแล้วเกลียดไปเลยก็คงจะมีแหละ

ข้อด้อย:

     นอกจากเนื้อหาที่ลึกซึ้งจนเข้าใจยากแล้ว ตัวอนิเมะที่ทำออกมาหลายภาคก็ยังไม่ได้เรียงไทม์ไลน์ กระโดดไปเล่นตรงนู้นกลับไปพูดถึงตอนนี้บ้าง ถ้าคนดูไม่เรียงลำดับให้ดีก็คงจะสับสนไปกันใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาล่อแหลมลามกอยู่หลายตอนก็เลยไม่เหมาะสำหรับเด็กด้วยประการทั้งปวงละนะครับ 

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นแนวเหนือธรรมชาติอิงจิตวิทยา ด้านงานภาพก็สวยเป็นเอกลักษณ์ดี เพลงเปิดเพลงปิดเยอะมากแทบจะเปลี่ยนไปตามตัวละครหญิงที่โพล่มาในเรื่องก็ว่าได้ เนื้อเรื่องเข้าใจยากไปนิด ส่วนใหญ่เป็นบทสนทนากันซะมากกว่าแอ็คชันมีอยู่นิดหน่อยละนะ ยังไงลองหามาดูกันสักตอนสองตอนแล้วกันครับ ถ้าชอบก็คงดูกันยาวเลย (ผมเองดูได้ไม่หมดทุกภาคละนะครับ หมดแรงซะก่อน เฮอๆ)

ส่งท้ายขายของครับ สติกเกอร์ไลน์บัวคำแม่หญิงล้านนา(จากเรื่อง ตำนานแมงสี่หูห้าตาฉบับนวนิยาย) ->

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568

Anime Special 21 : ทำไมถึงไม่มีอนิเมะไทยสักที ? どうしてタイのアニメがないの?

 สวัสดีครับ หลังจากดูอนิเมะจากญี่ปุ่นมาน่าจะเป็นหลักหลายร้อยเรื่องแล้ว มันก็อดคิดไม่ได้ว่าแล้วทำไมไทยเราถึงไม่มีอนิเมะแบบทางญี่ปุ่นเขาบ้าง? ว่าแล้วก็ลองมารวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับอนิเมะแบบไทยๆกันดูว่ามีบ้างหรือเปล่า

    เริ่มจากอนิเมชันเรื่องแรกของไทย ถ้าถามกูเกิลดูจะได้คำตอบว่าคือเรื่อง"เหตุมหัศจรรย์"ของท่าน ปยุต เงากระจ่าง เป็นอนิเมชันสั้นๆ ฉายเมื่อปีพ.ศ 2498 (ค.ศ 1955)


แต่ถ้าเป็นอนิเมชันเรื่องยาว ในความเข้าใจของผมก็คงจะต้องเป็นเรื่อง"สุดสาคร" ออกฉายเมื่อปี ๒๕๒๒ (ค.ศ 1979) กำกับโดยท่าน ปยุต เงากระจ่าง เช่นเคย (ซึ่งท่านก็ได้รับฉายาว่าเป็น"วอลท์ ดิสนีย์ เมืองไทย"เลยทีเดียว)

 


อย่างไรก็ดี สองเรื่องนี้ก็เก่ามากขนาดว่าผมเองยังเกิดไม่ทันได้ดูเลย ถ้าถามว่าอนิเมะไทยที่ผมเคยดูตอนเด็กๆคือเรื่องอะไร มานึกดูตอนนี้น่าจะเป็นเรื่อง"ม้าเหล็ก"เป็น MV ของพี่หนุ่ยอำพลลำพูน เป็นอนิเมะแบบไทยๆแท้ๆที่แม้แต่ทุกวันนี้ผมก็ยังจำเนื้อร้องท่อนฮุกได้อยู่เลยอะนะ

หลังจากผ่านช่วงวัยเด็กมาแล้ว ช่วงวัยรุ่นของผมก็จะประมาณปีค.ศ 2000 ช่วงนั้นจริงๆเป็นช่วงที่มังงะไทย(เขาก็เรียกหนังสือการ์ตูนไทยน่ะแหละ)กำลังบูม ในความทรงจำของผม ก็จะมีพวก Thai comics ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ หรือมังงะที่เขียนโดยคนไทยที่แทรกอยู่ในนิตยสารการ์ตูนพวก Boom หรือ C-kids ก็มี แต่อย่างไรก็ตามมันก็ไม่มีเรื่องไหนที่ได้ทำออกมาเป็นอนิเมะ(หรือมีทำแล้วผมไม่ทราบก็ไม่รู้เหมือนกัน)  หลังจากนั้นมาด้วยกระแสอะไรต่างๆที่เข้ามาในไทยทั้ง J-pop,K-pop สุดท้ายมังงะแบบไทยๆก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นเคย 

