วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime No. 21 : Deaimon であいもん

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ดูข่าวอะไรก็มีแต่คนบอกว่าอันนั้นคือ Soft Power บ้างละ อันนี้คือพลังนุ่มนิ่มบ้างละ จนรู้สึกเริ่มจะเอือมๆแหละ จริงๆถ้าถามว่าอะไรคือ Soft Power ส่วนตัวผมว่ามันคืออะไรก็ตามที่คนต่างชาติเขาดั้นด้นหรือพยายามมาหาของๆเราไปครอบครอง บริโภคหรือใช้งานน่ะแหละ เช่น ฝรั่งที่เขาบินมากินอาหารไทยมาท่องเที่ยวตามวัดวาอาราม หรือ นักชกต่างชาติที่ทิ้งบ้านเกิดข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนมวยไทย คนจีนที่บินมาซื้อยาดมยาหม่อง อะไรประมาณนี้ละนะครับ มันก็ทำให้นึกถึงอนิเมะญี่ปุ่นที่เขามักจะใส่อะไรที่เป็น Soft Power ของเขามาในเรื่องด้วย เช่น สถานที่ท่องเที่ยวหรืออาหารญี่ปุ่น ก็เลยทำให้คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา Deaimon  であいもん (ชื่อภาษาไทย "สิ่งที่พบพาน") เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ

Source : https://deaimon.jp/

Ataya's Star :    ★★★★★ 

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นที่เกียวโตเมืองแห่งวัฒนธรรมของญี่ปุ่น  เมื่อ นากุโมะ อิริโนะ ชายหนุ่มที่ทิ้งบ้านซึ่งเป็นร้านขายขนมญี่ปุ่นไปตามความฝันที่จะเป็นนักดนตรีอยู่หลายปีได้กลับมาบ้านเกิดเพราะได้ยินว่าพ่อป่วยหนัก ที่สถานีเกียวโตเขาได้พบกับ อิซึกะ ยูคิฮาร่า สาวน้อยที่เข้ามาทักเพราะจำคนผิด ไปๆมาๆกลายเป็นว่าอิซึกะเป็นคนที่มาอาศัยอยู่กับทางบ้านของนากุโมะ(เพราะถูกพ่อของเธอมาทิ้งเอาไว้)และดูเหมือนคุณพ่อของนากุโมะเจ้าของร้านจะถูกใจความขยันขันแข็งของเธอจึงจะยกให้เป็นผู้สืบทอดการทำขนมญี่ปุ่นแทนที่นากุโมะที่ไม่เอาไหนเอาซะเลย เรื่องราวความสัมพันธ์ของครอบครัวขนมญี่ปุ่นจึงเริ่มต้นตรงนี้นี่เอง


 


ความคิดเห็น :

    โดยรวมดูแล้วต้องบอกว่าเป็นอนิเมะที่สนุกดี เรื่องราวไหลลื่นมีดราม่านิดหน่อยมีมุกตลกเล็กๆ เป็นชนิดที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยละครับ  นอกจากนี้คุณยังได้สัมผัสการทำขนมญี่ปุ่นที่มีวิธีการละเอียดอ่อนพิถีพิถันและถือว่าเป็นศิลปะกินได้อย่างหนึ่งของญี่ปุ่นก็ว่าได้ จะทราบถึงชนิดต่างๆของขนมญี่ปุ่นและช่วงเวลาที่เขาจะทำขาย(เขาตามฤดูกาลละนะ) เรียกได้ว่าดูแล้วแทบจะอยากจองตั๋วเครื่องบินไปกินขนมญี่ปุ่นที่เกียวโตกันเลยทีเดียว

ข้อด้อย :

    ข้อด้อยอาจจะมีนิดหน่อยตรงที่ตัวละครประกอบดูจะคล้ายๆกันไปนิด ตอนแรกผมสับสนพ่อของนากุโมะกับคุณลุงที่เป็นผู้ช่วยเพราะเขาวาดคล้ายๆกัน แต่พอพ่อแกถอดหมวกก็เลยเลยจำได้แหละ(แกหัวล้านอะนะ เฮอๆ) นอกนั้นก็อาจจะเป็นที่ว่าจบเร็วไปนิด แต่คาดว่าคงจะมีซีซันสองตามมาทีหลังละครับ

    กล่าวโดยสรุปต้องถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้สบายๆไม่หนักอะไรเท่าไร อารมณ์เหมือนละครหลังข่าวของญี่ปุ่นเขาละนะครับ แล้วถ้าคุณเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้วละก็คุณจะได้เรียนสำเนียงคันไซสไตล์เกียวโตจากในเรื่องด้วยละนะครับ(ผมเองรู้สึกว่าคนเกียวโตจะลากเสียง"สึ"ท้ายคำยาวกว่าคนคันไซในจังหวัดอื่นๆละนะ เช่น 行ってきます Ittekimasu ถ้าคนเกียวโตพูดก็จะได้ยินเป็น 行ってきます~ Ittekimasuuuu อะไรประมาณนั้นละครับ) แล้วอีกอย่างผมว่าวิธีการนำเสนอ Soft Power ที่ถูกต้องมันก็ควรจะแทรกไปในสื่อหรือในภาพยนต์แบบเนียนๆแบบนี้ละครับ คือถ้าไปยัดเหยียดหรือประเภทไปเอาข้าวเหนียวมะม่วงกินให้ดูบนคอนเสิร์ตมันก็ดูเป็นการสร้างกระแสหรือไวรัลแบบชั่วครั้งชั่วคราวเสียมากกว่าละนะครับ ยังไงรบกวนคณะกรรมการ Soft Power มาลองดูอนิเมะเรื่องนี้ดูบ้างก็น่าจะไม่เสียหายอะไรละนะ เฮอๆ 

Official Website -> https://deaimon.jp/    

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะของผม(มี Soft Power แบบไทยๆอยู่ในเรื่องด้วยนะจ๊ะ) ->

วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime Special 4 : ของมันต้องมีในซีรีย์มาครอส マクロスシリーズによくあるあるもの

