วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Anime No.8 : How Heavy Are the Dumbbells You Lift? ダンベル何キロ持てる?

 สวัสดีครับ วันนี้เปลี่ยนบรรยากาศมาออกกำลังกายกับสาวๆดูบ้างดีกว่า สำหรับเรืื่องที่จะรีวิวในวันนี้ก็คือเรื่อง  How Heavy Are the Dumbbells You Lift? ダンベル何キロ持てる? แปลเป็นไทยได้ว่าคุณยกดับเบลหนักเท่าไร(อนิเมะสมัยนี้ก็นิยมตั้งชื่อยาวๆกันละนะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) มาลองดูกันครับ

source : https://dumbbell-nan-kilo-moteru.fandom.com/wiki/Danberu_Nan-Kiro_Moteru%3F

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

     เรื่องราวของสาวน้อยมัธยม ฮิบิคิ ซากุระ ผู้ที่โดนเพื่อนทักว่าหมู่นี้ชักจะพองๆขึ้นนะ เธอจึงตัดสินใจจะไดเอ็ทแต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดเพราะนิสัยกินแหลกนี่แหละ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจไปเข้ายิม Silverman Gym ดูเผื่อว่าจะสามารถลดน้ำหนักได้ ซึ่งที่นั่นเธอก็ได้พบกับ อาเคมิ โซริวอิน ประธานนักเรียนและนักเรียนดีเด่นที่แสนจะเลิศเลอเพอเฟคค์(แต่ดันเป็นสาวคลั่งนักกล้าม)ที่ก็มาลองออกกำลังกายด้วย ซึ่งทั้งคู่ก็โดนหนุ่มนักกล้ามสุดหล่อเทรนเนอร์ประจำยิม มาจิโอะ นารุโซะ ตกไปเป็นสมาชิกของยิมจนได้ พวกเธอจึงได้เริ่มออกกำลังกายกันแบบจริงๆจังๆกันซะที

 



ความคิดเห็น:  

    เรื่องนี้จะพาคุณเขาสู่โลกแห่งการออกกำลังกาย ทั้งในยิมและอะไรที่ทำเองได้ที่บ้านด้วย เรียกได้ว่าดูแล้วคุณจะอยากออกกำลังกายเพาะกล้ามกันขึ้นมาเลยทีเดียว ในเรื่องมีการให้ความรู้เกี่ยวกับท่าต่างๆที่จะเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายส่วนนั้นส่วนนี้ ซึ่งก็เป็นความรู้ที่ค่อนข้างจะทันสมัยเลยทีเดียว เช่น เรื่องการที่ไม่ควรจะยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นการวอร์มอัพร่างกายก่อนการออกกำลังกาย เรื่องนี้เองก็พึ่งมีผลวิจัยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ด้วย ถือได้ว่าดูไว้ก็ได้ความรู้ดีทีเดียวครับ

ข้อด้อย : 

    เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีสาวๆเป็นตัวเอก เวลาออกกำลังกายกันมันก็จะมีเสียงหายใจกันหนักหน่วงชวนสยิวไปหน่อย ฟังแล้วชวนจะให้เข้าใจผิดอยู่เหมือนกัน(เวลาดูถ้าเปิดเสียงดังระวังคนข้างห้องจะเข้าใจว่าเราดูอย่างอื่นอยู่อะนะ) มีการอธิบายการใช้งานเครื่องออกกำลังกายซึ่งก็เหมือนจะเป็นการขายของชวนให้เข้ายิมอยู่เหมือนกัน(จนๆอย่างผมชกลมอยู่บ้านนิแหละ เฮอๆ) 

     นอกจากนี้โดยรวมก็ต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นอนิเมะที่ดูสนุกดีมีความรู้แถมให้ด้วย มุกตลกก็ฮาดีมีการล้อเลียนหนังอนิเมะเก่าๆในตำนานอยู่บ้าง คิดว่าคนที่อยากจะหาแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายน่าจะลองดูเรื่องนี้ดูนะครับ คุณอาจจะลุกขึ้นเปลี่ยนตัวเองเหมือนกับฮิบิคิจังบ้างก็ได้

 ปิดท้ายขอขายของละครับ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบขอรับ ->


 

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Anime No.7 : Macross 7 マクロス7

 สวัสดีครับ พูดถึงเลข7ก็นึกถึงเรื่องนี้เลย Macross 7 ซึ่งเป็นอนิเมะที่ผมดูตอนเป็นวัยรุ่น(น่าจะสักม.4ม.5) พากษ์ไืทยฉายทางช่อง 7 สมัยนั้นก็เรียกได้ว่าดังในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจากช่วงนั้นติดธุระบ้างติดสอบบ้างก็เลยดูไม่ค่อยจะได้ดูต่อเนื่องเท่าไร พอดีช่วงนี้ว่างๆหลังจากดู Macross Frontier เสร็จแล้วก็เกิดอยากย้อนไปดู Macross 7 ขึ้นมาก็เลยลองไปหามาดูจนจบครบทุกตอน มันทำให้ผมยิ่งประทับใจมากขึ้น เรื่องราวจะเป็นยังไงมาลองดูกันครับ