ในเวลาต่อมามันก็มีคนที่ทำอนิเมชันออกมาให้ชมอย่าง สุดสาคร(ถ้าใครจำเพลงจ๋ามะทะจิงจาได้ก็นั่นแหละ) ก้านกล้วย ปังปอนด์ นาค ซึ่งส่วนตัวผมก็ว่ามันหนักไปทางเป็นการ์ตูนเด็กหรือให้ความรู้สึกเหมือนอนิเมชัน 3D ฝั่งฮอลี่วูดเสียมากกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นอนิเมะละนะ 

ผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครสักคนคิดที่จะทำอนิเมะไทย (เอาแบบ2Dวาดมือเป็นตอนๆมีเพลงเปิดปิดเหมือนของญี่ปุ่นน่ะ) ทั้งที่เมื่อก่อนอนิเมะญี่ปุ่นที่ดังๆอย่าง Dragon Ball เองก็เคยผลิตในประเทศไทยนี่แหละ เรื่องฝีมือคนไทยผมว่าทำได้แน่นอน เท่าที่พอจะคิดออกก็คงจะมีสาเหตุประมาณนี้

1. ขาดต้นฉบับที่ดี ก่อนจะเป็นอนิเมะได้อย่างแรกเลยมันก็ต้องมีต้นฉบับ ซึ่งก็อาจจะเป็นไลท์โนเวลหรือมังงะที่ขายได้ดีในระดับหนึ่งก่อนถึงจะถูกเอามาทำเป็นอนิเมะได้ อย่างไรก็ดีในยุคสมัยนี้ที่หนังสือการ์ตูนไทยแทบจะหาอ่านไม่ได้แล้วเรื่องต้นฉบับที่ดีก็ไม่ต้องพูดถึง ส่วนไลท์โนเวลก็แทบจะเหลือแต่แนววายแนวยูรินะแหละที่ยังขายได้(ครั้นจะเอาแนวนี้มาทำอนิเมะก็คงไม่พ้นกองเซ็นเซอร์จนดูไม่รู้เรื่อง ไม่ก็ได้ฉายรอบดึกละนะ) 

2. ผู้ใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศเราส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าอนิเมะคือการ์ตูนสำหรับเด็ก ทั้งที่จริงๆแล้วมันก็คือสื่อบันเทิงชนิดหนึ่งที่มีเรทมีเนื้อหาไม่ต่างอะไรกับภาพยนต์เรื่องหนึ่งนะแหละ พอคิดว่ามันเป็นแค่การ์ตูนเด็กก็อาจจะไม่เห็นศักยภาพว่าอนิเมะเรื่องหนึ่งสามารถต่อยอดไปทำอะไรได้หลายอย่างก็เลยไม่ได้ลงทุนลงแรงสร้างอนิเมะไทยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น อนิเมะเรื่อง Yuru Camp ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยที่ชอบไปออกแคมปิ้งก็ยังสามารถขายของอุปกรณ์ตั้งแคมป์ของกินของฝากต่างๆเข้ามาในเรื่องได้ด้วย รวมถึงโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆได้ ยังไม่นับรวมพวกฟิกเกิยร์ของเล่นเอยอะไรเอยอีกละนะ ส่วนคนที่เถียงว่าใช้ละครไทยบ้านเราโปรโมทเอาก็ได้นิ มันก็จริง แต่ดาราเนี่ยยังไงก็มีวันแก่ อาจจะมีข่าวคาวเรื่องซุบซิบนินทาได้จนเสียภาพพจน์ภายหลังได้ แต่ตัวละครอนิเมะน่ะเป็นอมตะ(ถ้าไม่วาดให้แก่ละก็นะ) ดียังไงก็ยังดียังงั้น ไม่มีทางเสื่อมเสียแน่น่อนแหละ