 สวัสดีครับ วันนี้ก็วนเวียนกลับมาคุยกันเรื่องของมาครอสซี่รี่ย์อีกจนได้ อาจเป็นเพราะเรื่องนี้เขาสร้างกันเป็นรุ่นๆยาวนานกันมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว มันก็มีแง่มุมอะไรหลายๆอย่างที่ให้พูดถึงมากพอสมควร คนที่ดูมาครอสก็จะทราบได้ว่ามันเป็นเรื่องราวของสงคราม รักสามเศร้า และเสียงเพลง เป็นของที่ทุกภาคจะต้องมี(แล้วแต่ว่าภาคไหนจะเน้นอะไรมากกว่ากัน)แต่หลังจากที่ผมกลับไปดูย้อนหลังมาทุกภาคแล้วพบว่านอกจากเรื่องเหล่านี้แล้วยังมี"ของมันต้องมี"ในเนื้อเรื่องป่นๆอยู่ด้วย วันนี้เราจะมาลองพูดถึงกันนะครับ

*** Spoiler Alert : มีการอ้างอิงเนื้อหาจากมาครอสทุกภาคอยู่พอสมควร สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูและไม่อยากถูกสปอยล์ก่อนก็ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้นะครับ


1. ต้องมีฉากที่ตัวเอกต้องขี่หรือนั่งยานพาหนะอะไรสักอย่าง

นอกจากตัวเอกจะขับยานวัลคีรี่ได้เก่งกาจในเกือบจะทุกๆภาคแล้ว จะต้องมีฉากบางฉากที่ให้ตัวเอกเหล่านั้นขี่ยานพาหนะหรือกิจกรรมผาดโผนอะไรสักอย่างอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น

พระเอกภาคแรก ฮิคารุ อิจิโจ มีฉากโดดเวรปั่นจักรยานไปดูมินเมย์ประกวดมิสมาครอส  แล้วก็เป็นนักบินผาดโผนที่มาป่วนงานเปิดตัวมาครอสตั้งแต่ตอนเแรกอีกต่างหาก



พระเอกภาคมาครอสเซเว่น บาซาร่า เนคคิ มีฉากเปิดตัวห้อยหัวแล้วโดดร่มลงมาเล่นคอนเสิร์ต มีฉากแย่งมอเตอไซค์สาวแว้นมาขับโชว์สกิล แถมตอนท้ายๆมีฉากใช้พาราไกลเดอร์โดดเข้าไฟร์เออวัลคีรี่ด้วยอีกต่างหาก (น่าจะเล่นกีฬาเอ๊กซ์ตรีมเป็นงานอดิเรกละนะ) ส่วนนางเอก มิเลน จีนัส นี่ก็ไม่น้อยหน้า มีฉากขับรถซิ่งอยู่หลายฉาก(จริงๆแกพึ่งจะอายุ 15 ได้ใบขับขี่ได้ไงฟะ?) แอบแม่มิเรียไปขับวัลคีรี่ตัวโปรดของแม่ก็ทำมาแล้วด้วย



พระเอกนางเอกภาคมาครอสฟรอนเทียร์ อัลโต ซาโอโตเมะ กับ เชอริล โนม กับ รันกะ ลี มีฉากที่ขี่ซิกเวย์ในภาคหนังใหญ่ มีการนั่งรถรางออกเดตกันด้วยอะนะ ตัวอัลโตเองก็บินผาดโผนด้วยชุดเจ็ตนักบินตั้งแต่ตอนแรกด้วย

    


 

 ในภาคเดลต้าก็เหมือนมีฉากที่พวกวัลคิวเร่ได้นั่งรถสองแถว(ผมดูว่ามันเป็นรถสองแถวบ้านเรานี่แหละนะ)ในตอนที่แอบเข้าไปสืบข่าวในดาวคนหูแมว มีฉากที่ทั้งวงต้องโดดดิ่งพสุธามาเล่นคอนเสิร์ตเปิดตัวเฟรย่า ตัวพระเอกฮายาเตะเองก็ขับหุ่นขนของไปเต้นไปในตอนแรกอีกด้วย


 

2. นางเอกต้องอายุ 15 และมีฉากงานฉลองวันเกิดปีที่ 16

ไม่รู้ทำไมคนเขียนบทถึงชอบให้นางเอกที่เป็นไอดอลเริ่มเรื่องตอนอายุ 15 ปี (ส่วนตัวผมวิเคราะห์ว่าผู้หญิงคงดูน่ารักสุดๆตอนอายุ 15-16 นี่แหละ เป็นอายุที่ผู้หญิงไม่เด็กไม่แก่เกินไปกำลังพอดี ถ้าอายุต่ำกว่านั้นก็ดูจะเป็นเป้าหมายพวกโลลิคอนไปหน่อย ถ้าเยอะกว่านั้นก็เริ่มจะเป็นชะนีร้องหาผัวกันแหละ เฮอๆ) ดังนั้นในซีรีย์มาครอสก็เลยจะมีฉากที่พวกพระเอกไปฉลองวันเกิดให้เหล่านางเอกตอนอายุ16กันด้วยละนะ (รู้สึกจะมีภาคฟรอนเทียร์นี่แหละที่กลายเป็นรันกะตามไปแฮปปี้เบิร์ทเดย์ให้อัลโตแทน หรือแกจะเป็นนางเอกตัวจริงกันแน่ละหว่า?)

 

 

3. ต้องมีฉากไปถ่ายทำภาพยนต์กัน

อนิเมะสมัยก่อนจะมีตอนเยอะมาก(บางเรื่อง30กว่า40กว่าตอน เทียบกับอนิเมะสมัยนี้ที่มีประมาณ12-13ตอน) เขาก็เลยมีการใส่อะไรที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่เข้ามาพอสมควร เช่น เรื่องสมัยก่อนของตัวประกอบ ความเป็นมาของตัวร้าย พวกตัวเอกไปเที่ยวด้วยกัน ซึ่งรู้ไปก็เท่านั้นแหละ แต่มันก็ช่วยให้เห็นความลึกขึ้นของตัวละคร เช่นเดียวกันในมาครอสที่จะต้องมีฉากที่พวกตัวเอกต้องไปถ่ายหนังกัน เริ่มตั้งแต่ลินมินเมย์ต้องไปถ่ายหนังกังฟู Shao Pai Long (ไอ้หนุ่มมังกรขาวน้อย) มิเลนกับบาซาร่าต้องไปถ่ายหนังเรื่องของลินมินเมย์กับฮิคารุ(Minmay Story) รันกะต้องไปถ่ายหนังเรื่องของมาครอสเซโร่  (จะมีแค่มาครอสเดลต้าที่เปลี่ยนเป็นไลฟ์คอนเสิร์ตแทน)