source : https://macross.jp/series-detail/macross7/

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

     เรื่องราวของกองยานสำรวจที่ 37 ชื่อกองยานมาครอสเซเว่น ในปีค.ศ 2045 กองยานก็ได้เผชิญหน้ากับศัตรูลึกลับโปรโตเดวิลที่มาดูดพลังชีวิตของประชาชนในกองยาน ในระหว่างการต่อสู้นั้นก็ได้มียานวัลคีรี่สีแดงมาก่อกวนด้วยการร้องเพลง ทำให้ร้อยโท แกมลิน คิซากิ ไม่พบใจอย่างมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต่อมาจึงรู้ว่าคนขับวัลคีรี่สีแดงนั้นก็คือ บาซ่าร่า เน็คคิ นักร้องนำเพลงร็อคแห่งวง Fire Bomber ซึ่งมีสมาชิกสี่คน ได้แก่ มิเลน แฟร์ จีเนียส มือเบส เรย์ เลิฟร็อค มือคีย์บอร์ด และ วีฮีด้า มือกลอง การใช้เสียงเพลงเพื่อสยบสงครามจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


 

ความคิดเห็น:  

    ตอนดูสมัยก่อนตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นอนิเมะแนวสงครามไซไฟอวกาศหุ่นยนต์แปลงร่างทั่วๆไปแหละ พระเอกเท่ดีเพลงก็มันส์สะใจสไตล์ชาวร็อค แต่พอมาย้อนดูอีกทีตอนเป็นผู้ใหญ่ผมถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันลึกซึ้งกว่าที่คิดไว้เยอะ เพราะพระเอกบาซาร่าเนี่ยเป็นพระเอกในอนิเมะแนวสงครามที่ไม่ฆ่าใครเลยสักคนเลย !! ซึ่งหาไม่ได้แล้วสำหรับพระเอกในยุคนี้(พระเอกสมัยนี้ฟันคออสูรขาดแล้วค่อยมานั่งสงสารอะนะ) เรียกได้ว่าบาซ่าร่าเป็นพระเอกแห่งสันติภาพในอุดมคติเลยทีเดียว คำพูดของเขาที่ว่า 戦争なんてくだらねぇぜ!俺の歌をきけぇ = "สงครามอะไรนั่นมันไร้สาระ จงฟังเพลงของฉันซะ"มันยังคงก้องอยู่ในหัวใจของผมอยู่เลยบอกตง  

    นอกจากเพลงของวง Fire Bomber จะมันส์มากแล้ว ยังเป็นภาคที่มีเพลงของศิลปินคนอื่นๆอยู่ด้วยเช่นเพลง Galaxy ของอลิซฮอลิเดย์ เพลงจากมาครอสภาคแรกและ macross II ตัวละครต่างๆก็มีมิติมีเรื่องราวของตัวเอง มุกตลกดูอีกรอบก็ยังฮาอยู่ดี เรียกได้ว่าเขาอัพเกรดจากมาครอสภาคแรกขึ้นมาเยอะเลยทีเดียว

ข้อด้อย : 

    สำหรับข้อด้อยก็แน่นอนว่ามันเป็นการ์ตูนเก่าสมัยก่อนปี2000 ภาพยังเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสสำหรับทีวีสมัยนั้น แถมยังใช้ภาพซ้ำๆอย่างฉากรบกันฉากแปลงร่างอะไรแบบนั้น ตัวเนื้อเรื่องมีการแบ่งตอนเยอะจนอาจจะเดินเรื่องช้าไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับอนิเมะสมัยนี้ แล้วก็คิดว่าเขาลดความเข้มข้นเนื้อหาลงเพื่อให้เด็กๆดูได้ด้วยละนะ แต่โดยรวมก็ยังถือว่าดูได้สนุกอยู่ดีละครับ (จริงๆอยากให้เขาใช้ AI มาลองวาดภาพใหม่ให้มันทันสมัยขึ้นก็น่าจะดีนะ)

*** Spoiler Alert *** ต่อไปผมจะเขียนเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่ดูมา ถ้าใครยังไม่ได้ดูแล้วไม่อยากถูกสปอยล์ก่อนก็ไม่ต้องอ่านต่อก็ได้นะครับ

    1. ส่วนตัวผมว่าบาซ่าร่านี่เหมือนกับเป็นพระหรือนักบวชเลยทีเดียว เพราะนอกจากเขาจะไม่ฆ่าใครแล้ว เขายังเกลียดความรุนแรงทุกรูปแบบ(มีหลุดๆบ้างสองสามครั้งก็เหอะ) เป็นคนรักเด็กเมตตาสัตว์แถมไม่สนใจผู้หญิง(ในเชิงชู้สาว)อีกต่างหาก การที่ตอนเด็กๆเขาร้องเพลงหน้าภูเขาท่ามกลางพายุ(หวังว่าซักวันเสียงเพลงของเขาจะขยับภูเขาได้)มันก็เหมือนกับการฝึกตนของพระเซนหรือเซียนอีกต่างหาก(นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่เขาเข้าถึงสภาวะ Anima Spiritia ได้ก็เป็นได้)

