วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime No. 56 : TenPuru: No One Can Live on Loneliness てんぷる

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ก็มีข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์องค์เจ้ากันอีกแล้ว เรียกได้ว่าเมืองไทยเมืองพุทธนี่คงจะขาดข่าวทำนองนี้ไปเสียไม่ได้แหละ ว่าแล้วเราก็ไปดูพุทธในประเทศญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่า ตอนแรกก็ว่าจะรีวิวเรื่องอิคคิวซังแต่เด็กรุ่นนี้คงไม่รู้จักแล้วละมั้ง ก็เลยหยิบเอาเรื่องล่าสุดที่ดูไปคือเรื่อง てんぷる TenPuru: No One Can Live on Loneliness (ชื่อภาษาไทย วัดป่วนชวนมารัก) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันเลย


Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ อาเคมิตสึ อาคากามิ หนุ่มมหาลัยผู้มีพ่อเป็นเพลย์บอยได้ผู้หญิงไปทั่วจนโดนสังคมประนาม ทำให้อาเคมิตสึรู้สึกหวาดกลัวที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับผู้หญิงตั้งแต่เด็กๆเพราะกลัวว่าตัวเองจะเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเหมือนพ่อของตัวเอง แต่นับวันยิ่งดูเหมือนว่าเขาจะอดกลั้นตัญหาราคะเอาไว้ไม่ได้ จนตัดสินใจจะไปออกบวชที่วัดมินะซึกิ ที่นั้นเขาได้พบกับ ยูซึกิ โอบะ สาวน้อยที่เคยเจอกันโดยบังเอิญก่อนหน้านี้และได้รู้ว่าจริงๆแล้วเธอทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสเพราะแม่ที่เป็นพระของเธอออกจากวัดไป อีกทั้งวัดมินะซึกิก็ไม่ได้เป็นวัด(สำหรับภิกษุ)แต่กลายเป็นสำนักชีและโฮมสเตย์(วูเมนโอนลี่)ไปซะแล้ว แถมพอรู้นามสกุลของอาเคมิสึจึงจำได้ว่าพ่อเพลย์บอยของเขาเคยยืมเงินวัดไปแล้วไม่ยอมคืน อาเคมิตสึในฐานะลูกชายจึงต้องมาทำหน้าที่ทาสรับใช้ในวัดชดใช้หนี้แทนพ่อของเขานั่นเอง 

 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวฮาเร็มที่มีแบคกราวด์เป็นเรื่องในวัด เนื้อเรื่องมันก็ไม่ค่อยต่างจากแนวฮาเร็มทั่วๆไปละครับ จะมีเหตุการณ์ทะลึ่งชวนเสียวไปตลอดทั้งเรื่องเลยไม่เหมาะสำหรับให้เด็กๆดูแน่นอน สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับระบบวัดในญี่ปุ่นผมก็ขอเล่าเรื่องราวไว้เป็นเกร็ดความรู้หน่อยละกัน คือเมื่อก่อนศาสนาพุทธในญี่ปุ่นค่อนข้างจะรุ่งเรือง พระภิกษุสงฆ์นี่ก็เรียกได้ว่าปฎิบัติกันเคร่งมากๆ (นึกถึงตอนอิคคิวซังฝึกนะแหละ กินมังไม่กินเนื้อ นั่งสมาธิกลางน้ำตกกลางหิมะอะไรก็ว่าไป) จนมายุคหลังๆ พระก็เริ่มออกนอกลู่นอกทาง รับเงินกินเหล้าเสพเมถุนกันกระเจิดกระเจิง ตอนแรกรัฐบาลเอยคณะสงค์เอยก็พยายามจะปราบปรามแต่สุดท้ายก็เยอะจนปราบไม่ไหว สุดท้ายก็เลยยอมแพ้จึงตัดสินใจเปลียนวัดให้กลายเป็นบริษัท(คือมองว่าวัดญี่ปุ่นก็คือบริษัทเอกชนชนิดหนึ่ง พระก็คืออาชีพหนึ่งเหมือนอาชีพอื่นๆ มีคนบริจาคก็มีรายได้ก็ต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐนะแหละ) สำหรับพระที่อยู่ในวัดนี่ก็จะมีลักษณะอยู่เป็นครอบครัว(พระญี่ปุ่นมีลูกมีเมียได้อะนะ)และจะส่งต่อการครอบครองวัดเป็นรุ่นๆกันไป เพียงแต่เงื่อนไขที่ครอบครัวนี้จะอยู่วัดต่อไปได้ก็คือในครอบครัวที่ดูแลวัดอยู่นั้นจะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่เป็นพระ(คิดว่าคงต้องสวดมนต์ได้ ทำศาสนพิธีได้ แล้วก็ต้องต้องผ่านการสอบด้วยนะแหละ) ถ้าในครอบครัวนั้นไม่เหลือคนที่ทำหน้าที่พระได้อยู่เลย ครอบครัวนั้นก็ต้องย้ายออกและทางคณะสงฆ์จะหาครอบครัวที่มีพระมาอยู่แทน (นั่นคือสถานการณ์ที่นางเอกยูซึกิต้องเจอในเรื่องนะแหละ) ผมเองเคยมีเพื่อนคนญี่ปุ่นที่จู่ๆก็มาหัดท่องบทสวดมนต์ทั้งๆที่ก่อนหน้าดูเหมือนจะไม่ได้เป็นคนธรรมะธรรมโมอะไร ถามไปถึงรู้ว่าที่บ้านเป็นวัดนะแหละ พ่อที่ทำหน้าที่เป็นพระเสียชีวิตไปเขาเลยต้องหัดสวดมนต์ทำพิธีสงฆ์แทน ไม่งั้นก็คงต้องได้ย้ายออกจากวัดไป 

ข้อด้อย:

    ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องวัดในญี่ปุ่นก็อย่าเอามาปนกับวัดในไทย เดี๋ยวจะสับสนคิดว่าวัดไทยทำแบบญี่ปุ่นได้อะนะ เฮอๆ (อนึ่งชื่อเรื่อง Tenpuru น่าจะหมายถึง Temple ละนะ) ตัวภาพในอนิเมะดูไม่ค่อยสวยเท่าไร ผมว่าตัวละครดูจะกลืนๆกับฉากหลัง ตัวมุกก็พอขำๆแหละแต่ก็เป็นมุกอนิเมะฮาเร็มทั่วๆไปละนะ ดูพอฮาๆไม่คิดอะไรมากก็พอจะได้ละครับ

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นแนวฮาเร็ม18+เด็กๆก็หาเรื่องอื่นมาดูดีกว่า สำหรับผู้ใหญ่ก็คงจะดูได้พอขำๆแล้วก็อาจจะได้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการฝึกปฎิบัติวิธีพุทธแบบญี่ปุ่นบ้างนิดๆหน่อยๆละนะครับ ใครที่ชอบแนวฮาเร็มทะลึ่งๆลามกๆหน่อยถ้าสนใจก็ลองหามารับชมได้ครับ(ณ.ตอนที่เขียนมีแค่หนึ่งซีซันนะ)

Official Anime Website -> https://temple-anime.com/ 


ส่งท้ายขายของ มังงะของกระผมขอรับ  ->


 

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 14 : มาครอสกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริง 現実の歴史とマクロス

 สวัสดีครับ วันนี้ก็กลับมาพูดถึงอนิเมะเรื่องโปรดของผมกันอีกครั้งนั่นคือเรื่องมาครอส วันนี้ก็จะขอรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ที่ผมคิดว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อเนื้อเรื่องของมาครอส เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาดูกันเลยครับ

*** Spoiler Alert !! มีการสปอยล์เนื้อเรื่องด้วยนะครับ ใครยังไม่ได้ดูมาครอสครบทุกภาคก็ไปดูกันก่อนได้เลย อนึ่งเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ถูกผิดไม่ถูกใจประการใดก็ต้องขออภัยไว้ณ.ที่นี้ด้วย

 



1. สงครามเย็นกับมาครอส

    เนื่องด้วยมาครอสภาคแรกนี่ถูกสร้างขึ้นประมาณช่วงเวลาที่สงครามเย็นใกล้ๆจะจบ(มาครอสออกฉายปี 1982 ส่วนโซเวียตล่มสลายประมาณปี 1991) ถ้าสังเกตุให้ดีจะเห็นได้ว่าพวกมนุษย์ต่างดาวชาวเซ็นทราดี้นี่จะออกแนวบ้าสงคราม ไม่มีวัฒธรรมของตัวเอง ไม่รู้จักดนตรีการบันเทิงเริงรมย์ ผมเลยพออนุมาณได้ว่าเขาออกแบบเซ็นทราดี้ให้เป็นตัวแทนของพวกคอมมิวนิสต์นี่แหละ เพราะภาพลักษณ์ของคอมมิวนิสต์นี่คือการไม่เอาวัฒนธรรมไม่เอาศาสนาใดๆ (นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขมรตอนที่เขมรแดงเรืองอำนาจก็กวาดล้างแหล่งวัฒนธรรมของตัวเองจนแทบไม่เหลืออะไรไว้เลย ตอนนี้ถึงชาวกัมพูชาจะพยายามจะฟื้นคืนวัฒนธรรมตัวเองขึ้นมาแต่ก็สับสนไปแล้วว่าวัฒนธรรมตัวเองดั้งเดิมจริงๆแล้วเป็นยังไงกันแน่ เขาถึงชอบมาเครมของบ้านเราเอานี่แหละ) อีกอย่างหนึ่งถ้าดูเครื่องแบบของพวกเซ็นทราดี้ให้ดีก็จะเห็นว่ามันออกโทนเขียวๆแดงๆ เทาๆ ซึ่งก็เป็นโทนเดียวกับเครื่องแบบของทหารโซเวียตนะแหละ(ซึ่งผมว่าพวกซีออนในเรื่องกันดัมก็ดูจะใส่โทนนี้เหมือนกันนะ) ซึ่งแน่นอนพวกมนุษย์โลก UN Spacy ก็จะเป็นตัวแทนของโลกเสรี เรามีวัฒธรรมทั้งภาพยนต์ ดนตรี ไอดอล เหมือนกับที่พวกอเมริกันพยายามสร้างภาพขายของ American Pop Culture ในช่วงสงครามเย็น  ซึ่งในเนื้อเรื่องตอนจบพวกเซ็นทราดี้ก็จะยอมแพ้และเข้าร่วมกับพวกมนุษย์ คล้ายๆกับเป็นการทำนายว่าสุดท้ายสงครามเย็นจะจบลงและฝ่ายโลกเสรีจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งสุดท้ายกำแพงเบอร์ลินก็ถูกทำลาย(ปี1989) โซเวียตก็ล้มสลายตามลงมาจริงๆ (หรือจะมองว่ามาครอสเป็นโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่งของอเมริกากับญี่ปุ่นที่ร่วมมือกันก็อาจจะมองได้อะนะ แต่เรื่องแนวไซไฟหุ่นยนต์รบสมัยนั้นก็มาแนวๆนี้แหละอย่างกันดัมเป็นต้น) 



 

2. เหตุการณ์รอสเวลกับมาครอส

     ประมาณปี 1947 มีเหตุการณ์ยานบินประหลาดตกที่รอสเวลรัฐนิวแม็กซิโกในบริเวณฐานทัพอากาศของประเทศสหรัฐอเมริกา จนเป็นข่าวล่ำลือกันว่าที่ตกนั้นเป็นยาน UFO จากต่างดาวและนั่นเองเป็นสาเหตุให้อเมริกามีเทคโนโลยีการบินและการทหารล้ำหน้ากว่าชาติอื่นๆเพราะได้ชำแหละซากยานอวกาศแล้ววิเคราะห์เอาเทคโนโลยีมนุษย์ต่างดาวมาใช้งาน แม้ภายหลังทางกองทัพจะออกมาปฎิเสธว่าเป็นเพียงบอลลูนวิเคราะห์สำรวจสภาพอากาศตกก็เหอะ แต่ชาวบ้านก็จินตนาการไปไหนต่อไหนกันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ที่รอสเวลนี่ก็น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับยานมาครอสที่เป็นยานต่างดาวที่ตกลงมาบนโลกเช่นกัน และทำให้มนุษย์ชาติรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีิวิตต่างดาวที่ทรงภูมิปัญญาร่วมถึงยังเอาเทคโนโลยีจากยานมาครอสมาพัฒนาอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆจนได้เป็นเครื่องบินรบแปลงร่างได้อย่าง Valkyrie VF0 (ปรากฎตัวในมาครอสเซโร่) โดยเขาจะใช้ศัพท์การเอาเทคโนโลยีต่างดาวมาเป็นของตัวเองอย่างนี้ว่า Over Technology ซึ่งก็น่าจะมีที่มาจากเรื่องมาครอสนี่แหละครับ  



