วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime No.45 : Black Bullet ブラック・ブレット

 สวัสดีครับ ก่อนหน้านี้เขียนถึงเรื่องยุคสมัยกับแนวอนิเมะไป ก็เลยนึกออกว่าจริงๆมันมีอนิเมะอยู่เรื่องหนึ่งที่เคยดูซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเรื่องนี้มันรวมๆแนวอนิเมะเกือบทั้งหมดมาไว้ในเรื่องเดียว เรื่องนั้นก็คือเรื่อง Black Bullet ブラック・ブレット (ชื่อภาษาไทย กระสุนมรณะ นัยน์ตาอสูร) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


 

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

     เรื่องเริ่มขึ้นในปี 2021 เมื่อสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จากไวรัสแกสเทียได้เข้ารุกรานมนุษยชาติ ทำให้มนุษย์ต้องอาศัยอยู่หลังกำแพงโมโนลิทซึ่งสร้างจากเหล็กวาราเนี่ยมที่สามารถกันสิ่งมีชีิวิตกลายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตามมีทารกที่ติดเชื้อไวรัสแกสเทียตั้งแต่อยู่ในครรภ์แม่ที่คลอดออกมาจะมีดวงตาสีแดงและมีแต่เพศหญิง แต่ก็จะมีพลังเหนือมนุษย์ติดตัวมาด้วย หากระดัับไวรัสแกสเทียเพิ่มขึ้นมากเกินไปเด็กผู้หญิงเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด ด้วยเหตุนี้เองเด็กผู้หญิงเหล่านี้เลยถูกเรียกว่า"เด็กที่ถูกสาป" และถูกบูลลี่เกลียดชังจากมนุษย์บางส่วนด้วย สิบปีให้หลังด้านกลุ่มรักษาความปลอดภัยเอกชนก็ได้ก่อตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จากไวรัสแกสเทีย หนึ่งในนั้นมี Promoter หนุ่ม ม.ปลายชื่อ เรนทาโร่ ซาโทมิ และเด็กสาวที่ถูกสาปเป็น Initiator คู่หูของเรนทาโร่ชื่อว่า เอนจุ ไอฮาร่า ทั้งคู่อยู่ในสังกัดของบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนเทนโดซึ่งมี คิราร่า เทนโด เพื่อนวัยเด็กของเรนทาโร่เป็นเจ้าของ ทั้งเรนทาโร่และเอนจุต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์และผู้คนที่เกลียดชังเด็กที่ถูกสาปด้วยนั่นเอง 


 

ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้เป็นแนวไซไฟที่เหมือนจะรวมอนิเมะหลายๆแนวเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งแนวสัตว์ประหลาดยักษ์ แนวมนุษย์ดัดแปลง แนวต่อสู้  แนวพลังจิตพลังเหนือมนุษย์ แถมด้วยความรักแบบโลลิคอนหน่อยๆ ดูแล้วก็สนุกดี ผมว่าเขาผสมผสานเรื่องหลายๆแนวเข้าไว้ด้วยกันได้ดีและลงตัวพอสมควรแหละ ในส่วนของไซไฟผมก็ว่าสมเหตุสมผลดี ไม่ได้เวอร์อะไรเกินไป (ฉากต่อสู้อาจจะเวอร์ไปนิดนึงก็เหอะ)

ข้อด้อย :

    พอเนื้อเรื่องดำเนินไปจะรู้สึกได้ว่ามันดาร์กขึ้นเรื่อยๆ เรื่องชะตากรรมของเด็กที่ต้องสาปก็คงโหดร้ายเกินไปสำหรับผู้ชมที่เป็นเด็กๆ ผมว่าตัวเด็กต้องสาปก็อาจจะเหมือนกับภาพสะท้อนของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส HIV ที่โดนสังคมรังเกียจหรือแม้แต่สมัยที่โควิดระบาดหนักก็มีการเหยียดเชื้อชาติคนเอเชียหนักเลยเหมือนกัน เรื่องนี้ก็ให้ข้อคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน การที่คนเราจะไปเกลียดชังคนอื่นด้วยเหตุผลที่เขาแค่สีตาสีผมไม่เหมือนกับเราหรือติดเชื้ออะไรแบบนี้มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายเกินไปจริงๆนะแหละ 

     กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นไซไฟแอ็คชันที่ดูได้สนุกดีครับ เนื้อเรื่องอาจจะขมไปหน่อยเลยไม่เหมาะสำหรับให้เด็กๆดู แต่ก็มีข้อคิดแทรกอยู่บ้างไม่ถึงกับว่าสู้กันอย่างเดียวอะไรแบบนั้น ตอนจบเหมือนจะยังมีต่อแต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะทำภาคต่อหรือให้ไปอ่านไลท์โนเวทเอาเองละนะ ถ้าชอบแนวๆนี้ก็ลองหามาชมกันได้นะครับ