    2. ผมดูๆไปแล้วก็เกิดสงสัยว่าจริงๆแล้วบาซาร่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่? มีอยู่ตอนนึงที่แกมลินบอกกับมิเลนว่าบาซาร่าเขาบังคับวัลคีรี่ไปร้องเพลงไปได้แถมหลบกระสูนได้คล่องแคล่วอีกต่างหาก ในฐานะนักบินคงต้องยอมรับว่าบาซาร่าเก่งกว่าเขามาก แถมอาจจะเก่งกว่าแม็กซ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักบินอัจฉริยะเสียอีก มันก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วใครเป็นคนฝึกให้บาซ่าร่า จะว่าเป็นเรย์ก็คงไม่ใช่เพราะเรย์ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้น ในอีกตอนต่อมาที่มีข่าวลือว่าบาซ่าร่าเป็นลูกลับๆของฮิคารุ(พระเอกภาคแรก)กับลินมินเมย์ (ได้พ่อแม่มาเขาถึงร้องเพลงเก่งแถมขับวัลคีรี่ได้ดีอีกไง) ซึ่งบาซ่าร่าก็เหมือนจะบอกว่าไร้สาระ แต่ผมก็เอะใจเลยย้อนกลับไปดูตอนที่เขาถ่ายหนังเรื่องเกี่ยวกับลินมินเมย์ ในตอนนั้นมิเลนต้องเล่นเป็นมินเมย์ส่วนบาซ่าร่าต้องเล่นเป็นฮิคารุ ผมสังเกตุว่าบาซาร่าเหมือนจะอารมณ์เสียตั้งแต่ต้นเรื่อง(จริงๆแกก็อารมณ์เสียตลอดเรื่องแหละ)แต่ดูเหมือนจะมีเหตุผลอะไรบ้างอย่างลึกๆที่บอกไม่ได้เหมือนกัน แถมพอพูดถึงลินมินเมย์บาซ่าร่าก็เหมือนจะทำหน้าเหม่อๆเศร้าๆยังไงบอกไม่ถูก หรือไอ้ข่าวลือที่ว่ามันจะจริงซะละมั้ง ?? (ตอนแรกผู้สร้างอาจจะเขียนบทให้บาซ่าร่าเป็นลูกลับๆของลินมินเมย์กับฮิคารุก็เป็นได้แต่ตอนหลังคงเปลี่ยนใจให้แค่ว่าเป็นเด็กกำพร้าคนนึงมีที่มาที่ไปเป็นปริศนาแทนก็เป็นได้นะ ผมคิดเอาเองน่ะ)


 

    3. เท่าที่ดูซีรีย์มาครอสมาผมว่าสาวๆสะพานเดินเรือของเรื่องมาครอสเซเว่นนี่แหละแจ่มที่สุดแล้ว แม้แต่ภาคหลังๆทำมาก็ยังออกแบบมาสวยสู้ไม่ได้อยู่ดี ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (เฮียแม็กซ์แกน่าจะคัดแต่คนสวยๆระดับมิสมาครอสมาแหละ เฮอๆ)  

       


source : https://macross.fandom.com/wiki/Macross_Operators

    4. ถ้าถามว่าชอบตัวละครหญิงคนไหนมากที่สุด ถ้าเป็นตอนที่ดูครั้งแรกก็ต้องบอกว่าชอบมิเลนมากที่สุดละครับ เพราะเธอเป็นนางเอกประเภทแก่นแก้วแสนซนเอาแต่ใจตัวเอง(แนวลูกสาวกำนันว่างั้น)ซึ่งก็ว่าน่ารักดีแหละ แต่พอดูอีกรอบ ผมว่าแก่ๆไปแนวโน้มมิเลนน่าจะขี้บ่นขี้ยัวะเหมือนแม่เขาก็ได้นะ(นิสัยตอนโกรธก็เหมือนกันเปี๊ยบด้วย) ผมก็เลยสนใจตัวละครอีกคนที่ไม่มีบทพูดอะไรเท่าไร ไม่ ไม่ใช่วีฮีด้าหรอกครับ แต่เป็นสาวน้อยช่อดอกไม้(花束少女)ต่างหากละ ผมว่าเธอเป็นสาวน้อยที่มีความอดทนและมีรักแท้ชื่นชมในตัวบาซ่าร่ามากๆ ไม่ว่าบาซ่าร่าจะไปไหนเธอก็จะตามไปให้กำลังใจเสมอ(สมัยนี้อาจจะเรียกได้ว่าอีกนิดนึงก็เข้าขั้นเป็นสโตรกเกอร์แล้วก็เฮอะ) จริงๆผมก็อยากให้เขาสร้างตอนพิเศษให้สาวน้อยช่อดอกไม้สักหน่อยก็ยังดีนะ ความพยายามเยอะซะขนาดนั้น (เฉลยปริศนา เสียงพากษ์ของสาวน้อยช่อดอกไม้กับซิวิลเนี่ย... เป็นคนเดียวกันครับ)