 3. ระเบิดนิวเคลียร์กับมาครอส

    อย่างที่ทราบกันว่า(ณ.ตอนที่เขียนบทความนี้ในปี 2024) ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่โดนทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถึงสองลูกที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิตอนใกล้จบสงครามโลกครั้งที่2 ความหายนะและสิ่งเลวร้ายในตอนนั้นก็คงจะส่งผลกระทบกับจิตใจคนญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย แม้แต่ในมาครอสก็จะมีเนื้อเรื่องตอนที่เอะอะสู้ไม่ได้แล้วก็จะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ซะเลยดีกว่า (ถ้าจำไม่ผิดจะมีในมาครอสเซโร่ที่ดูเหมือนจะสู้มนุษย์นกไม่ได้แล้วก็งัดเอาระเบิดนิวเคลียร์ออกมายิง หรือในมาครอสเซเว่นก็มีคำสั่งให้แม็กซ์เอาระเบิดนิวเคลียร์ไประเบิดดาวของพวกโปรโตเดวิลทิ้งซะ แล้วก็ในมาครอสฟรอนเทียร์ก็จะมีการวางแผนล่อให้งัดระเบิดนิวเคลียร์ออกมาจัดการพวกวาจูร่า หรือแม้แต่ในมาครอสเดลต้าก็จะมีการทิ้งระเบิดมิติที่เป็นสาเหตุทำให้พวกวินด์เดอรเมียร์โกรธแค้นมนุษย์โลก) แน่นอนว่าในเนื้อเรื่องจะไม่พูดว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์หรอกเพราะมันคงกระทบจิตใจคนดูที่เป็นคนญี่ปุ่น เขาก็จะเปลี่ยนชื่อเป็นระเบิดปฏิภาคเอยระเบิดมิติเอยนะแหละ (แต่คนดูก็รู้ว่ามันเป็นระเบิดนิวเคลียร์ละนะ) หรือแม้แต่มาครอสภาคแรกจะมีฉากที่มาครอสพยายามจะเปิดบาเรียแบบคลุมทั้งตัวแต่ผิดพลาดทำให้เมืองระเบิดหายไปทั้งเมือง ทำให้คากิซากิหนีไม่ทันก็ตายไปตอนนั้นด้วย ซึ่งถ้าดูให้ดีมันก็คือการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์นะแหละ ซึ่งจะว่าไปเมสแซสที่ผู้เขียนบทมาครอสต้องการสื่อสารก็อาจจะเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์แบบพร่ำเพรื่อโดยไม่สนใจผลที่จะตามมามันเป็นเรื่องเลวร้ายมากกว่าที่คิดก็เป็นได้ 

 