4. จะต้องมีรุ่นพี่ใจดีที่สุดท้ายก็มักจะมีอันเป็นไป

เรียกได้ว่าใครได้เป็นรุุ่นพี่พระเอกนี้เหมือนกับโดนคำสาปให้มีอันเป็นไปอย่างแน่นอนก็ว่าได้  เริ่มจากฟอล์กเกอร์ก็โดนยิงตาย คินริวหัวหน้าไดมอนฟอร์ซก็สละตัวเองระเบิดคายานศัตรู มิเชลก็โดนดูดออกนอกยานตาย(ยังดีที่ออสมาแค่เกือบตาย ผู้กำกับคงพยายามหลอกคนดูว่าออสมาเป็นรุ่นพี่ต้องตายแน่นอน แต่จริงๆบทรุ่นพี่ดันไปตกที่มิเชลละนะ เพราะมิเชลจริงๆก็เข้าหน่วย S.M.S มาก่อนอัลโตแหละ) เมสเซอร์นี่ก็สู้กับคิสจนโดนยิงเข้าหัวใจตายอีก (แถมให้อีกสองคน แอรีสรุ่นพี่ของฟอล์กเกอร์จากมาครอสซี่โร่ คนนี้ก็โดนของทับตาย อีกคนก็เดนนีสจากมาครอสทู คนนี้ก็โดนแรงกระแทกจากระเบิดตาย) โดยทั่วไปพวกรุ่นพี่ทั้งหลายก็มักจะมีบทเป็นคนเหมือนจะเข้มงวดแต่จริงๆแล้วเป็นคนใจดีเป็นห่วงรุ่นน้อง บางคนก็เสียสละจนตัวตาย สงสัยคงเป็นบทเรียกน้ำตาคนดูละครับ

5. ยังไงๆก็ต้องมีคนตาย
สำหรับมาครอสที่ต้องการสะท้อนภาพอันโหดร้ายของสงครามและความขัดแย้งแล้วละก็ยังไงๆก็ต้องมีคนตาย ต่อให้เป็นพวกของพระเอกที่เก่งกาจแค่ไหนก็ตาม (ซึ่งอนิเมะแนวสงครามหรือหุ่นยนต์รบบางเรื่องก็ไม่เป็นแบบนี้นะ แค่คุณเลือกอยู่ฝ่ายพระเอกยังไงๆก็รอดตายจนจบเรื่องอยู่จนครบทีมกันก็มี) เริ่มตั้งแต่ คาคิซากิ ลูกน้องในฟูงบินของฮิคารุ ฟิสิก้า รุ่นน้องของแกมลิน(เมียมีชู้อีกต่างหากน่าสงสารสุดๆ) เนเน่กับลาลาเนีย คนในหน่วยพิกซี่ของคุรางคุรางก็ไม่รอด ส่วนมาครอสเดลต้านี่ก็หนักเลยเพราะสุดท้ายนางเอกนี่แหละที่ไปไม่กลับซะเอง (ภาคหนังใหญ่ Zettai Live)
 
6. นางเอกที่เป็นไอดอลหรืออายุน้อยกว่ามักจะแห้วเสมอ 
 ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผู้กำกับหรือคนเขียนบนโดนไอดอลหลอกเอาเงินหรือโดดหักอกสมัยเป็นหนุ่มๆหรือเปล่าถึงได้เขียนบทแบบนี้ เพราะกี่ภาคๆนางเอกที่อายุน้อยกว่าก็แห้วตลอดศก (โดยเฉพาะในภาคหนังใหญ่จะเป็นงั้นตลอด ในซีรี่ย์อาจจะแตกต่างไปบ้าง) เริ่มจากลินน์มินเมย์ก็เสียฮิคารุให้ป้ามิสะ บาซาร่าก็ไม่สนใจมิเลน รันกะก็โดนปฎิเสธ เฟรย่าก็ตายตอนจบ นี่ยังไม่นับภาคย่อยๆอย่าง มาโอน้องสาวซาร่าก็แห้ว อิชทัลก็จากไปอย่างงงๆ (จะมีมิงภาคมาครอสพลัสที่ดูเหมือนจะไม่ได้แห้วแต่แกก็ไม่ได้เป็นไอดอลสาวๆแล้วเลยไม่นับละนะ)
 
 เท่าที่พอจะโยงได้ก็มีประมาณนี้ จริงๆยังมีประเด็นยิบๆย่อยๆที่อยากจะพูดถึงแต่ก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไรเลยเก็บไว้ก่อนดีกว่า เอาไว้วันหลังผมจะมาวิเคราะห์เนื้อหาจากมาครอสอีกแล้วกันนะครับ

ส่งท้ายขายของ มังงะของกระผมขอรับ ->


 


วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566

Anime No. 20 : Darling In The Franxx ダーリン・イン・ザ・フランキス

 สวัสดีครับ วันนี้ก็จะขอรีวิวอนิเมะแนวไซไฟแบบต่อเนื่อง ว่าด้วยเรื่องของมนุษย์ต่างดาว ความรักของวัยรุ่น และหุ่นยนต์รบขนาดยักษ์ นั่นคือเรื่อง Darling In The Franxx ダーリン・イン・ザ・フランキス ครับ เรื่องราวจะเป็นยังไงไปดูกัน


 

 

Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ:

    เรื่องราวในโลกอนาคตเมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์เรียกขานกันว่าเคียวริว ในการจะต่อสู้กับมันได้จำเป็นจะต้องใช้หุ่นยนต์ยักษ์แฟรงซ์ Franxx ซึ่งต้องอาศัยนักบินชายหญิงสองคนในการบังคับ ฮิโร่ หนึ่งในนักบินเกิดอาการไม่สามารถจะซิงโครไนส์กับพาร์ทเนอร์ได้ ทั่งคู่จึงถูกให้ปลดประจำการ ตอนนั้นเองเคียวริวก็เข้ามาโจมตีแพลทที่เขาอยู่เป็นเหตุให้ฮิโร่ต้องจำเป็นไปเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ ZeroTwo นักบินหญิงผู้เก่งกาจแต่มีข่าวลือว่าถ้าใครได้เป็นพาร์ทเนอร์ด้วยจะต้องมีอันเป็นไปทุกรายเพื่อจัดการกับเคียวริวที่เข้าจู่โจม เรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงได้เริ่มขึ้นณ.จุดนี้นี่เอง