Official Anime Website -> https://www.black-bullet.net/index.html

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime No.44 : Hokkaido Gals Are Super Adorable! 道産子ギャルはなまらめんこい

 สวัสดีครับ ช่วงนี้ผมกำลังวางแผนจะไปเที่ยวฮอกไกโดกับครอบครัวอยู่ก็เลยหาข้อมูลจากหลายๆแหล่งดู หนึ่งในนั้นก็คือการดูอนิเมะที่มีเรื่องดำเนินอยู่ในฮอกไกโด เรื่องใหม่ๆหน่อยที่เจอก็มีอยู่สองเรื่องคือ Golden Kamui (เรื่องนี้เป็นแนวย้อนยุค รอดูซีีซัน5ซีซันสุดท้ายอยู่ก็เลยขอดองไว้ก่อนละกันครับ) กับอีกเรื่องที่จะรีวิวในวันนี้ก็คือเรื่อง 道産子ギャルはなまらめんこい Hokkaido Gals Are Super Adorable! (ชื่อภาษาไทยคือ สาวแกลเมืองเหนือน่าฮักขนาด) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

     เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อหนุ่มน้อย ซึบาซะ ชิกิ ซึ่งย้ายโรงเรียนจากโตเกียวมายังเมืองคิตามิในภูมิภาคฮอกไกโด ระหว่างที่นั่งแท็กซี่เขาตัดสินใจจะลงเดินกลางทางเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศหน้าหนาวของฮอกไกโดดู ระหว่างทางอันหนาวเหน็บเขาก็ได้พบกับสาวแกล มินามิ ฟุยุคิ กำลังรอขึ้นรถบัสไปโรงเรียนอยู่  ทั้งคู่จึงได้ทำความรู้จักกันและด้วยเสน่ห์ของสาวแกลเมืองเหนือเลยทำให้ซึบาสะเริ่มจะหลงใหลชีวิตในฮอกไกโดขึ้นมาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว


ความคิดเห็น :

    เรื่องนี้จะนำคุณเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนชาวฮอกไกโด มีการแนะนำของกินที่คนฮอกไกโดชอบรับประทาน การจัดการกับความหนาวเหน็บในตอนที่หิมะตกหนักๆ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่คนฮอกไกโดชอบไปกันด้วย โดยเนื้อเรื่องก็จะเป็นแนวรักๆใคร่ๆของวัยรุ่น(ออกแนวฮาเร็มเพราะมีตัวเอกผู้ชายคนเดียวตัวเอกหญิงมาซะสามคน) ก็ว่าดูได้เรื่อยๆสนุกพอสมควรละนะครับ

ข้อด้อย :

    ในเรื่องมันก็มีฉากเซอร์วิสค่อนข้างจะเยอะ(ก็เกือบทุกตอนละนะ) ซึ่งจริงๆก็ไม่ต้องใส่มาซะขนาดนั้นก็ได้ สำหรับคนที่มาหาข้อมูลจะไปเที่ยวฮอกไกโดอย่างผมก็ว่าสถานที่เที่ยวในฮอกไกโดที่ใส่มามันก็น้อยไปหน่อยแต่ก็พอเข้าใจได้เพราะเรื่องมันเริ่มตอนฤดูหนาวที่มีแต่หิมะตกและเขาก็บอกว่าจริงๆคนฮอกไกโดพอหน้าหนาวแล้วก็จะอยู่กันแต่ในบ้านไม่ค่อยออกไปไหนกันนะแหละ(ก็มันเล่นติดลบสิบกว่าองศานี่ก็คงไม่มีใครจะไปเที่ยวข้างนอกกันอะนะ) 

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี่ก็เป็นแนววัยรุ่นวุ่นรักที่มีฉากหลังเป็นเมืองในฮอกไกโดนั่นแหละครับ เนื้อเรื่องก็ดูได้สนุกดีไม่ได้มีดราม่าอะไรมากมาย มีฉากเซ็กซี่เซอวิสเยอะไปหน่อยก็เลยอาจจะไม่เหมาะสำหรับให้เด็กเล็กๆดู สำหรับใครที่อยากจะไปเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูหนาวก็ลองหามาดูกันได้นะครับ 


ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->



 

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

Anime Special 11 : แนวอนิเมะกับยุคสมัย アニメジャンルと時代

 สวัสดีครับ เพราะเป็นคนที่อยู่มานาน ก็เลยเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในสังคมรวมไปถึงแนวอนิเมะที่เป็นที่นิยมในแต่ละยุคสมัย วันนี้ก็ลองมีรวบรวมเขียนเอาไว้ดู เพราะว่าเป็นความเห็นส่วนตัวซะเยอะหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยล่วงหน้าไว้ด้วยนะครับ