4.ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์กับมาครอส

    อันนี้ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในชีวิตจริงแต่อย่างใด แต่เป็นข้อสันนิษฐานส่วนตัวของผมเองแหละ คืออย่างที่แฟนๆมาครอสน่าจะทราบว่ามาครอสภาคหลักๆเนี่ยเขาจะสร้างซีรี่ย์แบบฉายทางทีวีก่อนแล้วต่อมาก็จะสร้างฉบับภาพยนตร์หนังโรงออกมาฉาย ซึ่งภาคหนังโรงเนี่ยก็แทบจะมีเนื้อหาเหมือนภาคทีวีเลย (ก็เดาได้ว่าตอนเป็นซีรีย์ภาคทีวีเนี่ยมีเวลาสร้างจำกัดคงมีการเผางานไปบ้างไม่มากก็น้อย ก็เลยค่อยมาเรียบเรียงเนื้อหาแล้วทำภาคหนังโรงที่คุณภาพสูงกว่าออกมาทีหลังละนะ) ตอนแรกผมก็ว่าภาคหนังใหญ่มันก็คงเป็นการรีเมคเนื้อหาเฉยๆนะแหละ แต่พอดูภาคหนังโรง Macross 7 : Galaxy is calling me แล้วเนี่ย ผมก็เอ๊ะอะไรบางอย่างขึ้นมา ในตอนที่บาซาร่าพูดคุยกับเอมิเลีย(พี่สาวของมิเลน) เธอบอกว่าเธอเคยดูหนังเรื่องราวของมินเมย์ตอนที่เธอเป็นเด็กๆแล้วก็เกิดประทับใจต่อไอดอลนักร้องที่หยุดสงครามได้ก็เลยอยากจะเป็นนักร้องนักดนตรีบ้าง พอผมไปย้อนดูมาครอสภาคแรกทั้งที่เป็นซีรีย์หรือภาคหนังใหญ่ Do you remember love แล้วก็รู้สึกว่ามินเมย์ไม่เคยเล่นหนังที่เกี่ยวกับสงคราม Space war I เลยนี่หว่า มีแต่เล่นหนังแอ็คชันกังฟูไอ้หนุ่มมังกรขาวน้อย 小白龍(シャオパイロン) แค่นั้นแหละ ก็เลยคิดได้ว่า หรือจริงๆแล้วภาคหนังใหญ่เนี่ยก็คือภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำจากเรื่องที่เกิดขึ้นจากภาคทีวีซีรีย์ละหว่า ? คือสมมุติว่าภาคทีวีซีรีย์นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในไทม์ไลน์จริง เสร็จแล้วก็มีคนเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วมาทำเป็นหนังใหญ่ออกฉายละ ? ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหนังที่เอมิเลียได้ดูตอนเด็กๆจริงๆก็คือหนังใหญ่ Macross : Do you remember love ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์จากมาครอสทีวีซีรีย์ภาคแรกแล้วละก็น่าจะสมเหตุสมผลหรือเปล่า (เหมือนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองไปแล้วก็มีคนเอามาทำเป็นหนัง Saving private ryan อะไรแบบนั้นแหละ) ถ้ามันเป็นยังงั้นจริงๆก็อาจจะเป็นอารมณ์แบบว่ามีผู้กำกับหนังที่ไปเจรจาซื้อลิขสิทธ์จากใครสักคนในเรื่อง เช่น มินเมย์ รันกะ เชอร์ริล วงวาลคิวเร่ แล้วเอามาเขียนบทใหม่ให้จบแบบประทับใจเพิ่มเพลงใหม่ๆทำเป็นภาพยนตร์ออกมาฉาย เราเลยอาจจะได้นั่งดูหนังใหญ่พร้อมๆกับตัวละครที่ขายลิขสิทธิ์ไปทำหนังก็ได้ (งงมัยครับเนี่ย)  หมายความว่าในไทม์ไลน์จริงๆแล้วทั้งรันกะ เชอร์ริล แอลโต้ ก็เหมือนตอนจบภาคทีวีคือทั้งสามคนก็อยู่สะบายดี(อยู่กันสามคนผัวเมีย) แค่พอผู้กำกับซื้อลิขสิทธิ์เนื้อเรื่องเอาไปทำเป็นหนังใหญ่แล้วเขาอาจจะเขียนบทให้ตอนจบเป็นว่าเชอร์ริลนอนเป็นผัก แอลโต้หายสาบสูญ เหลือแต่รันกะ พอดูหนังจบออกจากโรงหนังตัวเชอร์ริลอาจจะบ่นๆว่าอะไรวะตูกลายเป็นผักหรอเนี่ย ก็เป็นไปได้นะ (ส่วนสาเหตุที่มาครอสเซเว่นไม่มีหนังใหญ่แบบรีเมคก็คงเป็นเพราะว่าตอนท้ายเรื่องรักสามเศร้าทั้งสามคน บาซาร่า มิเลน แกมลินดันหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ ผู้กำกับหนังก็เลยไม่รู้จะไปซื้อลิขสิทธิ์หนังกับใครหรือเปล่า เฮอๆ)  แต่ก็นั่นแหละครับ ทั้งหมดก็คือการมโนของผมเองล้วนๆ เอาเข้าจริงดูเหมือนว่าภาคต่อๆของมาครอสจะสร้างต่อจากภาคหนังใหญ่มากกว่าจะเป็นภาคทีวีซีรีย์ละนะ (ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครอย่างเอ็กเซลดอนในมาครอสภาคแรกฉบับทีวีซีรีย์จะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ธรรมดาเลย แต่พอในภาคหนังใหญ่ Do you remember love จะกลายเป็นตัวสีเขียวหัวสมองใหญ่ๆ พอไปปรากฎตัวเป็นที่ปรึกษาในมาครอสเซเว่นก็จะมีรูปร่างตัวเขียวๆหัวใหญ่ๆเหมือนที่อยู่ในภาคหนังใหญ่นะแหละ) 




สำหรับวันนี้ก็คงจะเขียนประมาณนี้นะครับ อย่างที่บอกว่าเนื้อหาที่เขียนผมมโนปะติดปะต่อเอง อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ ใครที่เป็นแฟนมาครอสเหมือนผมอ่านแล้วคิดเห็นประการใดก็บอกกล่าวกันได้นะครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามรับชมนะครับ

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime No.55 : Lycoris Recoil リコリス・リコイル

 สวัสดีครับ ก่อนหน้านี้มีข่าวการเสียชีวิตของนักร้องสาวคุณซายูริในวัยเพียง28ปีเท่านั้น ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจและอาลัยให้กับครอบครัวของเธอด้วย ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะเคยฟังเพลงที่เป็นผลงานของเธออยู่สองเพลงที่ใช้ประกอบอนิเมะ เรื่องแรกคือเพลงประกอบเรื่อง Golden Kamuy (ชื่อเพลง レイメイ Reimei )และอีกเพลงก็เป็นเรื่องที่จะรีวิวในวันนี้คือเรื่อง  Lycoris Recoil リコリス・リコイル (ชื่อเพลง 花の塔 Flower of tower) เรื่องราวอนิเมะเรื่องนี้จะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวกล่าวถึงกลุ่มลึกลับใต้ดิน Lycoris ไลโคลิส กลุ่มนักเรียนหญิงม.ปลายที่คอยรักษาความสงบสุขของโตเกียวอย่างลับๆจากกลุ่มอาชญากรรมและการก่อการร้าย วันหนึ่งเมื่อ ทากินะ อิโนะอุเอะ สาวน้อยสมาชิกกลุ่มไลโคลิสดันไปใช้ความรุนแรงเกินเหตุในการช่วยเหลือเพื่อนที่ถูกจับเป็นตัวประกันจึงทำให้ถูกปลดจากตำแหน่งและส่งไปทำงานที่ร้านคาเฟ่ LycoReco เป็นการดัดนิสัย ที่นั่นเธอเองได้พบกับ จิโตะเสะ นิชิคิกิ สาวน้อยผู้ร่าเริงแต่กลับมีฝีมือยิงปืนเก่งฉกาจระดับพระกาฬ ทั้งคู่ต้องแท็กทีมกันจัดการกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายและสืบหาคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆนั่นเอง