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ดูๆไปผมรู้สึกว่าเหมือนเอาหนังไซไฟดังๆมาผสมกันยังไงชอบกล มีความเป็นอีวานแกเลี่ยนเยอะอยู่เหมือนกัน ในส่วนของเหล่าตัวเอกที่เป็นวัยรุ่นวัยว้าวุ่นกำลังเริ่มมีความรัก มีความสับสนในตัวเอง บางตอนก็จับผิดฝาผิดคู่กว่าจะลงตัวก็ท้ายๆเรื่องนู้นแหละ ถ้าชอบแนววัยรุ่นวุ่นรักเรื่องนี้ก็ให้อารมณ์ประมาณนั้นมากกว่าจะเน้นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ละนะ

ข้อด้อย :

    ในส่วนของพาร์ทไซไฟผมว่าพล็อตมันดูจะหลวมๆไปหน่อย เหตุผลดูจะไม่ค่อยสมจริงสมจังเท่าไร ตัวหุ่นยนต์ยักษ์แฟรงซ์ก็ดูตลกๆ(ไม่เข้าใจว่าจะทำให้มันมีสีหน้าไปทำไมเหมือนกัน)เรื่องเหตุผลที่ต้องเป็นชายหญิงขับในท่าแบบนั้นก็ยิ่งประหลาดไปใหญ่ ยิ่งท้ายๆเรื่องดูไปแล้วเขาเฉลยว่าเรื่องราวเป็นมายังไงก็รู้สึกว่า"อิหยังวะ"ซะมากกว่า เอาเป็นว่าถ้าดูในแง่ของความรักเรื่องความโรแมนซ์ติกก็คงจะถือว่าโอเคละครับ แต่ส่วนของไซไฟนี่สำหรับผมคงไม่ให้ผ่านเท่าไร

    เรื่องนี้ก็ถือว่าดังพอสมควรแหละต่อที่ออกฉาย มีมีมเกียวกับ ZeroTwo ออกมาเยอะแยะในช่วงนั้น (ผมก็มาดูเพราะว่าเห็นมีมนี่แหละ) สำหรับคนที่ชอบอนิเมะแนวๆไซไฟคล้ายๆอีวานแกเลี่ยนก็ลองหามาดูได้นะครับ แต่สำหรับผมแล้วยอมรับว่าดูแล้วปวดตับซะมากกว่า เฮอๆ


ส่งท้ายขายของครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Anime No.19 : Macross Plus マクロスプラス

 สวัสดีครับ ว่าถึงยุคสมัยที่ตอนนี้อะไรๆก็ใช้ AI ทำงานแทนกันหมด ตั้งแต่ให้เขียนเรียงความยันวาดภาพสวยๆให้ อนิเมะเรื่องที่จะพูดถึงในวันนี้ก็มีการกล่าวถึงอันตรายจากการใช้งาน AI อยู่เหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้มาก่อนกาลก็ว่าได้ ว่าแล้วก็มาดูกันครับ Macross Plus マクロスプラス 

 

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ:

     ในปี 2040 รัฐบาลร่วมได้ทำการทดสอบเครื่องบินรุ่นใหม่สองรุ่นคือ YF-19 และ YF-21 ที่ดาวเคราะห์อีเดน กลายเป็นว่านักบินทดสอบ YF-21 กัลโก โกล โบแมน ดันเป็นเพื่อนสมัยเด็กของนักบินทดสอบ YF-19 อิซามุ อัลวา ไดสัน ทั้งคู่ดูเหมือนจะมีเรื่องขัดแย้งอะไรกันบางอย่างในอดีต จึงทำให้มีเรื่องกันชนิดไม่ลดลาวาศอกกันเลยทีเดียว ระหว่างนั้น หมิง ฟาง หลง โปรดิวเซอร์ของนักร้องไอดอล AI "Sharon Apple" ที่กำลังโด่งดังก็ได้กลับมาแสดงคอนเสิร์ตที่ดาวอีเดน เมื่อทั้งสามคนได้พบกันก็เหมือนกับได้เปิดแผลในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง โดยที่ไม่รู้เลยมามีใครบางคนหรืออะไรบางอย่างกำลังสร้างสถานการณ์อยู่เบื้องหลัง


 



ความคิดเห็น:

        มาครอสพลัสเป็น OVA ในซี่รี่ย์มาครอสที่นำมาออกฉายใกล้ๆกับมาครอสเซเว่น(น่าจะประมาณปี 1997นั่นแหละครับ) ความล้ำก็คือมันเหมือนเป็นการทำนายเทคโนโลยี AI ที่จะมาในอนาคตโดยเฉพาะในด้านธุรกิจบันเทิงได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่นักร้องไอดอล AI อย่างชารอนแอ็ปเปิลที่มาก่อนการกำเนิดของ Vocaloid อย่างฮัทซึเนะมิคุอยู่หลายปี การใช้เทคโนโลยี่โฮโลแกรมในคอนเสิร์ตก่อนการนำมาใช้พาแอลวิสแพลสลี่หรือใครต่อใครที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมาแสดงคอนเสิร์ตสดได้ในปัจจุบัน รวมถึงพวก Virtual Idol เอย Vtuber เอยที่โด่งดังกันในยุคสมัยนี้ก็ตาม สำหรับเนื้อหาในมาครอสพลัสก็ค่อนข้างเป็นแนวให้ผู้ใหญ่ดูมากกว่า (ผมว่าเขาทำมาครอสเซเว่นให้เด็กดูแล้วก็เลยทำมาครอสพลัสให้ผู้ใหญ่ดูละมั้ง) ส่วนของเครื่องยนต์กลไกการออกแบบเครื่องบินทั้งสองรุ่นก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียวเมื่อคิดถึงสมัยนั้นที่ยังไม่มีเทคโนโลยี่การทำCGที่ดีเท่าไรนัก

ข้อด้อย : 