1. ยุค70-80 ยุคแห่งอนิเมะแนวไซไฟ 

    ยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มหลังญี่ปุ่นผ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 มาหมาดๆ ก็กำลังเข้าสู่เฟสของการฟื้นฟูประเทศ จึงเป็นยุคที่สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ มีความต้องการนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นายช่าง เป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกที่อนิเมะในยุุคนี้จะเน้นไปที่แนวไซไฟกันเป็นส่วนใหญ่ เช่น เจ้าหนูอะตอม มาชินก้าแซด รวมมาถึงเรื่องที่แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังดังอยู่อย่างโดราเอม่อน กันดัม หรือมาครอสก็ตามที (แม้แต่หนังที่มีคนแสดงอย่างอุลตร้าแมน ไอ้มดแดง หรือพวกขบวนการมนุษย์ไฟฟ้า ตำรวจอวกาศก็ยังจัดอยู่ในหมวดไซไฟอยู่ดีแหละ)

Source : https://tezukaosamu.net/jp/anime/44.html


2. ยุค90ตอนต้น ยุคแห่งอนิเมะแนวต่อสู้

    ช่วงต้นๆยุคนี้แนวอนิเมะที่โดดเด่นขึ้นมาก็จะออกแนวต่อสู้ซะเป็นส่วนมาก ตั้งแต่เรื่องคินนิคุแมน ดราก้อนบอล เซนต์เซย่า หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ แม้แต่อนิเมะแนวขำขันรักๆใคร่ๆก็ยังตั้งมีการใส่เซ็ตติ้งการต่อสู้เข้าไปเช่นเรื่องรันม่า1/2 ส่วนสาเหตุที่ทำไมแนวต่อสู้ถึงได้เป็นที่นิยมขึ้นมาก็ไม่แน่ชัดนัก สันนิฐานเป็นการส่วนตัวว่าช่วงนี้เด็กๆญี่ปุ่นเจนเอ็กซ์น่าจะอินกับการศิลปะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นมวยปล้ำที่มีมาก่อนยุคนี้แล้ว(อนิเมะที่สะท้อนความนิยมมวยปล้ำยุคเก่าๆหน่อยก็หน้ากากเสือนะแหละ ยุค80-90ก็จะเป็นคินนิคุแมน) หรือแม้แต่กีฬาต่อสู้อย่างคาราเต้ ซูโม่ มวย และคิกบอกซิ่งที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุคนี้ด้วย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอิทธิพลจากภาพยนต์แนวกังฟูฮ่องกงที่กำลังดังอยู่ก็มีส่วนอยู่ไม่มากก็น้อย ก็เป็นไปได้ว่าทางทีมผู้สร้างมังงะอนิเมะก็คงจะมองเห็นความนิยมที่ว่าในหมู่เด็กๆก็เลยสร้างงานประเภทนี้ขึ้นมาตอบสนองตลาดก็เป็นได้ (แม้แต่ตลาดเกมก็ยังออกพวกเกมต่อสู้อย่าง Street Fighter เลยด้วยซ้ำ) มองอีกด้านหนึ่งก็คงอยากจะสอนกลายๆให้เด็กๆรู้จักอดทนรู้จักฝึกฝนตัวเองเหมือนพวกตัวเอกก็เป็นได้

Credit : Dragon Ball

 

 

3. ยุค 90 กลางๆถึงปลายๆ ยุคแห่งอนิเมะแนวพลังจิต

    กลางๆยุค90ไปจนถึงเกือบปลายๆ ก็ยังมีบรรยากาศของสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับโซเวียต หนึ่งในหัวข้อยอดฮิตในยุคนี้ก็คือเรื่องการค้นคว้าด้านพลังจิต ทั้งสองฝ่ายก็มีข่าวว่ามีการใช้ผู้มีพลังจิตในการสอดแนมหรืออ่านใจคู่ต่อสู้ด้วย(ใครดู Spy x Family มันก็คืออาหมวยอาเนียจังนะแหละนะ) ในช่วงนี้ก็เลยมีข่าวพวกที่อ้างว่ามีพลังจิต สามารถขยับข้าวของได้โดยไม่แตะ สะกดจิตอ่านใจได้ หรือแม้แต่มุขใช้พลังจิตงอช้อนได้ก็มาจากช่วงนี้แหละ จึงไม่แปลกที่อนิเมะยุคนี้จะมีตัวเอกที่มีพลังจิตอยู่เยอะแยะไปหมด เท่าที่จำได้ก็อย่างเรื่อง Orange road , มามิ สาวน้อยพลังจิต และที่ดังสุดๆก็เรื่อง AKIRA นะแหละ (จริงๆจะรวมพวกสาวน้อยเวทมนต์อย่างเซลเลอร์มูนเข้าไปก็ได้อะนะ เพราะพลังของเหล่าเซเลอร์มันก็ออกแนวพลังจิตมากกว่าเป็นเวทมนต์ที่ต้องร่ายเวท หรือแม้แต่อีวานเกเลี่ยนพวกม่านพลังAT-Fieldก็เหมือนเป็นพลังจิตมากกว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย) ซึ่งก็แน่นอนว่าพวกเด็กๆยุคนี้ก็คงจะอินกับพวกพลังจิตอะไรแบบนี้จนคนแต่งเรื่องเขาก็ต้องอิงกระแสตามระเบียบละ