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวแอ็คชันยิงกันแหลกลานแนวระเบิดภูเขาเผากระท่อมนั่นแหละ นางเอกนี่เรียกได้ว่าเหมือนเอาจอห์นวิคไปใส่อินเวอร์เตอร์(กลับตาลปัตร บวกเป็นลบ ลบเป็นบวกอะนะ)ก็จะได้ออกมาเป็นจิโตะเสะนี่แหละ จากจอห์นวิคที่นิสัยเย็นชาเงียบๆก็กลายเป็นจิโตะเสะที่แสนจะร่าเริง(ดีดๆหน่อย) จอร์นวิคนี่ฆ่าคนแหลกลานแต่จิโตเสะนี่ไม่ฆ่าใครสักคน แต่ที่เหมือนกันคือทั้งคู่ยิงปืนเก่งฉกาจนี่แหละ (จนมีคนล้อว่าเรื่องไลโคริสรีคอยล์นี่คือจอห์นวิคเวอร์ชันอนิเมะชัดๆละนะ) สำหรับฉากแอ็คชันก็ทำได้สมจริง ดูได้ลื่นไหลสนุกดี งานภาพสวยงามคุณภาพเยี่ยมมาก ตัวเนื้อเรื่องอาจจะซับซ้อนไปหน่อยแต่ก็น่าจะพอเข้าใจดูรู้เรื่องอยู่ละนะครับ (ผมดูแล้วก็แอบได้กลิ่นอนิเมะแนวแอ็คชันในยุค80-90อยู่บ้างเหมือนกัน อย่างเรื่อง City Hunter อะไรแบบนั้นแหละ)

ข้อด้อย:

    เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยมีข้อด้อยอะไรเท่าไรหรอกครับ อาจจะมีที่เรื่องตัวเนื้อเรื่องบางอย่างที่ยังไม่ค่อยสมเหตุสมผล อย่างเช่นที่ประชาชนคนญี่ปุ่นโดนปิดหูปิดตาได้ยังไงว่าไม่มีเหตุก่อการร้ายเกิดขึ้นเลย(ทั้งๆที่ยิงกันแหลกลานซะขนาดนั้น) จิโตะเสะนี่ก็เก่งจนถึงขั้นหลบกระสูนได้เงี้ย หรือปรัชญาความคิดของตัวละครหลายๆตัวก็ดูแปลกๆหรือไม่ก็สุดโต่งไปหน่อย จนดูเหมือนเป็นชุมนุมคนเพี้ยนนี่แหละ แต่ก็เข้าใจได้เพราะเรื่องนี้ก็เน้นแอ็กชันตัวละครเลยต้องโดดเด่นหน่อยนั่นแหละนะ    

    กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณชอบหนังแนวจอห์นวิคยิงกันสบั้นหันแหลก อนิเมะเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะทำให้คุณผิดหวัง งานภาพสวยงาม ตัวละครก็โดดเด่น(ถึงจะดูดีดๆเพี้ยนๆไปบ้างก็เหอะ) อีกอย่างจะจัดว่าเป็นแนวยูริก็คงได้เพราะไม่มีตัวละครพระเอกเลย ใครสนใจยังไงก็ลองหามาดูได้นะครับ (ณ.ตอนที่เขียนนี้มีซีซันเดียวอยู่นะครับ ไม่แน่ว่าจะมีภาคต่อหรือเปล่า)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2567

Anime No.54 : Miss Kobayashi's Dragon Maid 小林さんちのメイドラゴン

 สวัสดีครับ พอดีช่วงนี้มีการประกาศฉายภาคหนังใหญ่ของเรื่องเมดมังกร ก็เลยไปลองหาเรื่องนี้มาดูซะหน่อย เพราะงั้นสำหรับวันนี้ก็เลยจะขอรีวิวเรื่องนี้เลยละกัน Miss Kobayashi's Dragon Maid 小林さんちのメイドラゴン (ในชื่อภาษาไทยว่า เมดมังกรของคุณโคบายาชิ) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

        เรื่องราวเกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งเมื่อ โคบายาชิ โปรแกรมเมอร์สาวตื่นขึ้นมาจากการดื่มหนักไปหน่อยก่อนจะมาพบว่ามีมังกรตัวหนึ่งนามว่า โทรุ มาขออยู่ด้วย โดยขอมาทำงานเป็นเมดให้กับเธอ เมื่อสืบสาวราวเรื่องโคบายาชิจึงนึกออกได้ว่าคืนก่อนตอนที่เธอเมาหนักได้เดินเข้าไปในป่าหลังเขาและได้พบโทรุในร่างมังกรโดนดาบแทงอยู่จึงได้ช่วยดึงดาบออกและชวนโทรุมาดื่มต่อด้วยกัน ไปๆมาๆก็พลั้งปากชวนโทรุให้มาอยู่ด้วยกันซะงั้น เธอจึงต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้พูดออกไป เรื่องราวระหว่างมังกรเมดกับสาวโปรแกรมเมอร์จึงเริ่มขึ้นเช่นนี้นี่เอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็เป็นแนวตลกในชีวิตประจำวัน เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปโดยมีเหล่ามังกรเป็นตัวสะท้อนมุมมองที่มีต่อมนุษย์ในแง่ต่างๆ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ศัตรู และสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว  ก็เรียกได้ว่าดูได้สนุกสนานดีมีแง่คิดดีๆแฝงอยู่ด้วยถ้าคิดตามซะหน่อยละก็นะ สำหรับงานภาพก็สวยงาม ตัวละครก็วาดออกมาน่ารักดี การเคลื่อนไหวก็ลื่นไหลดูดีไม่มีงานเผา สมกับที่ผลิตโดยสตูดิโด Kyoto Animation ละนะ (จริงๆ ก็ติดใจสงสัยตัวละครอย่างมังกรน้ำเอลม่าอยู่ว่านี่ใช่พญานาคหรือเปล่าหว่า? เพราะเหมือนมีเขาหรือหงอนเดียวแถมผู้คนยังบูชาซะอีกต่างหาก)

ข้อด้อย :

     ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นแนวยูริแบบอ่อนๆ(ก็คู่โคบายาชิกับโทรุนะแหละนะ) ใครที่ไม่ได้อินกับแนวนี้ก็อาจจะไม่ชอบก็ได้ หรือจะว่าไปมันก็อาจจะจัดว่าเป็นแนวไปต่างโลกแบบกลับด้าน(คือเอาตัวละครจากโลกอื่นมาที่โลกเราแทน)ใครไม่ชอบแนวแฟนตาซีหรือไปต่างโลกก็อาจจะดูได้ไม่สนุกเท่าที่ควร อีกอย่างก็คงเป็นเรื่องที่เล่นมุกหน่มน้มหนองโพเยอะไปหน่อยละนะ เฮอๆ