    จุดด้อยของเรื่องอาจจะมีแค่ความสัมพันธ์รักสามเศร้าของทั้งสามตัวเอกที่มันดูแล้วก็ยังงงๆว่าตกลงมันเป็นยังไงก็แน่ แล้วตอนเฉลยว่าทำไมถึงทะเลาะกันมันก็ดูจะเป็นเหตุผลที่อ่อนไปหน่อย(หรือจะว่าง่ายไปหน่อยก็ได้) ส่วนเทคโนโลยี AI ในซีรี่ย์มาครอสหลังจากจบมาครอสพลัสไปก็ดูเหมือนจะไม่มีการใช้งานในเนื้อเรื่องเท่าไร(อาจจะเพราะเหตุการณ์ของชารอนแอ็ปเปิลในท้ายเรื่องก็เลยอาจจะโดนแบบเทคโนโลยี่AIไปก็ได้) แต่ก็ดูเหมือนจะเอากลับมาในภาคเดลต้าที่เครื่องวาลคีรี่ VF-31 จะมีระบบAIช่วยซับพอร์ทนักบินอยู่ด้วยละนะ

    สำหรับแนวเพลงในมาครอสพลัสของชารอนแอ็ปเปิลจะเป็นแนวแทรนซ์(Trance แนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ฟังแล้วหลอนๆประสาทหน่อยน่ะแหละ)แต่ที่ติดหูจริงๆกลับเป็นเพลงที่นางเอกหมิงร้องให้ฟังเพราะๆตอนจบเสียมากกว่า สำหรับเรื่องนี้ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ให้ผู้ใหญ่ดูจะดีกว่านะครับ เด็กๆเอาไว้โตก่อนค่อยกลับมาดูเน้อ

 

ปิดท้ายขายของ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จังครับ ->


     

วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Anime Special 3 : ทำไมชิซุกะถึงแต่งงานกับโนบิตะ ? どうしてしずかちゃんがのびたくんと結婚したでしょう?

 สวัสดีครับ วันนี้ก็ขอมาแตะประเด็นที่ผมเองก็คาใจมานานว่าทำไมผู้หญิงที่ดูจะเพรียบพร้อมอย่างชิสุกะถึงตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่เอาไหนเลยอย่างโนบิตะได้ ถ้าคิดว่าเพราะโนบิตะเป็นคนดีมีเมตตาสาวๆเลยชอบ ผมก็คงว่าคุณช่างมองโลกสวยซะเหลือเกิน (ในชีวิตจริงไม่มีผู้หญิงคนไหนแต่งงานกับผู้ชายเพราะเขาใจดีหรอกครับ) หลังจากนั้นคิดนอนคิดมาแล้วก็ลองมาสรุปดูสั้นๆแล้วกันนะครับ

Source : https://loveinterest.fandom.com/wiki/Shizuka_Minamoto


    สำหรับการ์ตูนญี่ปุ่นระดับคลาสสิกอย่างโดราเอม่อน จริงๆแล้วโนบิตะจะต้องแต่งงานกับไจโกะน้องสาวของไจแอนท์แล้วก็ต้องเจอกับชะตากรรมที่เลวร้ายหลายอย่าง จนโดราเอม่อนกับเหลนของโนบิตะ(โนบิอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้แล้ว)ต้องย้อนเวลากับมาเพื่อให้โนบิตะทำตัวซะใหม่จะได้แต่งงานกับชิสุกะจังและมีชีวิตที่มีความสุข

    เราจะข้ามประเด็นพาราดอกซ์ที่ว่าถ้าโนบิตะแต่งงานกับชิสุกะแล้วเหลนที่เป็นลูกหลานของโนบิตะกับไจโกะก็ต้องหายไปในอนาคตแล้วแกจะนั่งไทม์แมชชีนกับมากับโดราเอม่อนได้ยังไงกันฟะ เอาเป็นว่าเพราะโดราเอม่อนมาเปลี่ยนแปลงอดีตจึงทำให้โนบิตะได้แต่งงานกับชิสุกะก็แล้วกัน ประเด็นคืออะไรทำให้ชิสุกะเปลี่ยนใจ แทนที่จะแต่งงานกับเดคิซุงิที่ทั้งหล่อทั้งเรียนเก่งมีอนาคตเป็นระดับประธานบริษัทหรือเป็นนายกก็ยังได้(ดูน่าจะหาเงินได้ใช้เงินเป็นละนะ) มาเลือกผู้ชายที่สุดท้ายก็ยังขี้เกียจยังไม่เอาไหนอย่างโนบิตะได้ คิดแบบดาร์กๆเลยผมก็สรุปได้ว่า

1. เพราะโนบิตะมีโดราเอม่อน  ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่ร่ำรวยมีเงินกินเงินใช้ตลอดชีพสบายๆอย่างซุเนโอะ หรือผู้ชายที่มีอำนาจใช้กำลังบังคับใครก็ได้อย่างใจแอนท์ ก็ยังสู้ไม่ได้กับผู้ชายที่มีหุ่นยนต์แมวจากอนาคตอย่างโนบิตะ ไม่ว่าจะอยากได้อะไรม่อนก็บันดาลให้ได้หมด เป็นผมผมก็คงเลือกโนบิตะแหละ อย่างๆน้อยก็ยังถามโดราเอม่อนได้ว่าเอ็งมาจากอนาคตนี่รู้ใช่ไหมว่าหวยงวดหน้าจะออกอะไร เฮอๆ 

2. เพราะโนบิตะไม่เอาไหนนะแหละ  ผู้ชายที่เก่งๆฉลาดๆอย่างเดคิซุงิ เขามีชอยส์มีทางเลือกมากมาย เขาไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับชิสุกะก็ได้ หรือถ้าแต่งงานกันไปแล้วคิดหรือว่าชิสุกะจะคุมเดคิสุงิได้ ผมว่าก็เป็นไปได้สูงที่เดคิสุงิจะไปมีสาวๆมีเล็กมีน้อยนอกบ้านได้สบายๆ แต่กับโนบิตะผู้ชายที่ไม่เอาไหน หน้าตามันก็เห่ยๆใส่แว่นตาหนาเตอะ มันง่ายกว่ามากที่ชิสุกะจะควบคุบผู้ชายแบบนี้ให้อยู่ในโอวาทได้ ให้โนบิตะทำงานทำโอทีแทบตายแล้วเอาเงินเดือนทั้งหมดมาให้เธอใช้จ่ายเหมือนแม่บ้านญี่ปุ่นทั่วๆไป ถ้าคุณลองไปถามสเป็คผู้ชายที่ผู้หญิงญี่ปุ่นอยากจะแต่งงานด้วย มันไม่มีเรื่องหน้าตาเรื่องนิสัยใจคอเท่าไรนักหรอก ส่วนใหญ่ที่จะเลือกก็คือเรื่องงานที่ทำมั่นคงหรือเปล่าหรือไม่ก็ยอมให้ควบคุมเงินในบ้านหรือเปล่านะแหละนะ