 3. เงินไม่มางานไม่มี เท่าที่เคยได้ยินมาอนิเมะแบบคุณภาพกลางๆ 12 ตอนแบบที่เราเห็นๆอยู่ทุกวันนี้จะต้องใช้เงินสร้างตกอยู่ประมาณ 1 ล้านกว่าบาท(ใช้เวลาสร้างอีก1-2ปี) ถ้าไม่มีวิธีที่จะขายงานได้แบบอนิเมะญี่ปุ่น จู่ๆจะมีเศรษฐีโอตาคุที่ไหนควักเงินตัวเองออกไปก่อนล้านนึงจะเจ๊งก็ช่างช่วยสร้างอนิเมะไทยให้หน่อย มันก็คงจะไม่มีน่ะแหละนะ (แม้แต่อนิเมะญี่ปุ่นเองที่เห็นออกมาซีซันเดียวแล้วไม่มีภาคต่อเลย มันก็เรื่องเงินนะแหละ ถ้าออกมาแล้วขายไม่ได้ไม่ดังก็ไม่ได้ไปต่อละนะ) สุดท้ายมันก็จะกลับไปที่ต้องมีต้นฉบับที่มันต้องศักยภาพพอที่นักลงทุนจะมั่นใจว่าพอเอามาทำอนิเมะแล้วจะขายได้แน่ๆก่อนละครับ

4.เนื้อเรื่องโบราณเกินไป จริงๆก็มีโปรเจ็คอนิเมชันหลายๆอย่างที่ได้ทุนให้เปล่ามาทำ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแนวอนุรักษ์นิยมจนเกินไปอย่างโขน รามเกียรติ์ หรือแนวสอนธรรมะ ซึ่งมันก็ไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอกเพียงแต่คนเขาก็ไม่ค่อยจะดูกันนะแหละ ถ้าอยากจะทำให้ปังจริงๆ ก็ควรจะประยุกต์เนื้อเรื่องให้ดูง่ายสนุกสนานมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น โดราเอม่อน แม้จะเป็นแนวไซไฟชีวิตประจำวัน แต่ผมว่าจริงๆแล้วโดราเอม่อน มันคือการ์ตูนคุณธรรมต่างหาก ทุกครั้งที่โนบิตะทำอะไรไม่ดีก็มักจะได้รับกรรมที่ก่อไว้ตอนจบ อาจารย์ฟูจิโกะฟูจิโอะแกก็ไม่ได้บอกโต้งๆท้ายเรื่องว่า กมฺมุนา วตฺตตีโลโก กรรมใดใครก่อกรรมนั่นย่อมตอบสนอง ใช่มัยละ เนื้อเรื่องมันสอนเป็นนัยอยู่แล้วไม่ต้องมาท่องบาลีให้ฟังหรอก (หรือพอพล็อตมันไม่ธรรมะจ๋าๆแล้วผู้หลักผู้ใหญ่เขาจะไม่ให้ผ่านหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ) หรืออย่างรามเกียรติ์ ถ้าเอามาทำโต้งๆก็ไม่มีใครดูหรอกครับ เนื้อเรื่องมันเอาท์ไม่เข้ายุคเข้าสมัยเสียแล้ว (สมัยนี้ไม่มีใครนิยมเอาลิงมาฆ่าล้างโคตรเพื่อแย่งผู้หญิงคนเดียวกันแล้วเฟ้ย) ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเอามาประยุกต์กับแนวชีวิตประจำวันอาจจะดีกว่า เช่น ให้พระรามเป็นนักเรียน ม.ปลาย สีดาเป็นดาวโรงเรียน ทศกัณฐ์เป็นนักเลงประจำโรงเรียน พระลักษณ์เป็นบราคอน อะไรแบบนี้มันคงจะเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่าละนะ 

เท่าที่คิดออกก็คงจะประมาณนี้ ช่วงหลังๆนี้ผมเองก็เห็นผลงานอนิเมะแบบไทยๆที่คนไทยสร้างมาเรื่อยๆ(แต่เป็นคลิปสั้นๆอะนะ) คุณภาพก็โอเคเลย เอาเข้าจริงๆถ้าจะทำออกมาเป็นตอนๆก็คงจะได้แหละ ยังไงถ้ามีเศรษฐีโอตาคุที่พร้อมจะเจ๊งมาอ่านบล๊อกนี้ก็รบกวนให้การสนับสนุนอนิเมะไทยให้ได้สร้างกันด้วยละกันนะครับ (รวมถึงรัฐบาลที่เอาแต่พูดซอฟต์พาว์เวอร์ๆด้วยนะ เฮอๆ)

 


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->