    กล่าวโดยสรุป เรื่องเมดมังกรนี่ก็ดูได้สนุกสนานดีครับ มุกตลกก็ขำได้พอสมควร มีสาระข้อคิดซ่อนเอาไว้เหมือนกัน ถ้าสนใจก็ลองหามาดูกันได้นะครับ (เรื่องนี้ตอนที่เขียน ณ.ตอนนี้มีสองซีซันและภาคหนังใหญ่ก็กำลังจะออกฉายครับ)

Official Anime Website ->  https://maidragon.jp/

   

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2567

Anime No. 53 : Level 1 Demon Lord and One Room Hero Lv1魔王とワンルーム勇者

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีแต่ข่าวเครียดๆ ไหนจะเรื่องน้ำท่วมทางภาคเหนือ ไหนจะเรื่องสงครามต่างๆทั่วโลก ทองแท้ทองปลอม ๙ล๙ วันนี้ก็เลยหาอนิเมะแบบเฮฮาเบาสมองมานำเสนอคงจะดีกว่า นั่นก็คือเรื่อง Level 1 Demon Lord and One Room Hero  Lv1魔王とワンルーム勇者 (ชื่อภาษาไทยคือ จอมมารเลเวล 1 กับผู้กล้าห้องเช่า) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ



Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเริ่มขึ้นหลังจากผู้กล้าแม็กซ์และปาร์ตี้ของเขาปราบจอมมารได้สำเร็จ เมื่อเวลาผ่านไปจอมมารได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งแต่เพราะศูนย์เสียพลังไปเยอะเลยต้องอยู่ในร่างของเด็กน้อยนามว่ามาโอ (魔王=จอมมาร) ด้วยการที่มาโออยากจะประมือกับผู้กล้าแม็กซ์อีกครั้งจึงออกไปตามหาแม็กซ์ เมื่อได้เจอจึงรู้ว่าแม็กซ์นั้นโดนสังคมประมาณและต้องหลบมาอยู่แบบไม่มีอะไรจะทำในห้องเช่าแคบๆแห่งหนึ่ง เป็นแค่ตาลุงวัยกลางคนที่ไม่เหลือความเป็นผู้กล้าอีกแล้ว มาโอช็อคมากแต่ก็ตัดสินใจจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม็กซ์โดยหวังว่าสักวันเขาจะกลับมาเป็นผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งได้




ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้จะมีแบ็คกราวด์เหมือนเอาแนวแฟนตาซีมาผสมกับชีิวิตประจำวันในปัจจุบันของคนญี่ปุ่น การที่ผู้กล้าตกอับต้องมาอยู่ห้องเช่าแคบๆก็เหมือนกับชีวิตคนญี่ปุ่นบางคนที่อาจจะตกงานตอนแก่ ทำให้ไม่ชอบเข้าสังคม กลายเป็นพวกเก็บตัวฮิคิโคโมริไป โทนเรื่องนี้ก็เลยเป็นเรื่องของการที่มาโอพยายามทำให้แม็กซ์ลุกขึ้นพยายามต่อสู้กับชีวิตอีกครั้งนั้นแหละ สำหรับเรื่องนี้ก็เป็นแนวตลกเฮฮา มุกที่ใช้ก็ใช้ได้(ส่วนใหญ่ก็เป็นมุกใต้สะดือกับตลกเจ็บตัวอะนะ) ดูแล้วก็ขำๆดี เครียดๆมาก็แนะนำดูเรื่องนี้ได้ละครับ

ข้อด้อย :

    เนื่องจากมันเป็นแนวตลกเลยไม่ค่อยจะได้สาระอะไรเท่าไรหรอก งานภาพก็ระดับพอดูได้ไม่ได้สวยอะไรมาก(ประมาณดราก้อนบอลละนะ) ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ดูผ่านๆเอาความตลกก็ได้อยู่ละครับ เนื้อเรื่องดูเหมือนจะจบในตัวไม่มีอะไรค้างคา(ไม่รู้ว่าจะมีซีซันสองต่อหรือเปล่าอะนะ)

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้เป็นแนวตลกเฮฮา ตัวละครก็ยิงมุกกันโป๊ะเปะ ดูได้ขำๆคลายเครียดได้เบาสมองไม่มีปัญหาดราม่าอะไรมากมาย ใครเครียดๆมาอยากหาอะไรมาดูคลายเครียดก็แนะนำให้ดูเรื่องนี้ได้เลยนะครับ

ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2567

Anime No.52 : Knights of Sidonia シドニアの騎士

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีหนังไทยแนวไซไฟเข้าฉายในโรง(แต่คงทำรายได้ไม่เท่าหนังผีหนังตลกละนะ ประชาชนชาวไทยก็คงดูรู้เรื่องแค่แนวๆนั้นแหละ เฮอๆ ) บวกกับมีข่าวเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยที่กำลังโคจรมาใกล้ๆเฉียดๆโลก ก็เลยทำให้นึกถึงอนิเมะแนวไซไฟอวกาศขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งนั่นคือเรื่องที่จะมารีวิวกันในวันนี้ Knights of Sidonia シドニアの騎士 (ชื่อภาษาไทย อัศวินอวกาศ) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ 


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

        เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 3394 หนึ่งพันปีหลังจากที่สิ่งมีชีิวิตปริศนาเกาน่าได้เข้ามาทำลายล้างโลก ยานอวกาศซิโดเนียได้ออกเดินทางลี้ภัยไปในห้วงอวกาศอย่างโดดเดี่ยวและอาจจะเป็นยานอวกาศลำสุดท้ายที่มนุษยชาติยังเหลือรอดอยู่ ในช่วงเวลานี้เองที่ นากาเตะ ทานิกาคาเซะ เด็กหนุ่มที่ถูกเลี้ยงดูอยู่ใต้ดินโดยคุณปู่โดยลำพังซึ่งให้เขาหัดขับหุ่นโมริโตะในระบบซิมูเลชันมาตลอด แต่เมื่อคุณปู่ของเขาเสียชีิวิตเขาจึงต้องออกมาหาอาหารด้านบนและจับพลัดจับผลูต้องมาขับหุ่นโมริโตะในตำนานรุ่น"ซึกุโมริ"เข้าต่อสู้กับเกาน่าที่เข้ามารุกรานยานซิโดเนียอีกครั้งในรอบ 100 ปี