3. เพราะชิสุกะเป็นเด็กผู้หญิงแปลกๆ ประเด็นนี้ไม่รู้มีใครเคยคิดถึงหรือเปล่าว่าชิสุกะที่เป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มเด็กผู้ชาย ทำไมถึงไม่ไปเล่นกับกลุ่มเด็กผู้หญิงด้วยกัน ? แต่เธอกลับมาสุ่มหัวเล่นกับกลุ่มของโนบิตะ ขณะที่ไจโกะนี่กลับไม่ค่อยได้เห็นมาเข้ากลุ่มเท่าไร คาดว่าเธอก็คงไปเล่นกับกลุ่มเด็กผู้หญิงธรรมดาๆมากกว่า ถ้าให้เดาผมก็คงเดาว่าเพราะในกลุ่มมีเด็กที่รวย(ซูเนโอะ) เด็กที่มีอำนาจ(ไจแอนท์) เด็กที่ยอมเป็นเบ้ให้เธอ(โนบิตะ) สัตว์เลี้ยงที่ทำอะไรให้ก็ได้(โดราเอม่อน) ... คุณจะอยากได้เพื่อนอะไรมากไปกว่านี้อีกละ จริงมัย ? สุดท้ายถ้าเธอจะเลือกแต่งงานกับใครสักคนในกลุ่ม หวยก็อาจจะไปออกที่โนบิตะเพราะความอินดี้ของเธอเองก็คงจะไม่แปลกอะไรมั้ง

 

สุดท้ายนี้ ผมว่าคุณ Fujiko F. Fujio ท่านผู้แต่งผู้ล่วงลับก็คงไม่ได้คิดอะไรมากหรอก คงอยากให้ตัวเอกได้สมหวังในท้ายที่สุดแหละ แต่คนอ่านที่พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วรู้ว่าโลกมันไม่สวยงามเหมือนในการ์ตูนที่อ่านตอนเด็กๆ บางครั้งเรื่องที่ดูสวยงามก็อาจจะซ่อนเหตุผลเบื้องหลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างเรื่องที่ทำไมชิสุกะถึงแต่งงานกับโนบิตะ... ก็เป็นได้ !! เฮอๆๆ


ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->



 

วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Anime No.18 : BOCCHI THE ROCK! ぼっち・ざ・ろっく!

 สวัสดีครับ คราวก่อนมีแตะๆเรื่องราวของเจนแซดไปหน่อย วันนี้เลยอยากจะแนะนำอนิเมะที่นำเสนอเรื่องราวตัวแทนของคนเจนแซด เรื่องราวสาวน้อยขี้อายแต่อยากดัง ぼっち・ざ・ろっく!BOCCHI THE ROCK! มาลองดูกันครับ

Source : https://bocchi-the-rock.fandom.com/wiki/Bocchi_the_Rock!_(anime)

 

Ataya's Star :    ★★★★☆ 

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ ฮิโตริ โกโท สาวน้อยอินโทรเวิร์ตผู้หวาดกลัวการเข้าสังคมสุดๆ ตอน ม.ต้นเธอคิดว่าถ้าเล่นกีต้าเก่งๆก็จะทำให้มีเพื่อนๆมากขึ้นได้แต่จนแล้วจนรอดก็หาเพื่อนไม่ได้สักคน จนด้วยเหตุการณ์นำพาเธอได้พบกับ นิจิกะ อิจิจิ หนึ่งในสมาชิกวงเคสโซคุแบนด์( 結束バンド แปลว่าวงสามัคคีหรือวงสายสัมพันธ์ก็ได้ หรือจะแปลว่าสายรัดอเนกประสงค์ก็ได้ เป็นการเล่นคำอะนะ) ที่กำลังเดือดร้อนเพราะมือกีต้าที่รับปากว่าจะมาเล่นให้ดันเบี้ยวงานเฉย ฮิโตริเลยจับพลัดจับผลูได้มาเล่นเปิดตัวให้กับวงของนิจิกะ สุดท้ายเธอก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของวงไปโดยปริยาย ทุกคนเลยตั้งฉายาให้ฮิโตริว่า"โบจจิ"(มาจากคำว่า ひとりぼっち ฮิโตริโบจจิ ที่แปลว่าคนเดียวเดียวดาย เพราะนางเอกชื่อฮิโตริอยู่แล้ว(ひとり = คนเดียว หรือหนึ่งคน)ก็เลยเติมคำว่าโบจจิให้ละนะ)



 ความคิดเห็น :

    เป็นอนิเมะแนวดนตรีที่ทำให้นึกถึงสมัยมัธยมที่ตอนนั้นใครๆก็อยากจะตั้งวงดนตรีกัน เพียงแต่เรื่องนี้จะอัพเดทตัวเอกให้เป็นเด็กผู้หญิงที่เก็บเนื้อเก็บตัวและกลัวการเข้าสังคม ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นลักษณะเฉพาะของเด็กเจนแซดยุคนี้(จะว่าเป็นเพราะเด็กยุคนี้ติดเกมติดมือถือหรือสังคมมันโหดร้ายขึ้นก็ไม่รู้ละนะ) เอาเป็นว่าไม่ค่อยมีคาแร็คเตอร์แบบนี้ในอนิเมะสมัยก่อนก็แล้วกัน เรื่องของแนวดนตรีก็บอกได้ว่าเป็นแนวร็อคที่ฟังได้สนุกดี ดูเข้ากับเนื้อหาและความสับสนของวัยว้าวุ้น(ที่ว่าเป็นคนเก็บตัวแต่ก็อยากดังอยากเป็นที่ยอมรับละนะ) ผมว่าแก่นของเรื่องจริงๆก็คือการเปิดใจลองเข้าหาผู้คนและการเดินตามความฝันนะแหละนะ