 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566

Anime No.6 : Taisho Otome Fairy Tale 大正処女御伽話

 สวัสดีครับ สัปดาห์ที่แล้วแนะนำเรื่องสำหรับสายดาร์คไปแล้ววันนี้ก็ขอแนะนำเรื่องสำหรับสายหวานหน่อยละกัน คิดว่าคุณผู้หญิงคงจะชอบกัน สำหรับเรื่องที่จะแนะนำในวันนี้นั้นก็คือ Taisho Otome Fairy Tale 大正処女御伽話 (รู้สึกชื่อไทยจะชื่อเรื่องเล่าของสาวน้อยยุคไทโช) เรื่องราวจะเป็นอย่างไรลองมาดูกันครับ

Source : https://taisho-otome-fairy-tale.fandom.com/wiki/Taisho_Otome_Fairy_Tale_(Anime)

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคไทโช(เทียบกับบ้านเราก็ประมาณรัชกาลที่ 5-6 แหละ เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นรับวัฒธรรมตะวันตกเข้ามาแล้วมีไฟฟ้ามีรถไฟมีห้างสรรพสินค้า ก็เป็นยุคเดียวกับในเรื่องดาบพิฆาตอสูรละนะ) ทามาฮิโกะ ชิมะ ลูกชายคนเล็กของตระกูลชิมะอันร่ำรวยและทรงอิทธิพล วันหนึ่งเขาเจออุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้สูญเสียคุณแม่และก็บาดเจ็บหนักจนแขนขวาพิการจนถึงขั้นขยับไม่ได้ ทางครอบครัวจึงตัดหางปล่อยวัดให้เขาไปอยู่ในบ้านพักต่างจังหวัด(แถวๆชิบะห่างจากกรุงโตเกียวไปหน่อย) ด้วยความสิ้นหวังทามาฮิโกะจึงใช้ชีวิตอยู่แบบซักกะตายไปวันๆ กลายเป็นคนซึมเศร้าและมองโลกในแง่ร้าย  จนวันหนึ่งทางครอบครัวส่ง ยูซึกิ ทาจิบานะ สาวน้อยซึ่งทางตระกูลชิมะใช้เงินซื้อมาให้เป็นเจ้าสาวของทามะฮิโกะได้เข้ามาดูแลเขา ด้วยความสดใสร่าเริงของเธอจึงทำให้ทามะฮิโกะค่อยๆเปิดใจและกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง ซึ่งทั้งคู่ก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆนาๆในเวลาต่อมา


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ก็จะออกแนวย้อนยุคแนวละครพีเรียด ถ้าสมัยก่อนใครชอบนางเอกประเภทโอชินหรือแม่พลอยก็น่าจะพอเข้าใจ เรื่องนี้ก็ประมาณนั้นแหละครับ มันก็แสดงให้เห็นค่านิยมอะไรหลายๆอย่างของคนญี่ปุ่นสมัยก่อนด้วย เช่น เรื่องการใส่กิโมโนที่ถ้าหน้าอกใหญ่ไปจะใส่ได้ไม่สวยต้องเอาผ้ารัดหน้าอกไว้(ใส่แล้วต้องเห็นเป็นทรงกระบอกถึงจะสวย) การที่เด็กๆต้องออกไปทำงานเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆอยู่เลย การที่ภรรยาต้องเชื่อฟังดูแลสามีอย่างดี หรือเรื่องการซื้อตัวเจ้าสาวมาให้แต่งงานโดยไม่ต้องมีความรักกันก็ตามที ว่าที่จริงตัวยูซึกิเองก็เป็นนางเอกประเภทที่สดใสร่าเริงทั้งๆที่เจอเรื่องเลวร้ายอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ก็แสดงให้เห็นถึงผู้หญิงในอุดมคติของคนญี่ปุ่นว่าควรจะเข้มแข็งและอ่อนโยนไปด้วยในตัวละนะ (ซึ่งก็หาได้ยากแล้วละในชีวิตจริง)

ข้อด้อย : 

    พูดถึงข้อด้อยก็คงเป็นเรื่องที่พล็อตเรื่องมันเดาได้ง่ายไปสักหน่อย เพราะมันเป็นอนิเมะเด็กผู้หญิงก็เลยเหมือนละครหลังข่าวบ้านเราจะไม่มีการหักมุมอะไรเท่าไร แต่ถ้าให้ดูเพลินๆสำหรับผู้ชายก็คงดูได้แหละครับ (แค่ระวังน้ำตาลจะขึ้นเอาก็แล้วกัน เฮอะๆ) 

    ว่าที่จริงสมัยนี้อนิเมะแนวย้อนยุคนี่ก็หาดูได้ยากแล้ว (ถ้าไม่นับแนวปราบอสูรหรือซามูไรตีกันละก็นะ)ถ้าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศมาดูอะไรเบาๆหวานๆย้อนไปคิดถึงญี่ปุ่นสมัยโบราณบ้าง ลองมาดูเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกันนะครับ เพลงประกอบก็เพราะดีด้วย