 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟอวกาศหุ่นยนต์รบและเอเลี่ยนรุกรานโลก หลังจากได้ดูแล้วรู้สึกว่าด้านวิทยาศาสตร์ทำได้ดีสมเหตุสมผลเลยทีเดียว เช่น การที่ดัดแปลงให้มนุษย์สืบพันธุ์ได้โดยไม่ใช่เพศ  การที่สามารถเลือกเพศได้ภายหลังหรือให้สังเคราะห์แสงไม่ต้องกินข้าวเยอะๆก็อยู่ได้ หรือแม้แต่ยานซิโดเนียที่เหมือนสร้างอยู่บนอุกกาบาต(หรือเป็นเศษเสี่ยวของโลกที่แตกไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน)แต่มันก็ตัดปัญหาเรื่องการสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองไปได้ สำหรับเนื้อเรื่องอาจจะออกแนวดาร์คๆเข้าใจยากอยู่บ้างแต่สำหรับคนชอบดูหนังไซไฟดูแล้วก็น่าจะพอรู้เรื่องเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งละนะ

 

ข้อด้อย :

    อย่างแรกก็เพราะมันเป็นอนิเมะโมเดล3Dแนว Toon Shade ที่บางทีก็ดูจะเคลื่อนไหวไม่เนียนเท่าไรก็เลยอาจจะขัดๆตาอยู่บ้าง แสงเงาดูจะมืดๆไปหน่อยเลยดูไม่ค่อยออกในฉากต่อสู้หลายๆฉาก อีกอย่างคือตัวละครดูจะคล้ายๆกันหมด(ส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นการโคลนนิ่งอะนะ) ตัวเนื้อเรื่องดูจะงงๆอยู่บ้างโดยเฉพาะตัวเกาน่าที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแถมเดาไม่ถูกว่ามีเป้าหมายอะไรจะทำอย่างงั้นไปทำไม(จนบางครั้งมันก็ดูอีหยังวะอยู่บ้าง) แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าดูได้สนุกดีอยู่ละครับ

     กล่าวโดยสรุป ถ้าคุณชื่นชอบอนิเมะหรือนิยายแนวไซไฟอวกาศ เรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งในเรื่องที่คุณจะพลาดไม่ได้ ยังไงก็ลองหามารับชมกันได้นะครับ  (เรื่องนี้มีเป็นซีรี่ย์สองซีซันบวกกับภาคหนังใหญ่เป็นภาคจบสรุปทุกอย่างนะครับ)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2567

Anime Special 13 : อนิเมะรีเมคกำลังจะมา アニメのリメイクについて

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ในแวดวงการอนิเมะดูเหมือนจะมีข่าวการประกาศ"รีเมค"การสร้างอนิเมะในช่วงยุค 80-90 กลับมาทำใหม่กันเรื่อยๆ มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกว่าทำไมเขาเอาเรื่องเก่าๆที่คงจะไม่ได้เข้ายุคเข้าสมัยแล้วกลับมาทำให้ดูกันอีก ผมลองนึกๆเหตุผลดูก็เลยของมาเขียนเอาไว้ณ.ที่นี้ก็แล้วกันครับ (ปล.เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ อาจจะไม่ถูกใจไม่ถูกต้องก็ต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วยจ้า)

credit : spice & wolf

 

1. ความซ้ำซากของอนิเมะยุคนี้

    ก็คงทราบกันดีว่าอนิเมะยุคนี้ถ้าให้พูดตรงๆก็ว่าเนื้อหาค่อนข้างจะซ้ำซาก โดยเฉพาะเรื่องแนวไปต่างโลก(異世界) ถึงอนิเมะมันจะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยก็ตามทีแต่การที่สมัยนี้สตูดิโอต่างๆเล่นเอาแต่ทำเรื่องแนวไปต่างโลกกันจนเรียกว่าซ้ำกันไปหมด มันก็คงสร้างความน่าเบื่อให้กับคนดูอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ก็คงมีใครที่แอบถึงถึงความหลากหลายของอนิเมะในสมัยยุครุ่งเรืองตอนปี 80-90 อยู่บ้างก็ได้

 

Credit : Rebuild of Evangelion

2. ฐานแฟนคลับเดิมที่ยังมีอยู่

    การที่เขาเสี่ยงเอาอนิเมะเก่าๆมารีเมคโดยที่คนรุ่นนี้ก็คงไม่ได้อินหรืออาจจะไม่ดูเลยก็ได้ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะอนิเมะเก่าๆยังไงก็ยังมีฐานแฟนคลับที่เคยดู ซึ่งทางสตูดิโอผู้สร้างก็คงจะอยากขายอนิเมะรีเมคให้กับคนกลุ่มนี้เสียมากกว่า ถ้าเปรียบเทียบไปก็คงเหมือนคอนเสิร์ตของศิลปินยุค 90 ในบ้านเราที่ยังขายได้อยู่นะแหละ อีกส่วนนึงก็คงเพราะว่าเด็กๆในยุค90ตอนนั้นก็โตมาเป็นลุงเป็นป้าในยุคนี้กันแล้ว แถมก็มีกำลังซื้อกำลังจับจ่ายมากกว่าเด็กเจนวายเจนแซดที่ตอนนี้พูดได้ว่ามีหนี้ซะมากกว่ามีทรัพย์สินละนะ เฮอๆ (อีกเหตุผลหนึ่งที่คิดออกก็อาจจะเป็นเพราะยุคนั้นมันต้องดูอนิเมะผ่านทางทีวีอย่างเดียว ถ้ามีธุระพลาดไปสักตอนสองตอนมันก็ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องไม่ได้แล้ว ถ้าเอามาทำใหม่ยุคนี้ดูผ่านสตรีมมิ่งจะดูที่ไหนเมื่อไรก็ได้ ลุงๆป้าๆตอนนี้ที่พลาดบางตอนไปในตอนนั้นก็คงยอมควักตังค์จ่ายค่าสมาชิกหามาดูก็เป็นได้กระมัง)