Credit : AKIRA

 

4. ยุคต้นปี 2000  ยุคของแนวโมเอะ

     จริงๆพวกโอตาคุนี่ก็มีมานานแล้ว แต่ช่วงยุคต้นปี 2000 นี่แหละที่ว่าเป็นยุคทองของเหล่าโอตาคุก็ว่าได้ สาเหตุหนึ่งก็เพราะละครเรื่อง Train Man (電車男:Densha Otoko)ที่มีตัวเอกเป็นโอตาคุตัวพ่อซึ่งมันก็ดังพอสมควรเลยทีเดียว สังคมเลยเริ่มยอมรับการมีอยู่ของเหล่าโอตาคุซึ่งเมื่อก่อนก็จะโดนดูถูกสารพัดจากสังคมแต่ไปๆมาๆสิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้กลับกลายเป็นการจับจ่ายใช้ส่อยสินค้าจากอนิเมะเรื่องโปรดของเหล่าโอตาคุนี่แหละ(พูดได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเกลียดปลาไหลแต่ก็กินน้ำแกงละนะ) อนิเมะในช่วงเวลานี้ก็เลยจะตอบสนองความต้องการของเหล่าโอตาคุเป็นพิเศษ มันก็จะออกแนวโมเอะแนวน่ารักตาโตตาหวานกันซะเยอะ รวมถึงพวกแนวฮาเร็มแนวนางเอกซึนเดเระก็เริ่มมีเยอะขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างก็เช่นเรื่อง Love Hina , Chobits, Full metal panic, Digicharat, The Melancholy of Haruhi Suzumiya และอื่นๆอีกมากมาย 

credit : Love Hina


5. ยุคหลังปี 2010 ยุคของแนวต่างโลก

    หลังปี 2000 ต้นๆเป็นต้นมาอนิเมะก็มีความหลากหลายขึ้น อันเป็นผลมาจากนโยบาลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เล็งเห็น subculture ของพวกโอตาคุว่าอนิเมะมันทำรายได้เข้าประเทศได้นิหว่า ช่วงประมาณปี 2013 ก็มีนโยบาย Cool Japan ของนายกอาเบะ ซึ่งก็เป็นการเอาของดีของญี่ปุ่นเป็นจุดขายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ก็มีทั้งโอท๊อปสินค้าท้องถิ่น อาหารญี่ปุ่นและก็รวมอนิเมะอยู่ในนั่นด้วย(คล้ายๆกับตอนนี้ที่รัฐบาลไทยชี้นิ้วไปไหนก็เป็น Soft Power ไปซะหมดนะแหละ) จนกระทั้งการมาถึงของอนิเมะแนวต่างโลก(異世界 : Isekai) ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องแรกแต่คิดว่าเรื่องที่น่าจะดังๆเลยก็คงเป็นเรื่อง Sword Art Online ที่เป็นแนวไปต่างโลกในเกมเสมือนจริง กับอีกเรื่องก็คงเป็นเรื่อง RE:Zero ที่ตัวเอกก็ไปพจญภัยตายซ้ำตายซากในโลกแฟนตาซีน่ะแหละ นับจากนั้นเป็นต้นมาอนิเมะแนวไปต่างโลกนี่ก็พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำตกเขื่อนแตก ให้เดาก็คงเป็นเพราะว่าเด็กๆรุ่นปัจจุบันนี้น่าจะโตมากับเกมออนไลน์และภาพยนต์แนวแฟนตาซีอย่าง Lord of the rings หรือ แฮรี่พอตเตอร์ ก็เลยน่าจะขายแนวๆแฟนตาซีเวทมนต์อะไรแบบนี้ได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆละกระมัง 

credit : Re:Zero

 

    กล่าวโดยสรุป ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีแนวผลงานที่โดดเด่นออกมามากกว่าแนวอื่นๆ ซึ่งก็คงเป็นไปตามสมัยนิยมละครับ สำหรับผมที่เป็นเด็กที่โตมากับแนวไซไฟแนวต่อสู้ก็คงจะอินกับแนวแบบนี้มากกว่าแนวอื่นๆ ส่วนคนอื่นจะชอบแนวไหนก็คงไม่มีผิดไม่มีถูกอะไร ถ้าดูแล้วสนุกมีความสุขก็ดูไปเถอะครับ


สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Anime No.43 : Hensuki 可愛ければ変態でも好きになってくれますか?