 

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อยครับ มังงะ Remember 1999 ประธานใจร้ายกับยัยจอมตื้อ ->

วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

Anime No.5 : Girls' Last Tour 少女終末旅行

 สวัสดีครับ ณ.ขณะนี้ถ้าพูดถึงสงครามความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงตรงไหน มันก็ทำให้นึกถึงอนิเมะที่ว่าด้วยพิษภัยของสงคราม ให้คิดเร็วๆเลยตอนนี้ก็นึกออกสองเรื่อง เรื่องแรกก็หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ 北斗の拳 ว่าด้วยโลกหลังจากสงครามนิวเครียร์ที่คนเราต้องใช้หมัดเท้าเข่าศอกกับกำลังภายในต่อสู้กันถึงจะเอาตัวรอดได้ แต่เรื่องนี้มันก็เก่ามากแล้ว เด็กรุ่นใหม่คงเกิดไม่ทันเคนชิโร่แน่แท้ ก็เลยนึกถึงอีกเรื่องนึงที่พึ่งดูไปไม่นานนี้นั้นก็คือ Girls' last tour  少女終末旅行 เรื่องราวจะเป็นยังไงมาลองดูกันครับ ...

source : https://www.primevideo.com/detail/0IIF7GQDM1HC30FTC5POJF3MUH/ref=atv_dp_season_select_s1?language=th_TH

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

    ในโลกหลังสงครามครั้งใหญ่ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ผู้คนล้มหายตายจากไปมีแต่ซากปรักหักพังและวัฒนธรรมมนุษยชาติที่สูญสลายไปแล้ว สองสาวชิโตะและยูริยังคงเดินทางด้วยแครดเทนคราด(รถมอเตอร์ไซต์บวกกับรถตีนตะขาบ)ไปเรื่อยๆ หาเสบียงและเชื้อเพลิงเพื่อเอาชีวิตรอดให้ได้ไปวันๆ ระหว่างนั้นพวกเธอก็จะได้ประสบเรื่องราวต่างๆมากมายในโลกหลังสงครามอันน่าหดหู่นี่เอง



ความคิดเห็น :

    เรื่องนี้บอกได้เลยว่าให้บรรยากาศของความเหงามากๆ เพราะโลกทั้งใบเหลือคนอยู่ไม่กี่คน สองสาวต้องเดินทางไปเรื่อยๆโดยที่ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดสงครามอะไรขึ้นกันแน่เพราะตอนออกเดินทางหนีสงครามมาพวกเธอก็เหมือนจะยังเด็กมาก รู้เพียงว่าต้องเดินทางไปเรื่อยๆและเอาชีวิตรอดให้ได้ ตัวเนื้อเรื่องเองก็มีปรัชญาความคิดและคำถามที่ลึกซึ้งมาก ถ้าคนดูเพียงแค่คิดตามสักหน่อยก็จะได้อะไรจากเรื่องนี้มากอยู่เหมือนกันครับ


ข้อด้อย :

    ด้วยความที่มันเป็นอนิเมะแนวปรัชญาสักหน่อยแล้วก็ไม่มีแอ็คชันอะไรมากมาย ถ้าเด็กๆดูก็อาจจะเบื่อได้ละมั้งครับ แต่แน่นอนสำหรับผู้ใหญ่แล้วต้องถือว่าเป็นอนิเมะชั้นดีอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยความลึกของเนื้อหาและก็บทสนทนาของสองสาวที่ดำเนินเรื่องไปอย่างแนบเนียนและลึกซึ้ง เพียงแต่บรรยากาศเอยเนื่้อเรื่องเอยมันจะเหงาๆเศร้าๆบ้าง คนเป็นซึมเศร้าดูแล้วก็อาจจะอาการกำเริบก็เป็นได้นะ

    สำหรับตัวอาวุธยุทโธปกรณ์เสื้อผ้าและพาหนะต่างๆในเรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะได้ต้นแบบมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่2ละนะครับ ผมเองก็ประทับใจกับแครดเทนคราดที่สองสาวขี่มากถึงขนาดลองเอากระดาษกล่องมาทำโมเดลดู ภาพการทำก็ตามลิงก์เลยครับผม 

    

https://lemongrass-figure.blogspot.com/2021/11/girls-last-tour-homemade-cardboard.html

สุดท้ายก็ขอขายของหน่อย เป็นนิยายแนววิทยาศาตร์เรื่องสั้นเกี่ยวกับAIและสิ่งแวดล้อมที่พังทลายที่ผมเขียนขึ้นมา ใครสนใจก็ลองซื้อหามาอ่านได้นะครับ 

 

Google Book -> https://play.google.com/store/books/details?id=GmG6EAAAQBAJ

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

Anime No.4 : Macross Frontier マクロスフロンティア

 สวัสดีครับ สำหรับวันนี้ต้องออกตัวก่อนว่าผมเป็นแฟนตัวยงของมาซีรี่มาครอสมาตลอด ฉนั้นเรื่องที่รีวิวในวันนี้อาจจะให้คะแนนเอียงๆไปบ้างก็ขอโปรดให้อภัยด้วยนะครับ มาลองดูกันเลย ...