ข้อด้อย:

    เพราะว่ามันเป็นเรื่องยุคของเด็กเจนแซด มุกบางอย่างให้ลุงดูก็ไม่ค่อยเก็ตเท่าไร(อย่างมุกโบจจิตัวละลายอะไรเงี้ย) จำนวนตอนดูจะน้อยไปสักหน่อย แต่ก็ถือว่าจบได้พอดีไม่มีอะไรค้างคาใจ จริงๆก็อยากจะให้ต่อไปอีกสักซีซันนึงก็น่าจะดีนะ อยากเห็นตอนที่โบจจิ(ฮิโตริ)ได้แสดงเวทีใหญ่บ้างเหมือนกัน อย่างได้ไปแสดงที่บูโดกันอะไรแบบนี้

    กล่าวโดยรวม ถือได้ว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้สนุกดีไม่มีเรื่องให้เครียดอะไรมากมาย (ดูแล้วคุณอาจจะเข้าใจเด็กวัยเจนแซดมากขึ้นก็ได้) สามารถฟังเพลงร็อคของโบจจิได้อย่างเพลิดเพลิน มุกตลกก็ฮาได้พอสมควร ถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยละครับ  (ปล.ไม่รู้เหมือนกันว่าคนรุ่นผมเห็นโบจจิใส่เสื้อวอร์มสีชมพูผมสีชมพูกับเล่นกีต้าร์แบบนั้นแล้วรู้สึกนึกถึง Hide แห่งวง X-Japan เหมือนกันหรือเปล่า หรือผมเองไปคนเดียวละหว่า)   

 ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->




วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

Anime Special 2 : พระเอกนางเอกกับเจนเนอเรชันที่แตกต่างในมาครอส マクロス主人公の世代について

 สวัสดีครับ วันนี้ก็มาเขียนวิเคราะห์เกี่ยวกับมาครอสอีกเช่นเคย (ไม่ต้องสงสัยเพราะผมเป็นแฟนพันธ์ุแท้ของมาครอสน่ะแหละ หวังว่าคงจะยังไม่เบื่อกัน) หลังจากดูมาครอสจนจบทุกภาคแล้ว ผมพบว่าผู้สร้างมักจะสร้างซีรีย์มาครอสใหม่ทุกๆประมาณ 10 ปี (ไม่รวมพวกOVAหรือภาคหนังใหญ่ภาคพิเศษ) ภาคแรกสุดออกฉายปีค.ศ. 1982 หลังจากนั้นก็เป็น Macross 7 ฉายในปี 1997 Macross Frontier ก็ประมาณปี 2006 ภาคล่าสุด Macross Delta ก็ปี 2016 อะนะ จะเห็นได้ว่ามันล้อยุคสมัยเจนเนอเรชันต่างๆ ในชีวิตจริงด้วย ซึ่งผมก็พบว่าตัวพระเอกนางเอกเองก็จะมีลักษณะตามเจนเนอเรชันในปีที่ออกฉายด้วย(ไม่รู้ว่าผู้สร้างเขาจงใจหรือเปล่าแต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ) มาลองดูรายละเอียดกันครับ

*** Spoiler Alert *** ใครยังไม่ได้ดูมาครอสจบทุกภาค อย่าพึ่งอ่านต่อนะครับ จะมีการอ้างอิงเนื้อหาอยู่พอสมควร


1. Macross (1982) - Generation Baby Boomer

    ปีนี้เป็นปีของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ในยุคหลังสงคราม ถ้าดู Macross ภาคแรกจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายสงครามโลกครั้งที่สองที่จบไปก่อนหน้าได้ไม่กี่สิบปี(รวมถึงบรรยากาศของสงครามเย็นที่คุกรุ่นอยู่ในช่วงนี้ด้วย) หากวิเคราะห์ดูแล้วจะพบว่าพระเอก ฮิคารุ อิจิโจ จะมีลักษณะของคนในเจนนี้คือเป็นคนจริงจังคิดมาก หัวโบราณหน่อย(ยังเชื่อว่าผู้หญิงต้องทำครัวทำงานบ้านผู้ชายสิต้องออกรบ) เคารพผู้อาวุโสกว่า(รุ่นพี่ฟอกเกอร์ ยกเว้นมิสะที่เรียกป้าตลอด) แล้วถ้าได้กับใครแล้วก็จะรับผิดชอบแต่งงานกับคนนั้นแหละ(แม้ใจจริงจะรักคนอื่นมาก่อนก็ตาม) ส่วน ลินน์ มินเมย์ นี่ก็จะเป็นนางเอกที่มีนิสัยผู้หญิ้งผู้หญิง รักสวยรักงาม หวงเนื้อหวงตัว ขยันทำงาน(ในร้านอาหารจีนเนียเนีย) ชอบให้เอาอกเอาใจ ขี้งอน แต่ถ้ารักใครแล้วรักจริงไม่ยอมปล่อยมือง่ายๆหรอก ผู้หญิงเจนเบบี้บูมเมอร์ก็จะประมาณนี้เหมือนกัน


 


2. Macross 7 (1997) - Generation X

    ปีนี้นับว่าเป็นปีของเจนเนอเรชันเอ๊กซ์ ลักษณะโดยรวมของคนยุคนี้คือไม่ชอบตามกฎเกณฑ์ ชอบแนวเพลงตรงๆอย่างเพลงร๊อคหรือแหวกแนวอย่างแนวเอาเธอมาถีบ เอ๋ย!! แอลเทอเนทีฟ เรียกได้ว่ามันเป็นยุคที่แตกต่างกับยุคเบบี้บูมเมอร์มากแต่ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นแหวกขนบประเภณีมากมายอะไรขนาดนั้น ก็ยังขยันขันแข็งจริงจังเหมือนเจนเบบี้บูมเมอร์ ถ้าดูที่พระเอก บาซาร่า เนคคิ จะเห็นได้ว่าเขาเป็นตัวแทนของเจนเอ๊กซ์เลยก็ว่าได้ ด้วยนิสัยไม่ชอบทำตามใคร เกลียดสงคราม มีจุดยืนของตัวเอง  รักใครไม่ชอบใครก็แสดงออกตรงๆ แต่เขาก็ยังเคารพผู้หลักผู้ใหญ่(อย่างเรย์ อากิโกะ ดร.ชิบะ) ส่วน มิเลน จีนัส นี่ก็เป็นนางเอกที่เชื่อมั่นในตัวเอง ขี้วีน ปากจัด ไม่ชอบทำตามที่พ่อแม่บอก ไม่ชอบให้ใครบังคับ(ไปดูตัว) ถึงจะดูโลเลในเรื่องความรักไปหน่อยแต่ก็คงเพราะยังเป็นเด็กละนะ ผู้หญิงเจนเอ๊กซ์ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆแบบนี้แหละ (ผู้หญิงเจนเอ๊กซ์นี้ในตอนนี้ก็คือคนที่พวกเราเรียกว่า"เจ๊"นู้นเจ๊นี้นะแหละ สังเกตุว่าปากจัดเหมือนมิเลนแทบทุกคนน่ะแหละนะ)