 สวัสดีครับ ช่วงนี้มีข่าวชาวบ้านที่นางพยาบาลไปติดใจความสัมพันธ์แบบซาดิสต์กับผอ.จนทำให้ครอบครัวแตกแยก พูดถึงความซาดิสต์ มาโซคิส นี่ก็พาลนึกไปถึงอนิเมะเรื่องหนึ่งที่เคย(เผลอ) ดูเมื่อนานมาแล้วนั่นคือเรื่อง  Hensuki : Are You Willing to Fall in Love with a Pervert, as Long as She's a Cutie? 可愛ければ変態でも好きになってくれますか?(ชื่อภาษาไทย ถ้าน่ารักซะอย่าง จะลามกบ้างก็ได้ใช่มัยคะ) เรื่องราวจะเป็นเช่นไรมาลองดูกันครับ


 

Ataya's Star :    ★★★☆☆

เรื่องย่อ :

     เรื่องราวของนักเรียนชายธรรมดาๆนามว่า เคอิคิ คิริว ผู้ที่เป็นสมาชิกชมรมเขียนพู่กัน วันหนึ่งขณะที่กำลังทำความสะอาดห้องชมรมพร้อมกับรุ่นพี่ ซายุคิ โทคิฮาร่า และพรรคพวก เมื่อเขากลับมาที่ห้องชมรมเพียงลำพังก็ได้พบกับกับกางเกงในผู้หญิงพร้อมกับจดหมายรักที่ไม่ได้ระบุชื่อคนเขียนวางไว้ ซึ่งก็เหมือนกับซินเดอเรล่าที่ทิ้งรองเท้าแก้วไว้เขาจึงเรียกคนที่วางจดหมายรักว่าเป็น"ซินเดอเรล่า"พร้อมกับพยายามตามหาว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของจดหมายรักนั่น แต่ยิ่งสืบก็ยิ่งทำให้รู้ความลับของเหล่าสาวๆที่อยู่รอบกายเขาว่ามีรสนิยมบางอย่างที่มันออกจะแปลกๆอยู่นะ 

ความคิดเห็น:

        เรื่องนี้ก็เป็นแนวฮาเร็มทั่วๆไปนะแหละ แต่เหล่าสาวๆจะมีรสนิยมทางเพศที่ออกจะเรียกว่าประหลาดๆหน่อย ซึ่งทางตัวเอกเองก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆที่แค่อยากได้แฟนสาวธรรมดาๆก็เท่านั้นเอง แต่ก็็นั่นแหละคนเราเกลียดอะไรก็ได้อย่างงั้น เพราะสุดท้ายๆสาวที่มาพัวพันก็มีแต่พวกรสนิยมเพี้ยนๆรั่วๆตรงข้ามกับหน้าตาที่แสนจะน่ารักซะงั้นนะแหละ เรียกได้ว่าดูไปก็ปวดหัวแทนพระเอกละนะ

ข้อด้อย :

        เนื่องจากมันเป็นแนวฮาเร็มก็เลยพอๆจะเดาๆได้ว่าเนื้อเรื่องมันจะดำเนินไปทางไหน เนื้อเรื่องก็ไม่ได้เข้าใจยากอะไร คนดูน่าจะพอเดาได้ว่าใครเป็น"ซินเดอเรล่า"กันแน่(ถ้าไม่ได้เชียร์สาวๆคนที่ตัวเองชอบมากไปละก็นะ) และเนื่องจากมีเนื้อหาที่พูดถึงเรื่องรสนิยมทางเพศค่อนข้างจะตรงๆโต้งๆก็เลยคงไม่เหมาะสำหรับเด็กแน่นอนละครับ 

        กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นอนิเมะแนวผู้ใหญ่(ก็ไม่ได้มีฉากอะไรที่เกินเลยไปมากจนจะกลายเป็นเฮนไตแทนแต่ก็เพราะเนื้อหามันว่าถึงพูดถึงเรื่องรสนิยมทางเพศนี่แหละก็เลยไม่เหมาะสำหรับเด็กน้อย) ตัวละครสาวๆก็วาดมาได้สวยน่ารักดี เนื้อหาก็ฮาๆตลกกระโหลกกระลาตามภาษาแนวฮาเร็มละครับ สำหรับผมแล้วรสนิยมทางเพศของเราจะเป็นยังไงก็ได้ตราบเท่าที่มันไม่ได้สร้างปัญหาให้กับคนรอบตัว แต่เรื่องการคบชู้ การนอกใจ การไม่ซื่อสัตย์ต่างหากที่ไม่ว่าจะอ้างเรื่องรสนิยมทางเพศยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ให้อภัยกันไม่ได้อยู่ดี (พูดในฐานะผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งละนะ เฮอๆ)

ปิดท้ายขายของ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบจ้า ->



 

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Anime No.42 : Hyouka 氷菓

สวัสดีครับ สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงอนิเมะแนวไซไฟที่มีกลิ่นอายการสืบสวนสอบสวนไปแล้ว ก็เลยนึกถึงอนิเมะอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแนวสืบสวนสอบสวนเหมือนกันนั่นก็คือเรื่อง 氷菓 Hyouka (ชื่อภาษาไทย ปริศนาความทรงจำ) เรื่องราวจะน่าสนใจยังไงมาลองดูกันครับ