source : https://en.wikipedia.org/wiki/Macross_Frontier

 

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

    เรื่องราวของกองยานที่25ในชื่อ Macross Frontier ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ใจกลางกาแล็คซี่ในภาระกิจค้นหาโลกใหม่ที่สามารถอยู่อาศัยได้ ในตอนที่เชอริลโนมนักร้องไอด้อลยอดนิยมกำลังจัดคอนเสิร์ทอยู่นั่นเอง วาจูล่าสัตว์ประหลาดต่างดาวก็ได้เข้าโจมตี ทำให้สาวน้อยลังกะลีต้องตกอยู่ในอันตราย หนุ่มน้อยหน้าหวานซาโอโตเมะ อัลโตจึงตัดสินใจขับVF25(เครื่องบินรบที่เปลี่ยนร่างเป็นหุ่นยนต์ได้)ที่นักบินตายไปแล้วเข้าช่วยเหลือลังกะเอาไว้ เรื่องราวของความรัก สงครามและเสียงเพลงจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง


 

ความคิดเห็น:

  ความสุดยอดของมาครอสคือมันเป็นเรื่องที่รวมเอาทุกอย่างที่คนดูชื่นชอบ(โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย)เอาไว้เหมือนกับต้มยำกุ้งแล้วก็ปรุงออกมาอร่อยมากด้วย มัมมีทั้งหุ่นยนต์ยักษ์ เครื่องบินแปลงร่างได้ สัตว์ประหลาดเอเลี่ยน มีนักบินสุดเท่อย่างเรื่องTopgun มีสงคราม การเมือง มีไอดอล มีเพลงเพราะๆ แล้วก็ที่ขาดไม่ได้ก็คือมีรักสามเศร้า ความสนุกอย่างนึงของการดูเรื่องมาครอสก็คือการลุ้นไปกับความรักสามเศร้าว่ามันจะดำเนินไปทางไหนนี่แหละ พระเอกต้องมีฉากใจเต้นมาเรื่อยๆ ทำให้เราต้องคิดว่าสุดท้ายแล้วเขาจะเลือกใครกันแน่นะ

  สำหรับมาครอสฟรอนเทียร์ภาคนี้ทำได้ดีมากๆๆ ทั้งเรื่องของเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง ทำให้แฟนๆอดนึกไปถึงบรรยากาศมาครอสภาคแรกไม่ได้ มีมุกตลกแทรกๆมาได้ดี(ถ้าคุณเข้าใจเนื้อเรื่องดีพอจะอดขำไม่ได้แหละ)มีการอ้างอิงมาครอสภาคอื่นๆเข้ามาให้คิดถึงด้วย ส่วนในเรื่องของเพลงประกอบก็เรียกได้ว่าไพเราะทุกเพลง เป็นอีกภาคนึงที่คนรักมาครอสจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด

ข้อด้อย : 

    อาจจะมีบางช่วงที่ดูเหมือนจะเผางานภาพไปหน่อยแต่ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะผมสนใจเนื้อเรื่องมากกว่า นอกจากนี้คงเป็นเรื่องที่มีการอ้างอิงตัวละครจากมาครอสภาคก่อนหน้าซึ่งถ้าคนดูไม่ได้ดูมาก่อนก็อาจจะไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ถ้าเป็นแฟนมาครอสอยู่แล้วก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ

ทิ้งท้าย ผมเองรู้สึกว่าภาคนี้ทำออกมาได้ดีมากเรียกได้ว่าน่าประทับใจเกือบทุกอย่างแหละ(ก็ไม่ใช่ว่าทุกภาคจะดีไปหมดหรอกนะ อย่างสมัยผมเป็นวัยรุ่นก็ดู Macross 7 พากย์ไทยฉายทางช่อง7 สมัยนั้นก็เรียกได้ว่าติดงอมแงมแต่พอมาคิดดูตอนนี้รู้สึกว่าเขาลดความเข้มข้นของเนื้อหาลง แล้วก็อาจจะเน้นไปที่หุ่นยนต์แปลงร่างมากไปหน่อยแหละ อาจจะต้องการขยายฐานแฟนไปทางเด็กๆด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้) นอกจากนี้ถ้าคุณสังเกตุดีๆจะรู้ว่าเพลงในมาครอสแต่ละภาคก็จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยที่เขาสร้างในเวลานั้นด้วย เช่นในมาครอสรุ่นแรกเนี่ยส่วนตัวผมตั้งสมมุติฐานว่าLynn Minmayนี่น่าจะได้อิทธผลมาจากเติ่งลี่จวินแน่ๆเพราะเขาดังมากๆในช่วงนั้น(คนญี่ปุ่นจะรู้จักชื่อ Telesa Teng มากกว่า) มาครอสเซเว่นนี่ก็ไม่ต้องสงสัยผมว่าBasaraนี่คือจอนเลน่อนกลับชาติมาเกิดแน่ๆประกอบกับช่วงปี199xนี่ก็เป็นกระแสเพลงเจร็อคกำลังมาด้วยละนะ สำหรับภาคฟรอนเทียร์เนี่ยถ้าให้เดาเชอริลนี่ก็น่าจะเป็นมาดอนน่าผสมบียอนเซ่หรือไม่ก็เทเลอร์สวิฟละมั้ง (มี Macross Deltaด้วยผมยังไม่ได้ดูแต่คราวๆน่าจะเป็นแนวIDOL Groupแหละ)  ฉนั้นแล้วมีข่าวใกล้ๆว่าจะมีการสร้างมาครอสภาคใหม่มาเร็วๆนี้ด้วย ถ้าให้ผมเดาก็คงว่าอาจจะมีเพลงเป็นแนวKPOPไม่ก็Rap battleก็เป็นได้นะ (จริงๆอยากเห็นมาครอสแนวEnka(ลูกทุ่งญี่ปุ่น)มากกว่าแต่คงยากแหละ เฮอๆ) 