Credit : Lamù (Urusei Yatsura)

3.เทคโนโลยีการสร้างที่ดีขึ้น

    ถ้าจะเอาอนิเมะมารีเมคแล้วแน่นอนว่าทั้งภาพทั้งเสียงมันก็คงดีกว่าอนิเมะต้นฉบับในยุค 80-90 มาก พอเป็นดิจิตอลภาพเสียงคมชัดลึกมันก็คงสร้างความประทับใจให้ผู้ชมยุคเก่าๆได้ไม่ยากและก็คงทำให้อยากกลับมาดูอีกครั้งนึง(แม้ว่าจะรู้พล๊อตหมดแล้วก็เหอะ) มันก็คงเหมือนกับละครน้ำเน่าบ้านเราที่รีเมคกันมาไม่รู้กี่สิบรอบ ถึงจะรู้ตอนจบว่าสุดท้ายพระเอกก.มันก็ต้องถูกระเบิดตายในอ้อมแขนนางเอกอ.อยู่ดีแต่คนก็ยังอยากดูอยู่นั่นแหละ อาจเป็นเพราะคนคงอยากเห็นพระเอกหล่อๆนางเอกสวยๆตามยุคสมัยใหม่โปรดักชันที่อลังการขึ้นในสมัยใหม่อยู่ดีนะแหละ ซึ่งก็คงเป็นเหตุผลเดียวกับอนิเมะรีเมคละนะ

Credit : Ranma 1/2 remake


4.หรืออาจจะเกี่ยวกับลิขสิทธิ์?

    อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์งานศิลปะงานสร้างสรรค์วรรณกรรมต่างๆในญี่ปุ่นเป็นยังไง แต่ผมเคยอ่านเจอว่าฝั่งอเมริกาเนี่ยถ้าผ่านในรอบสิบปีไม่ทำอะไรสร้างสรรค์ต่อยอดใหม่ๆลิขสิทธิ์ผลงานอาจจะหลุดจากผู้จดลิขสิทธิ์ได้ นั่นเลยเป็นสาเหตุให้ภาพยนต์ฮอลิวูดต้องเอาหนังกลับมาทำใหม่ทุกๆสิบปี ยกตัวอย่างเช่น StarWars พอออกฉายเสร็จครบสิบปีก็มีการออกแผ่นดีวีดี เนื้อหาเหมือนเดิมแต่เพิ่มฉากCGที่เมื่อก่อนไม่มีเข้าไป ส่วนหนึ่งก็คงอยากจะต่อลิขสิทธิ์นี่แหละนะ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอนิเมะญี่ปุ่นเองก็อาจจะอยู่ในกฎหมายลักษณะเดียวกันก็ได้ ก็เลยต้องมีการรีเมคหรือออกภาคใหม่ๆทุกๆสิบปีนี่แหละ 

Credit : One Piece Remake

     โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้าเป็นอนิเมะสักยุค80ถึง90ต้นๆที่ภาพยังมีคุณภาพไม่ค่อยดีเท่าไร ยังเป็นอนิเมะที่ฉายบนทีวีแบบจอสี่เหลี่ยมจตุรัสอยู่ หากจะนำมารีเมคทำใหม่ให้คมชัดขึ้นสำหรับฉายบนจอแบบ Wide screen สี่เหลี่ยมผืนผ้ามันก็คงจะสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นอนิเมะที่สร้างหลังปี 2000 ไปแล้ว ผมว่าต้นฉบับมันก็ได้คุณภาพระดับนึงอยู่นะ การจะเอามาทำรีเมคอีกรอบสำหรับผมแล้วคิดว่าตอนนี้มันยังเร็วไปหน่อยน่ะ อนึ่งด้วยงบประมาณที่จำกัดในสมัยนี้ ผมไม่ก็ไม่คิดว่าเขาจะรีเมคได้แบบทุกตอน (ยิ่งอนิเมะสมัยก่อนนี่จำนวนตอนฉายเยอะมาก เรื่องนึ่ง 40-70 ตอนก็ยังมี) อย่างเก่งเขาคงย่อเวอร์ชันรีเมคให้เหลือสัก 24 -30 ตอนละกระมั้ง ซึ่งมันก็คงจะเสียอรรถรสลงไปอีกนะแหละ อีกทั้งสมัยนี้นี่มีการเซ็นเซอร์วิพากษ์วิจารณ์หนักกว่าสมัยก่อนมาก (ยกตัวอย่าง ชินจังสมัยฉายใหม่ๆนี่แกลามกทะลึ่งกว่าชินจังยุคปัจจุบันมาก ชนิดที่ถ้าเทียบกันแล้วเรียกได้ว่าเป็นชินจังสมัยใหม่นี่เป็นเด็กดีไปเลย) ฉนั้นแล้วก็มีความกังวัลกันว่าถ้าเอาอนิเมะสมัยเก่าๆมารีเมคกันจริงๆ บางบทบางตัวละครก็อาจจะโดนเซ็นเซอร์โดนลดบทบาทลงไปแน่นอน (เช่น ตัวละครตาลุงลามกที่ชอบขโมยชุดชั้นในสาวๆ ฮัปโปไซ ในเรื่องรันม่า ถ้าโดนรีเมคคงกลายเป็นเด็กดีเหมือนชินจังละกระมัง) 

    กล่าวโดยสรุป ส่วนตัวอนิเมะที่โดนรีเมคแล้วผมไม่เคยดูมาก่อนหรือตอนนั้นดูบ้างไม่ได้ดูบ้างจำตอนจบไม่ได้ ผมก็อาจจะสนใจที่จะหาเวอร์ชันรีเมคมาดูก็เป็นได้ แต่ถ้าตอนเด็กๆดูตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็คงไม่ดูเวอร์ชันรีเมคหรอกครับ ขอเก็บความประทับใจไว้ในความทรงจำดีกว่าละนะครับ 


ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->