Ataya's Star :    ★★★★★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของ โฮทาโร่ โอเรกิ หนุ่มน้อยแนวประหยัดพลังงาน(ไม่ขยับตัวทำอะไรถ้าไม่จำเป็น) ที่ถูกพี่สาวขอร้องให้เข้าชมรมวรรณกรรมคลาสสิกของโรงเรียนคามิยาม่าเพื่อไม่ให้ชมรมถูกยุบเพราะสมาชิกชมรมไม่พอ ที่นั้นเขาได้พบกับ เอรุ จิทันดะ สาวน้อยขี้สงสัย ซาโทชิ ฟุคุเบะ เพื่อนสนิทสมัยเด็กๆผู้ร่าเริงของโฮทาโร่ และ มายากะ อิบาริ สาวน้อยปากคอเราะร้าย ซึ่งทั้งหมดก็เข้ามาเป็นสมาชิกชมรมวรรณกรรมคลาสสิก พร้อมๆกับต้องไขปริศนาบางอย่างที่รุ่นพี่ได้ทิ้งไว้นั่นเอง



ความคิดเห็น:

    เรื่องนี่จะเป็นแนวสืบสวนสอบสวนเรื่องราวเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน ไม่เหมือนกับแนวสืบสวนทั่วๆไป(แบบไอ้หนูโคนันที่ไปที่ไหนก็มีแต่คนตายเต็มไปหมดอะนะ) แนวก็จะเป็นว่านางเอกอยากรู้ว่าทำไมไอ้นั่นถึงเป็นแบบนั่น พระเอกก็จะอภิบายตามหลักการว่าตามข้อสันนิษฐานว่าเพราะอย่างงั้นอย่างงี้มันเลยเป็นอย่างนั่นนี่แหละ ซึ่งก็อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ ผมก็ว่ามันก็แปลกใหม่ดี(แล้วก็ดูเป็นไปได้กว่าการเดินไปไหนแล้วก็มีแต่คดีฆาตกรรมรออยู่อะนะ) ดูแล้วก็สนุกไปอีกแบบละครับ

ข้อด้อย:

    ข้อด้อยก็เอาจะมีปริศนาที่เกี่ยวกับการเล่นคำหรือมันต้องเป็นคนที่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นระดับหนึ่งแหละถึงจะรู้เรื่องว่ามันมีความลึกซึ้งอะไร ถ้าคนปรกติธรรมดาฟังเฉลยแล้วก็อาจจะมึนๆอยู่บ้าง แต่เคสอื่นๆโดยรวมก็เข้าใจได้ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมายครับ

    กล่าวโดยสรุป อนิเมะเรื่องนี้จะว่าเป็นแนวสืบสวนสอบสวนก็ไม่เชิง จะว่าเป็นแนววัยรุ่นก็คงพอได้ บวกลบคุณหารแล้วก็ถือว่าเป็นอนิเมะที่ดูได้สนุกดีอีกเรื่อง ถึงแม้นเนื้อเรื่องบางส่วนอาจจะเข้าใจยากไปหน่อยแต่คิดว่าเด็กๆก็น่าจะดูได้ไม่มีปัญหาอะไร แม้จะเป็นอนิเมะที่ออกมานานแล้วแต่ก็็ยังดุได้ไม่ล้าสมัยแต่อย่างใด ยังไงก็ลองหามารับชมดูได้นะครับ


ส่งท้ายขายของหน่อยครับ ไลน์สติกเกอร์ของเฟย์จัง ->



วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Anime No.41 : Astra Lost In Space 彼方のアストラ

 สวัสดีครับ สัปดาห์ก่อนเขียนถึงเรื่องการไปทัศนศึกษาของเด็กญี่ปุ่น ก็เลยลองนึกถึงเรื่องที่มีการเดินทางไปเข้าแคมป์แบบแปลกๆหน่อย สุดท้ายก็เลยนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือเรื่อง Astra Lost In Space 彼方のアストラ (ชื่อภาษาไทยคือ อัสตร้าหลงจักรวาล) เพราะก็เล่นไปเข้าค่ายกันในต่างดาวไปเลย เรื่องราวจะเป็นยังไงมาลองดูกันครับ

Ataya's Star :    ★★★★☆

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2063 เมื่อกลุ่มเด็กนักเรียน9คนของโรงเรียนแคร์ดกำลังจะไปตั้งแคมป์บนดวงดาวแม็คปา หนึ่งในนั้นมี คานาตะ โฮชิจิมะ ผู้มีความสามารถด้านกีฬาและมีความเป็นผู้นำ แอรีส สปริงค์ สาวน้อยสดใสที่เป็นนักเรียนใหม่ที่พึ่งย้ายเข้ามา เมื่อทั้ง9คนเดินทางไปถึงดาวแม็คปา ระหว่างที่กำลังจะตั้งแคมป์อยู่นั้นเองทั้งหมดก็โดนลูกกลมสีดำประหลาดจู่โจมทำให้วาร์ปไปยังกลางอวกาศเหนือดวงดาวปริศนา ตอนนั้นเองที่ได้พบยาวอวกาศที่ถูกทิ้งไว้ลำหนึ่ง เมื่อทั้งหมดขึ้นไปบนยานจึงพบว่ายานลำนี้ยังใช้งานได้และรู้ว่าตัวเองอยู่ห่างจากดาวบ้านเกิดถึง 5012 ปีแสง ทั้งเก้าคนจึงต้องพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนำพาตัวเองกลับไปยังบ้านเกิดให้จนได้