3. Macross Frontier (2006) - Generation Y

    คนในเจนวายนี้เป็นประเภทที่ครอบครัวเริ่มจะสะบายแล้ว บางคนก็ไม่อยากลำบากเหมือนรุ่นพ่อแม่(พ่อแม่อาจจะเป็นรุ่นเบบี้บูมเมอร์ปลายๆหรือเจนเอ๊กซ์รุ่นแรกๆ) นิสัยส่วนใหญ่ก็เลยรักสะบาย ค่อนค้างจะโลเลหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ (ถ้าในบ้านเราก็จะประมาณรุ่นที่ไม่อยากทำงานเป็นลูกจ้างใคร ไม่รู้เหมือนกันว่าอยากทำอะไร ทำร้านกาแฟดีกว่านะแหละ) เห็นได้ชัดในตัวของพระเอก อัลโต้ ซาโอโตเมะ เขาไม่อยากสืบทอดกิจการคาบุกิของครอบครัวก็เลยหนีมาเป็นนักเรียนการบิน(จะบอกว่ารักการบินหรืออะไรก็เหอะ) แถมด้านความรักก็ยังโลเลเลือกใครไม่ได้อีกด้วย (ออกมุขพวกเธอสองคนเป็นปีกของฉันไปซะงั้น) ส่วนนางเอก รักกะ ลี ก็เป็นประเภทที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเอาซะเลย ต้องมีคนคอยพลักคอยดันถึงจะดังได้ เห็นอัลโตโดนเชอริลตกไปแล้วก็ได้ทำตาปริบๆอยู่หลายรอบ มันก็ดูๆไปคล้ายๆคนเจนวายอยู่ไม่ใช่น้อยละนะ


 


4. Macross Delta (2016) - Generation Z 

    คนเจนแซดนี่จะว่าเป็นขั้นกว่าของคนเจนวายเลยก็ได้ นอกจากจะหาตัวตนของตัวเองไม่เจอแล้ว ยังจะโทษนู้โทษนี่ไปเรื่อย(แนวพ่อแม่รังแกฉันอะนะ) ไม่ค่อยเคารพผู้ใหญ่ บางทีก็ชอบลองอะไรแปลกๆใหม่ๆไปเรื่อย แต่หาสาระไม่ค่อยจะได้(รุ่นที่ชอบเอาเงินเก็บไปซื้อบิตคอยแล้วเจ๊งระนาวต้องไปปล้นร้านทองนะแหละ) เช่นเดียวกับพระเอก ฮายาเตะ อิลเมมัล ที่ในตอนแรกจะเห็นได้เลยว่าเขาหางานทำไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบอะไร บางทีขี้เกียจทำก็แอบงีบซะงั้น แถมยังปีนเกลียวรุ่นพี่ตลอด(เมสเซอร์เอย มิราจเอย) ส่วนนางเอก เฟรย่า วีออน นี่ก็จะเรียกว่าเป็นนางเอกที่"ดีด"ที่สุดแล้วในจักวาลมาครอสก็ได้ (จะว่าเพราะเขาเป็นชาววินเดอร์เมียเลยมีพลังเยอะก็แล้วแต่) ชอบเต้น ชอบร้อง อยากเด่นอยากดังเป็นไอดอลเหมือนๆกับเด็กผู้หญิงเจนแซดน่ะแหละนะ (บางทีที่เด็กยุคนี้ดูมาครอสเดลต้าแล้วไม่ค่อยชอบก็อาจจะเป็นเพราะมันสะท้อนตัวตนคนรุ่นของเขามากไปหน่อยก็ได้นะ เฮอๆ)



เป็นไงบ้างครับสำหรับการวิเคราะห์ของผม มีความเห็นว่าอย่างไรก็บอกกล่าวกันได้นะครับ สำหรับภาคต่อไปที่จะสร้าง ถ้าให้เดาผมว่าพระเอกนางเอกคงถอดแบบเจนแอลฟ่า(Generation Alpha) หรืออาจจะชื่อมาครอสแอลฟ่าเลยก็ได้มั้ง พระเอกน่าจะติดเกมส์ไม่เข้าสังคมไม่ก็เป็นฮิคิโคโมริที่อยากไปต่างโลก ส่วนนางเอกก็อาจจะเอาแต่เต้นติกต๊อกเลยโดนเพื่อนที่โรงเรียนบลูลี่หนักเลยต้องไปเป็นนักร้องไอดอล ...  ก็ว่ากันไปอะนะ (จริงๆถ้าให้วิเคราะห์การที่เขาต้องทำซีรีย์ใหม่ทุกๆสิบปีก็อาจจะเกี่ยวกับเรื่องของการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่มันต้องทำอะไรใหม่ๆออกมาถึงจะต่อลิขสิทธิ์เก่าต่อไปได้ หรือไม่ก็อยากจะทำให้แฟนรุ่นใหม่ๆยังติดตามมาครอสอยู่ก็ได้ เพราะพอผ่านไปสิบปีแล้วคนที่ดูมาครอสภาคก่อนก็กลายเป็นผู้ใหญ่กันหมด ความสนใจก็อาจจะลดลง มันก็เลยต้องทำภาคใหม่ให้เด็กๆในปัจจุบันดูเพื่อสร้างฐานแฟนคลับใหม่ๆก็เป็นได้นะ)

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