 

ส่งท้ายขายของหน่อยครับ สติกเกอร์ไลน์ของเฟย์จัง ->


    

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

Anime No.3 : Siver Spoon 銀の匙

 สวัสดีครับ สำหรับอนิเมะที่อยากแนะนำวันนี้ก็มาในบรรยากาศบ้านทุ่งกับเรื่อง Silver Spoon 銀の匙 เรื่องนี่จะเป็นยังไงมาลองดูกันครับ

source : https://en.wikipedia.org/wiki/Silver_Spoon_(manga)

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

        เรื่องของ ยูโก ฮาจิเคน เด็กนักเรียนผู้ที่อุทิศชีวิตให้กับการเรียนอย่างเดียว จนถึงจุดหนึ่งที่ชีวิตพลิกผันเมื่อเขาไม่สามารถสอบเรียนต่อม.ปลายในโรงเรียนที่คาดหวังและเลือกที่จะเรียนต่อในโรงเรียนด้านเกษตรและปศุสัตว์ในฮอกไกโดตามที่คุณครูแนะแนวได้แนะนำ ที่นั้นเขาต้องพบกับชีวิตอันยากลำบากของเกษตรกร ตั้งแต่การตื่นแต่เช้ามืด การใช้แรงงานและการดูแลสัตว์ต่างๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับชีวิตนักเรียนที่เรียนที่อยู่แต่กับหนังสือตำราและการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง 


ความคิดเห็น:

    เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้อย่างลื่นไหล มุกตลกก็ฮาใช้ได้ เรียกได้ว่าคุณจะได้หัวเราะพร้อมสนุกกับเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างแน่นอน ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้มีหลากหลาย ทั้งเรื่องการตั้งคำถามของคุณค่าชีวิตของสัตว์เศรษฐกิจว่าถ้าเราเลี้ยงมันแล้วเราจะกินมันลงหรือ? เรื่องของการทำปศุสัตว์แบบอุตสกรรมที่ไม่สนว่าสวัสดิภาพสัตว์จะเป็นอย่างไรแต่ได้กำไรตลอด กับการทำปศุสัตว์แบบดั้งเดิมที่ยังเลี้ยงสัตว์ไว้แม้จะปลดระวางไปแล้วซึ่งก็ทำให้ขาดทุนจนล้มละลาย เรียกได้ว่าถ้าคุณคิดตามจะได้ข้อคิดหรือไม่ก็จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่เช่นกัน

ข้อด้อย : 

    องค์ประกอบทุกอย่างดีมากละครับ แต่ติดอยู่ที่ว่าเรื่องนี้มีแค่สองซีซันแล้วก็ตัดจบไปซะดื้อๆ ทั้งๆที่ยังมีประเด็นที่ยังไม่เครียร์อีกหลายเรื่องแต่ก็เข้าใจเพราะว่ามันไม่ใช่อนิเมะตลาด(ประเภทฆ่าอสูรปล่อยพลังเวทอะไรแบบนั้น)ก็คงจะได้งบมาไม่มากทำได้จำกัดตอนละครับ เรื่องที่ดำเนินต่อไปคงต้องอ่านจากมังงะเอาเองละนะ

    นอกจากนี้ เขายังสร้างเป็นหนังคนแสดง ผมยังไม่เคยดูแต่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องจากในอนิเมะน่ะแหละ ชอบแบบไหนก็เลือกดูได้นะครับ 

   


 
ปิดท้ายขอขายของหน่อยครับ สติกเกอร์ไลน์ลูกเจี๊ยบ ->



วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

Anime No.2 : Cells At Work! はたらく細胞

 สวัสดีครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหลังๆมานี่ผมชอบดูอนิเมะแนวสั้นๆ12-24ตอนจบ มีสักซีซันสองซีซันมากกว่าอนิเมะยอดฮิตที่ยาวเป็นปีๆ (ประเภทดูตอนแรกตอนอยู่ประถมตอนอวสานอีกทีจบมหาลัยนี่ก็ไม่เอาอะนะ) เพราะถ้ามันยาวไปแล้วต้องรอดูข้ามปีบางทีเราดูแล้วก็ลืมรายละเอียด ลืมตัวละครตัวประกอบไปหมดแล้ว ฉนั้นแล้วพวก OnePieceเอย DragonBalls เอยนี่ก็เลยเลิกดูไปซะกลางทางนะแหละครับ กลับเข้าเรื่อง สำหรับอนิเมะที่จะรีวิววันนี้ก็คือเรื่อง Cell At Work ! はたらく細胞  ครับผม

source : www.imdb.com

 