ความคิดเห็น :

    ดูตอนแรกดูเหมือนจะเป็นอนิเมะแนวผจญภัยในอวกาศคล้ายๆกับเรื่อง 21เอมอน(ของอ.ฟูจิโกะเอฟฟูจิโอผู้เขียนเรื่องโดราเอมอน) แต่จริงๆแล้วเป็นแนวสืบสวนสอบสวนหาผู้ร้ายที่แฝงอยู่ในกลุ่มเด็ก 9 คนนี่แหละ เนื้อเรื่องก็จะนำเสนอความผูกพันมิตรภาพของตัวละคร ความสำคัญของความสามัคคี และการยอมรับความแตกต่างของเพื่อนๆ โดยรวมต้องถือว่านำเสนอออกมาได้ดีระดับหนึ่งทีเดียว ดูแล้วก็ได้ข้อคิดหลายๆอย่างเลยครับ

ข้อด้อย :

    ถ้าจะมีข้อด้อยก็อาจจะเป็นตอนที่เฉลยเรื่องราวตอนท้ายๆเรื่องนะแหละ ที่ดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าเหตุผลดูจะไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่  แถมดูเฉลยแล้วเรื่องมันก็จะออกทะเลสเกลใหญ่กว่าเรื่องของเด็กหลงในอวกาศไปเยอะเลยทีเดียว แต่ก็คงพอหยวนๆกล้อมแกล้มไปได้ละมังครับ

    กล่าวโดยสรุป เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ดูได้สนุกมีข้อคิดหลายๆอย่าง ผมว่าน่าจะดูได้ทุกเพศทุกวัย เด็กๆก็ดูได้ไม่ได้มีฉากหวาดเสียวฉากเซอร์วิสอะไรมากมายนัก จริงๆก็อยากจะให้มีอนิเมะแนวไซไฟตลุยอวกาศออกมาให้มากกว่านี้หน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะว่าเด็กสมัยนี้คงไม่อินกับแนววิทยาศาสตร์เหมือนกับสมัยก่อนเท่าไรแล้ว สมัยนี้ก็เลยมีแต่แนวแฟนตาซีไปต่างโลกออกมาเยอะจนขี้เกียจจะดูแล้วละนะ เฮอๆ 

       สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2567

Anime Special 10 : มุกที่ชอบมีในอนิเมะアニメによくあるあるギャグ

 สวัสดีครับ วันนี้ฝนตกอากาศค่อนข้างจะดี พอมีเวลาว่างๆก็เลยมาลองนึกๆดูว่าในอนิเมะที่ดูๆมานี่มักจะมีแพทเทิร์นหรือมุกอะไรบางอย่างที่ชอบใส่มาให้คนดู ว่าแล้วก็ลองรวบรวมมาเขียนไว้ดังนี้ครับ

credit : Neon Genesis Evangelion

 

1. มุกสาวน้อยคาบขนมปังรีบวิ่งไปโรงเรียน (遅刻する食パン少女)

เป็นมุกที่ชอบให้ตัวเอกที่เป็นผู้หญิงตื่นสาย เลยรีบออกจากบ้านไปโรงเรียนโดยคาบขนมปังไปด้วย บางเรื่องก็จะให้ไปชนกับตัวเอกชายตามมุมตึกมุมโรงเรียน เป็นมุกที่ชอบใช้บ่อยในอนิเมะแนวโรงเรียนหรือรอมคอม ซึ่งในความเป็นจริงคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากเพราะคนญี่ปุ่นค่อนข้างจะมองว่าการเดินไปกินไปเป็นเรื่องเสียมารยาท (แต่กินบนรถไฟได้นี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน) ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสาวน้อยคาบขนมปังวิ่งไปโรงเรียนได้ ก็อาจเป็นไปได้ว่าผู้ชายญี่ปุ่นคงมองว่าถ้ามีสาวน้อยที่ทำแบบนั้นจริงๆก็คงจะน่ารักน่าเอ็นดูละกระมัง ก็เลยชอบใส่มุกนี้ไว้ในมังงะหรืออนิเมะละนะ

 

Credit : 僕の友達が少ない

2.มุกเฉลยว่าเราเคยเป็นเพื่อนวัยเด็กกันมาก่อน (幼馴染カップル)

เป็นมุกที่มักจะเฉลยตอนใกล้ๆจะจบว่าจริงๆแล้วตัวเอกชายกับตัวเอกหญิงเคยเป็นเพื่อนสมัยเด็กๆมาก่อนหรือไม่ก็เคยเจอกันก่อนหน้านี้แล้วตอนเด็กๆ (แต่อาจจะจำกันไม่ได้) ประมาณว่าคงจะอยากบอกคนดูว่าสองคนนี้มีพรหมลิขิตให้ได้เจอกันตั้งแต่เด็กแล้วก็ได้เป็นคู่รักกันละกระมัง ถ้าว่าเป็นละครน้ำเน่าบ้านเราก็คงประมาณมุกที่ว่าชาติที่แล้วเป็นคู่กันมาก่อนนะแหละนะ เฮอๆ มุกเพื่อนสมัยเด็กนี่ก็พบเห็นได้ทั่วไปในแนวรักๆใคร่ๆแนวฮาเรมแนวรักสามเศร้าและแนวรอมคอมนั่นละครับ

credit : この素晴らしい世界に祝福を
 

3.ตัวเอกที่เป็นพวกโอตาคุหรือพวกนีท (主人公はオタクでニート)

ช่วงหลังๆมานี่โดยเฉพาะพวกอนิเมะแนวไปต่างโลก(異世界)นี่ชอบจะเซ็ตติ้งให้ตัวเอกเป็นพวกโอตาคุหรือไม่ก็เป็นพวกนีท(NEET = Not in Education, Employment, or Training) หรือพวกฮิคิโคโมริ(พวกหมกตัวอยู่แต่ในบ้านงานการไม่ทำ)ไปเลยก็มี คิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนดูอนิเมะแนวๆนี้ก็คงจะออกแนวโอคาคุนี่แหละ การให้ตัวเอกเป็นพวกโอตาคุพวกนีทก็เลยคงสร้างอารมณ์ร่วมได้ง่ายกว่าจะให้ตัวเอกเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป หรือคิดแบบลึกๆก็เป็นไปได้ว่าทางผู้สร้างอยากจะสะท้อนสังคมว่าอย่าเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องออกไปสู้โลกทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมกันดีกว่าก็เป็นได้อะนะ

credit : けいおん!

 


4. ชมรมที่กำลังจะโดนยุบ (廃部)

อันนี้จะเป็นแพทเทิร์นที่พบเจอบ่อยในอนิเมะประเภทกีฬาดนตรีกิจกรรมต่างๆซึ่งจะมีชมรมอยู่ในโรงเรียนแล้วจะเป็นแนวแบบว่าสมาชิกชมรมรุ่นก่อนหน้าจบการศึกษาไปหมดแล้วไม่มีสมาชิกมาเพิ่มก็เลยกำลังจะโดนยุบชมรม อันเป็นเหตุให้เหล่าตัวเอกต้องมากอบกู้สถานการณ์ด้วยการหาสมาชิกมาครบสี่คนห้าคนก็ว่ากันไป บางทีสาเหตุที่มุกนี้ถูกใช้งานบ่อยๆก็อาจจะเป็นการสะท้อนปัญหาเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นมีน้อยลงมากจนโรงเรียนในญี่ปุ่นต้องยุบตัวลงไปเป็นจำนวนมากเพราะเด็กที่จะมาเข้าเรียนไม่พอ แน่นอนว่าก่อนที่โรงเรียนจะโดนยุบก็ต้องมีเหตุที่ชมรมจะโดนยุบมาก่อนเพราะสมาชิกไม่พอนี่แหละ คิดๆไปก็น่าเศร้าละนะ

credit : Detective Conan

5.ไปทัศนศึกษากัน (進学旅行)

การไปทัศนศึกษาเป็นอีเว้นท์หนึ่งที่ต้องมีในอนิเมะแนวโรงเรียน เท่าที่ทราบถ้าเป็นโรงเรียนคุณหนูรวยๆหน่อยก็จะไปทัศนศึกษากันแถวๆต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นโรงเรียนบ้านนอกธรรมดาๆหน่อยก็จะไปทัศนศึกษากันภายในประเทศญี่ปุ่นนี่แหละ ส่วนใหญ่ก็จะจัดขึ้นตอนปีสุดท้าย(ม.6)ส่วนสถานยอดนิยมที่ชอบไปกันเท่าที่เคยนับๆดูเล่นๆก็น่าจะเป็นเกียวโตละนะ คงเพราะเป็นเมืองเก่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมมีที่ท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งด้วย การที่เขาใส่อีเว้นท์ทัศนศึกษาเข้ามาก็คงจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศให้กับอนิเมะ ร่วมถึงจะได้ใส่ฉากเซอร์วิสอย่างการไปแช่ออนเซ็นอะไรแบบนั้นเข้ามาได้ละนะ

คราวๆก็คงประมาณนี้ละนะครับ จริงๆก็ยังมีมุกแก๊กหรือแพทเทิร์ทที่ยังพบเห็นได้ทั่วไปในอนิเมะอยู่อีกเยอะแยะ เอาไว้มีโอกาสจะมาเขียนรวมรวมไว้ให้อ่านอีกแล้วกันนะครับ

ส่งท้ายขายของ มังงะของกระผมขอรับ  ->