Ataya's Star :    ★

เรื่องย่อ :

เรื่องราวเกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์ เมื่อเม็ดเลือดแดงเด็กใหม่ AE3803 ที่ยังไม่ชินงานเลยเดินหลงทางในร่างกายเป็นประจำ จนตกเป็นเป้าหมายของแบ็คทีเรียตัวร้ายที่เข้ามาในร่างกาย เธอได้รับการช่วยเหลือจากเม็ดเลือดขาว U-1146 ไว้ จากนั้นมาทั้งคู่ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นในร่างกายของมนุษย์

 


ความคิดเห็น :

พอดูเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงการ์ตูนเรื่องนึ่ง ถ้าใครอายุพอๆกับผมน่าจะคุ้นๆกับการ์ตูนฝรั่งสมัยก่อนที่ทำเรื่องราวของเซลล์ในร่างกายของมนุษย์เป็นตัวละครเพื่อให้เด็กๆเข้าใจง่ายขึ้น (ลองเซิร์จดูน่าจะชื่อนิทานชีิวิต Once upon a time Life  สมัยนั้นน่าจะฉายช่องเจ็ดอะนะ)  เรื่อง Cells At Work นี่ก็คล้ายๆกับเรื่องนั้นแต่ตัวเอกจะเป็นเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวแทน แล้วก็จะมีความเป็นมนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนจริงๆ มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมีแบ็คกราวด์ความเป็นมาตามสไตล์อนิเมะญี่ปุ่น เนื้อเรื่องจะอธิบายกลไกลต่างๆในร่างกาย การต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆที่่เข้ามาในร่างกาย ถ้าเป็นคนที่เรียนชีิววิทยามาหรือเป็นคุณหมอดูเรื่องนี้น่าจะอินกว่าคนทั่วๆไปละครับ

ข้อคิดที่ได้นอกเหนือจากความรู้ทางการแพทย์ก็คือ ถ้าเราดูจะรู้ว่าสิ่งหนึ่งที่ผู้แต่งพยายามจะสื่อสารออกมาจากเรื่องก็คือว่าแม้แต่เซลล์เล็กๆในร่างกายของเราก็ยังขยันขันแข็ง ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วตัวเจ้าของร่างกายละ ? จะมามั่วขี้เกียจท้อแท้ซึมเศร้าอยู่ได้อย่างไร จริงมัย ?

ข้อด้อย :

เนื่องด้วยมันเป็นเรื่องที่อิงวิทยาศาสตร์มา ถ้าเป็นคนธรรมดาจบป.สี่เรียนสายศิลปมาดูก็อาจจะงงๆว่าตัวนี่ตัวนั้นมันคืออะไร แล้วเวลาอธิบายตัวละคร(เช่นแบคทีเรียตัวร้ายเอย เม็ดเลือดขาวชนิดพิเศษเอย) ในอนิเมะก็ดูจะสั้นๆไปหน่อย (น่าจะตัดฉากไปแล้วอธิบายช้าๆละเอียดหน่อยก็น่าจะดีมาก) อย่างไรก็ดี ผมเคยเห็นวิดีโอที่เขาเอาเรื่องนี้ไปให้หมอจริงๆดู หมอคนนั้นเขาบอกว่าความรู้ในเรื่องนี้ตรงตามที่เรียนมาเลย แถมมีบางเรื่องที่พึ่งจะค้นพบและอัพเดทหมาดๆในวงการการแพทย์ด้วย(รู้สึกจะเป็นเรื่องที่พึ่งค้นพบว่าแบคทีเรียตัวร้ายชอบกินน้ำตาลก็เลยเป็นสาเหตุให้เวลามันเข้ามาในร่างกายกายถึงได้ชอบจับเม็ดเลือดแดงกิน เพราะเม็ดเลือดแดงกินกลูโคสเป็นอาหารตัวเม็ดเลือดแดงเองก็คือทองหยอดดีๆนี่แหละนะ) ก็แสดงว่าผู้แต่งเรื่องนี้ก็น่าจะอ่านเอกสารทางการแพทย์มาอย่างดีหรือไม่ก็เป็นระดับอาจารย์หมอเลยละผมว่านะ 

เรื่องนี้มีออกซีซันสองแล้วก็มีภาคแยกCode:Blackซึ่งจะเป็นภาคที่ดาร์คกว่า ถ้าคุณดูภาคแรกแล้วรู้สึกชอบใจก็แนะนำให้ดูต่อละครับ รับประกันความสนุกและได้สาระด้วย

 

ปิดท้ายขอขายของหน่อยครับ สติกเกอร์ไลน์ของเฟย์จัง ->